คนไทยไม่เหมาะกับประชาธิปไตย?

 
 
12 ก.ค. 51
 
     
 
 
     
 
กรณีปราสาทเขาพระวิหาร นอกจากสะท้อน ลัทธิคลั่งชาติแบบสุดโต่ง ของคนไทยบางกลุ่ม ซึ่งว่าอันที่จริงในเชิงวิชาการระบุว่า เป็นบุคลิกที่สอดคล้องกับการปกครองแบบเผด็จการ เป็นแหล่งดินที่เหมาะสมแก่การเติบโตของการเมืองแบบอำนาจนิยม ในรูปแบบต่างๆ

ถึงที่สุดเราอาจต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องเล่าเชิงเสียดเสียสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า “รัฐธรรมนูญเป็นลูกของพระยาพหลฯ” นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อวิชชาต่อการเมืองระบอบประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นมรดกความคิดสืบทอดถึงปัจจุบัน

ถึงที่สุดการยอมรับ อวิชชาเรื่องระบอบประชาธิปไตย อาจเป็นเพราะ ลักษณะของคนไทยไม่เหมาะสมกับการเมืองระบบประชาธิปไตย

ผู้นำการปฏิวัติ 19 กันยายน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยกล่าวในฐานะ ผอ. รมน. ที่สโมสรทหารบก เทเวศน์  ว่า  “ ปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่ง ที่ผ่านมาเกิดจากลักษณะคนไทยโดยภาพรวม เราลองทบทวนลักษณะของเราเองว่ามีนิสัยอย่างไร มีฝรั่งมาทำวิจัยบอกว่าบ้านเราการที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีความเจริญค่อนข้างยากด้วยนิสัยคนไทยที่เขาบอกว่า
1.ขี้เกียจ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิจัยชาวฝรั่งเศสเขาวิจัยมาอย่างนี้ ถือว่าหลักการวิจัยเป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้าดู
2.ขี้โกง
3.ขี้โอ่ ขี้อวด
4.ขี้อิจฉา”

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยบอกว่า “ประชาธิปไตยแบบตะวันตก ไม่ใช่เป็นแบบการปกครองชนิดสำเร็จรูป ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาจะรับเอามาใช้ได้ทันที โดยมิได้คำนึงถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศเสียก่อน”

ในงานเขียนของวัน วลิต ระบุว่า รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรเป็นสมัยที่ปกครองแบบทหาร และเข้มงวดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสยาม และความตอนหนึ่ง ถอดสรุปโดย พิมาน แจ่มจรัส ในหนังสือ นเรศวร ราชาแห่งไฟ ว่า

“ในระยะ 20 ปี ที่อยู่ในราชสมบัติ พระองค์ทรงฆ่าคนตามกฎหมายมากกว่า 80,000 คน ทั้งนี้ไม่รวมพวกที่เสียชีวิตในการรบ ไม่ว่าจะเป็นบนหลังช้าง หลังม้า ในเรือพาย หรือแม้แต่ในขณะประทับ ณ พระราชบัลลังก์ ขณะที่ออกขุนนาง ปรากฏว่า ไม่มีครั้งใดเลยที่พระองค์จะปราศจากอาวุธ

ทรงมีกระบอกลูกธนูบนพระเพลา และมีคันธนูอยู่ในพระหัตถ์ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นผู้ใดทำผิด แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไม่เป็นที่สบพระทัยพระองค์ จะทรงยิงธนูปี่ผู้นั้น และรับสั่งให้ผู้นั้นนำลูกธนูมาถวาย พระองค์จะตรัสสั่งให้เฉือนเนื้อบุคคล (แม้แต่ขุนนาง) ที่กระทำผิดแม้ว่าจะน้อยนิดเสมอ และทรงให้บุคคลผู้นั้นกินเนื้อของตนเองเฉพาะพระพักตร์ และทรงให้คนกินอุจาจาระของตนเอง บ่อยครั้งที่ทรงตรัสว่า “นี่เป็นวิธีที่จะปกครองพวกเจ้าชาวสยาม เพราะว่าเจ้าเป็นพวกที่มีธรรมชาติที่ดื้อดึงน่าขยะแขยง ในอาณาจักรที่แสนเลวนี้ แต่ข้าจะปฏิบัติเช่นนี้ต่อเจ้า จนกว่าจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติที่น่านับถือได้ เจ้าเป็นเหมือนหญ้าที่ขึ้นบนท้องทุ่งที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าตัดให้สั้นได้เท่าไร เจ้าก็จะขึ้นได้สวยงามมากเท่านั้น”

ปองพล อดิเรกสาร ในฐานะประธานคณะกรรมการอนุสัญญามรดกโลกของไทย เล่าถึง การเตรียมการนำเฉพาะตัวปราสาทเข้าพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกว่า กัมพูชาทำงานเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมาถึง2 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทย กำลังเชิดชู การปฏิวัติ 19 กันยา เทียบเท่ากับการปฏิวัติคาร์เนชั่นของปอร์ตุเกส

ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศพี่เบิ้ม-มหามิตร อย่างสหรัฐอเมริกา  จึงพากัน “เว้นวรรค” ความสัมพันธ์กับประเทศไทย และสนับสนุนกัมพูชาอย่างเต็มสูบ

ปัจจุบัน คนไทยบางกลุ่ม ก็ยังมีความพยายามสืบทอดการเมืองลัทธิอำนาจนิยมอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏว่า พวกเขายอมหลับตาข้างหนึ่งที่จะพูดถึงผลด้านลบของการปฏิวัติ 19 กันยา ว่าเป็นเงื่อนไขความสำเร็จการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารของกัมพูชา แต่พวกเขาพากันประกาศชัยชนะ ในการทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศลาออกจากตำแหน่ง

บันไดขั้นสู่การเมืองใหม่ - ประชาธิปไตยโควตาอ้อย เลือกตั้ง 30 แต่งตั้ง 70 คือ เป้าหมายสูงสุดของการเคลื่อนไหว เรียกร้อง

บางที พวกเขากำลังจะบอก นี่คือ “วิธีที่จะปกครองพวกเจ้า”
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง 
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 

 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats