"ธรรมะ" แห่งพระมหากษัตริย
 
 
"การแอบอ้างพระมหากษัตริย์โดยปราศจากความเข้าใจใน"ธรรมะ"แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ย่อมก่อให้เกิดความรุ่มร้อน ไม่เพียงแต่ในหมู่ผู้กระทำการเหล่านี้แต่แม้กระทั่งต่ออาณาประชาราษฎร์"
 
     
 

บทบรรณาธิการแด่บรรดา “บัวเต่าถุย”

“สำนักข่าวเสียงประชาคม”
คือ การรวมตัวของ กลุ่ม “คนข่าว” ที่มีมุมของ โลกทัศน์และชีวทัศน์ เอียงไปในทิศเดียวกันแม้เส้นทางกว่าจะทะลุ “สื่อออนไลน์” นี่ออกมาได้ จะขลุกขลัก พอสมควรแก่เงื่อนไขประดามี แต่ชีวิตที่คุ้นเคยกับการรบแบบ “กองโจร”  รูปแบบของการจัด “กองกำลัง” จึงไม่ใช่ “สาระใหญ่”

วันนี้พอจะกล้อมแกล้มได้ก็ ขอ ปะ-ฉะ-ดะ กันให้เห็นเชิง “เสียงประชาคม” เชื่อมให้ “การเมืองภาคประชาชน” ทั้งในมิติลึกและกว้าง

การเมืองแบบที่กำลังเล่นกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นแค่เรื่องของ กลุ่ม “บัวเต่าถุย”ซึ่งถือว่าเป็นระดับ “จัณฑาล”ยิ่งกว่าบัวในตม ที่พอมีประโยชน์ให้เต่า ให้ปลา กินเป็นอาหาร บัวระดับจัณฑาลนี้ เต่ากินเข้าไปแล้วต้องถุยทิ้ง

 ความวุ่นวายโกลาหลของกลุ่มคนในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน” หรือ ฟากฝั่ง “มวลชนคนรักทักษิณ” อ้าง “ประชาธิปไตย” บังหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน เล่ห์ อุบาย ที่ใช้ห่ำหั่น ก็ยังเป็นรูปแบบเดิม คือ แสดงพลังมวลชนเชิงกายภาพ และอ้างอิงสถาบัน

ความจริง ถ้าจะว่าไป บรรดากลุ่มคนระดับมันสมอง ที่คอยกำหนดกลยุทธเคลื่อนไหว ใน 2 ขั้วความขัด แย้ง ก็เป็น  “ซ้ายเก่า” ที่บอบช้ำกับ พิษการอ้างอิงสถาบัน เป็นเครื่องมือทำลายขั้วตรงกันข้ามมาแล้วทั้งสิ้น

“ชัชชรินทร์ ไชยวัฒน์”  ไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายที่ยังมีชีวิต ในฐานะเป็นผู้หลอมความคิดของทีมงาน “เสียงประชาคม” ทั้งทางตรงและทางอ้อม เคยเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ ใน “จุดไฟในนาคร” ของ “อาทิตย์ ข่าวพิเศษ ปีที่๑๖ ฉบับที่ ๘๐๘(๙๙)”

เป็นข้อเขียน ชนิดลุ่มลึกสุดใจ บทบรรณาธิการ “เสียงประชาคม” ตอนนี้จึงขอคัดลอกมานำเสนออีกครั้ง พร้อมมอบอุทิศแด่บรรดา “บัวเต่าถุย”ที่ยังเวียนว่ายมัวเมา ติดอยู่ในกับดัก “อำนาจด้านมืด”

" ในอดีตกาลที่ผ่านมา หากว่าการเป็น"พระราชา"นั้น เป็นตำแหน่งแห่งการเสวยสุข อันเนื่องมาจากความเขลา ของบรรดาผู้ใต้ปกครอง หรืออาณา ประชาราษฎร์แล้วไซร้ ระบอบการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ คงจะไม่ดำรงสืบต่ออย่างมั่นคงเป็นระยะเวลาอันยาวนานน ับเป็นหลายศตวรรษ

ภายใต้สภาวการณ์หนึ่งๆ"อำนาจ"ในมือของพระมหากษัตริย์นั้น สร้างระบอบการปกครองที่เหมาะสม สอดคล้องกับราษฎรและแผ่นดิน และอำนาจนั้น มิได้วางอยู่ลอยๆโดยไม่ได้มีรูปทรงใดๆคอยกำกับ อำนาจแห่งพระราชาในอดีตที่ผ่านมา ถูกกำกับไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" ธรรมสำหรับกษัตริย์..และโดยธรรมเหล่านี้ แผ่นดินและไพร่ฟ้าล้วนเป็น สุขอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสม ภารมาเป็นเวลายาวนาน 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงเถลิงราชสมบัติภายใต้สภาวการณ์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ"สมบูรณาญาสิทธิราช"มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่เรียกขานกันในระยะหลังว่า "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ในพิธีราชาภิเษก พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า "..เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" นับตั้งแต่พระองค์ทรงเถลิงพระราชสมบัติจนกระทั่งทุกวันนี้

พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการโจษขานกันในอารยประเทศและ ทั่วโลกว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระบารมีอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าภายในสภาวการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่าในบ้านเมืองและต่อสถานการณ์โลก

มีความกังขาอยู่หลายประการ ถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ในขณะที่สถาบันกษัตริย์ในหลายต่อหลายประเทศ เผชิญมรสุมแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในประเทศเพื่อนบ้านและห่างไกลออกไปในยุโรป นับตั้งแต่อดีตและจนแม้กระทั่งปัจจุบัน  

อันที่จริงนั้น ประชาชนหรือประชาราษฎร์ในแต่ละพื้นที่ของโลกนั้น น่าจะมีสามัญสำนึกคล้ายๆกัน กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกส่งผลกระทบถึงนานาประเทศคล้ายๆกัน..แต่เหตุใดพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย จึงยังคงเข้มแข็ง มั่นคง ตั้งอยู่บนจิตใจของประชาไทยทั้งปวง

คำถามเหล่านี้...สามารถตอบได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักเกณฑ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ประชาชนชาวไทยไม่ได้เป็น"ส่วนที่ผิดแปลก"ไปจากประชาชนในซีกโลกต่างๆ เพียงแต่พระมหากษัตริย์ไทยอาจจะมีความแตกต่างจากบรรด าพระมหากษัตริย์ในอีกหลายประเทศมากกว่า

เหตุผลสำคัญ ที่ดูเหมือนจะค้ำยันสถาบันพระมหากษัตริย์ในเมืองไทยใ ห้มั่นคง และแผ่ขยายพระบารมีเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย และทุกสถาบันในสังคมไทย ก็อาจจะเป็นการยึดมั่นอยู่ใน"ทศพิธราชธรรม" ธรรมะแห่งกษัตริย์ได้ปกป้องประเทศชาติ และกลายเป็นสถาบันในการลดความขัดแย้งทางสังคม เป็นธรรมที่นำพาบ้านเมืองให้เปิดรับการเปลี่ยนแปลงแบบ"ผ่านอย่างสันติ" รวมทั้งเป็น"สติ" ของอาณาประชาราษฎร์ เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนบรรดาผู้บริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในแง่ของ"แบบอย่าง" และในแง่ของ"กำลังขวัญ"  

การเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โลกหมุนทุกวัน..และเรียกร้องให้"สิ่ง"เคลื่อนไหวตามแรงเหวี่ยงนั้นๆ แต่ภายใต้ภาวะความเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยในโลก นั่นก็คือ "สัจจะ" และ "ความดีงาม" ว่าไปแล้วนั่นก็คือ...

"ธรรมะ" "วิถีทางแห่งธรรม" ที่พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้ ได้ยึดเป็นพระราชปณิธานนับแต่วันเถลิงพระราชสมบัติ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และองค์พระมหากษัตริย์ไทย มีความแตกต่างจากอดีตกษัตริย์องค์อื่นๆเช่นใดบ้าง ภายใต้ภาวะแห่งความสับสนและการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

และ ถ้าหากถูกมองจากสายตาที่ห่างไกลจาก"ธรรมะ" แล้วไซร้ สถาบันพระมหากษัตริย์อาจจะถูกแอบอ้างนำไปใช้เป็น “เครื่องมือ”ทางอำนาจให้กับคนในแวดวงการเมือง-เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งองค์กรทางสังคม         
                                                                                                         
การแอบอ้างพระมหากษัตริย์โดยปราศจากความเข้าใจใน"ธรรมะ"แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ย่อมก่อให้เกิดความรุ่มร้อน ไม่เพียงแต่ในหมู่ผู้กระทำการเหล่านี้แต่แม้กระทั่งต่ออาณาประชาราษฎร์บางเหตุการณ์บางกรณี ด้วยเช่นกันและไม่ปรากฏเลยว่าผู้แอบอ้างโดยไม่ได้เข้าใจ "วิถีทางแห่งพระมหากษัตริย์"นั้นจะประสบความสุขสงบ ความร่มเย็นได้ตลอดกาล

เป็นสิ่งที่ยากมากที่พระมหากษัตริย์จะทรง"ปฏิเสธ" หรือ คัดค้าน"การแอบอ้างใดๆ"โดยเฉพาะการแอบอ้างที่แยบยลขึ้น และซ่อนเงื่อนปมมากยิ่งขึ้น

แม้กระทั่งบางครั้ง"ความรักชาติอย่างผิดๆ" ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแอบอ้างโดยปราศจากความเข้าใจถึง "ธรรมะ" แท้ที่จริง

อาจกล่าวได้ว่าหากมองถึง"ทศพิธราชธรรม"ที่ดำเนินมาโดยตลอดนั้นบุคคลใดหรือองค์กรใดก็ตามที่ก้าวเดินตามวิถีทางแห่ง"ธรรมะ"บุคคุลเหล่านั้นน่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ "จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์" อย่างแท้จริงและเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง

บัลลังก์แห่งราชาจะถูกค้ำยันด้วยวิถีทางที่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ ที่ความหมายของคำว่า"สันติ-มนุษยธรรม"เป็นสิ่งที่ได้รับการตระหนักมากยิ่งขึ้น บัลลังก์แห่งองค์ราชาจึงจะมั่นคงสถิตเสถียรอยู่กับประเทศชาติโดยผู้ฝักใฝ่ในธรรมะ ผู้มีความรักในเพื่อนมนุษย์ และผู้ใฝ่สันติเป็นหลักสำคัญ

การฆ่าฟันศัตรูภายในชาติด้วยคำกล่าวว่า "เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์"การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เริ ่มต้นด้วยความ"เกลียดชัง"ด้วยความ"หวาดระแวง" และ "ด้วยความริษยาอาฆาต"นั้น..หาใช่การเดินตามรอยพระยุคลบาทไม่ และด้วยเหตุที่บางครั้งบางบุคคล..ก่อกำเนิดความรักพระมหากษัตริย์บน"ความเกลียดชัง"บุคคลอื่นๆ...สถาบันพระมหากษัตริย์มิอาจที่จะปฏิเสธ"ทัศนะแห่งความแตกต่าง"ของบรรดาพสกนิกรใดๆได้เลย                                                                                            

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงกล่าวย้ำหลายต่อหลายครั้งให้พสกนิกรของพระองค์ยึดมั่นอยู่ใน"วิถีทางแห่งธรรม" ให้ฝักใฝ่ใน"สันติ" ให้มีความรักความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งในสัง คมประเทศและแม้กระทั่งในสังคมโลก

ความพยายามที่จะเป็นที่รัก,เพื่อใกล้ชิด,เพื่อเป็นที ่ไว้วางพระราชหฤทัย..ฯลฯโดยปราศจาก"เมตตาธรรม"ต่อผู้อื่นนั้น หาใช่วิถีทางที่สอดคล้องกับ"ธรรมะแห่งองค์พระมหากษัตริย์"ไม่

บุคคลใดก็ตาม..ที่ยึดมั่นอยู่กับวิถีทางแห่งธรรม บุคคลนั้นย่อมเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย แห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศยึดมั่นอยู่ใน"ทศพิธราชธรรม"มาโดยตลอด

เราอาจจะมองพระมหากษัตริย์จากความเป็น"มนุษย์"ได้..แต่เราไม่อาจมองพระมหากษัตริย์แยกออกจากสถานะ และ"ธรรมะ"ที่พระองค์ทรงรักษา จนเป็นพระราชจริยาวัตรอันมั่นคงจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นี้

แน่นอนว่า..สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง และบ่อยครั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น อาจจะพุ่งเป้าหมายถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความไม่เข้าใจ หรือด้วยความ"ไม่รู้" 

ปัจจุบันเราอาจจะต้องกล่าวว่า..ไม่ว่าจะพิจารณาโดยทางการเมืองหรือโดยทางศีลธรรม สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่เสมือนหนึ่งจิตวิญญาณของประเทศ เป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต เป็นภาพแห่งคำอธิบายในปัจจุบัน และเป็นคำถามที่สังคมจะต้องตอบไปในอนาคต คำตอบใดก็ตาม...ที่ห่างออกจาก"ธรรม"หรือห่างไกลจากความเมตตา ห่างไกลออกจากวิถีทางที่สันติ

ความเปลี่ยนแปลงใดที่บังเกิดขึ้นเพียงเพื่อ"ส่วนใดส่วนหนึ่ง"หรือ "คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"จะเป็นคำตอบที่ล้มเหลวอย่างแน่นอน..

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง นานาประการในสังคมไทย จะต้องเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับความต้องการ ของอาณาประชาราษฎร์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีทัศนะแตกต่างกันเพียงใดก็ตาม  การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังได้ถูกเน้นความหมายครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยบทบาทว่าด้วยเรื่องของ"ความสามัคคี" ความสามัคคีที่จะต้องบังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายใน หรือ สังคมภายนอกก็แล้วแต่

เหตุผลแห่งความสามัคคีหรือความสำคัญของการ" รู้รักสามัคคี "นั้น ถูกถ่ายทอดออกมาโดยพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์และพ ระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำแก่ปวงชนชาวไทยว่า..ควรจะก้าวผ่าน"ความเปลี่ยนแปลง"นานาประการด้วยทัศนะเช่นใด

การเปลี่ยนแปลงที่จะเต็มไปด้วยความร้าวฉาน การเข่นฆ่าทำลาย หรือ การเปลี่ยนแปลงบนโครงสร้างแห่งความเป็น"ปฏิปักษ์" ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้..แต่ เป็นการเปลี่ยนบน"ซากปรักหักพังของประเทศชาติ" และเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่"ไร้หลักประกัน"ไม่มีหลักประกันใดๆสำหรับผู้แพ้ ที่จะถูกทำลายลงไปด้วยความ"ขาดสติ"ของผู้ชนะ

ความเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดขึ้นบนความ"ไร้ความสามัคคี"เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มี"สันติ"และบ่อยครั้งที่มันขาด "ธรรมะ" ในการค้ำจุนบทบาทแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

การเมือง..คือเรื่องแห่งความเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจเป็นเรื่องแห่งการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน..สังคมเผชิญการเปลี่ยนแปลงวันแล้ววันเล่า ตลอดเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงแผ่พระบารมีประคับประคองกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นๆให้รอดพ้นจากการเป็น"อนุสาวรีย์แห่งความแตกร้าว"

ประเทศไทยเดินผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้ งเล่า โดยสามารถรักษา "สันติ"ของประเทศชาติเอาไว้ได้ รักษาความเป็นสังคมไทยเอาไว้ได้..แม้ว่าภายใต้ภาวการ ณ์นั้นๆอาจจะก่อให้เกิดกลุ่มคน หรือ บางบุคคลไม่เข้าใจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ว่าไปแล้ว..เหรียญตราบนบ่าของนายพล สายสะพายของรัฐมนตรีและผู้บริหาร พระปรมาภิไธยที่มอบให้ต่อตุลาการ และข้าราชการระดับสูงโดยทั่วไปนั้น..จะมีค่าอย่างยิ่ ง หากเขาเหล่านั้นสำนึกถึง "หนทางแห่งธรรม"ที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงกระทำเป็นแบบอย่าง คุณค่าเหล่านี้จะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความสูงสง่าอย่างเต็มที่..

หากบรรดาบุคคลเหล่านี้ยึ ดมั่นใน"ค่า"หรือ"ความหมาย"ของสิ่งที่ทรงมอบให้ มิใช่ยึดมั่นอยู่กับ"รูปแบบ"หรือ "วัตถุ"ที่ทรงประทาน ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศใดๆในโลก..พระราชวงศ์จักรีมิได้เหมือนกับพระราชวงศ์ใดในอีกหลายประเทศ.. ไม่มีความแตกต่างใดๆที่จะอธิบายได้ดีกว่าคำว่า"ธรรมะ"แห่งพระมหากษัตริย์ไทย คือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า พระองค์ได้ยึดถือนำพาให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย กลายเป็นสถาบันที่ทรงเกียรติยศเป็นที่ยอมรับต่ออารยประเทศจนเท่าทุกวันนี้    

เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงดำรัสและได้ทรงปฏิบัติมาโดยตลอดตามถ้อยคำที่ว่า.."เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"บรรดาผู้มีความรักต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ านุวงศ์คงจะต้องถามตัวเองว่า..ในความรักต่อองค์พระประมุขนั้นท่านทั้งหลายมีความเข้าใจ"ธรรมะ"มากน้อยขนาดไหนเชิดชูปณิธานของพระมหากษัตริย์มากน้อยเพียงใดพระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่เหนือการเมือง เหนือความขัดแย้งทั้งหลายไม่อยู่ในฐานะจะ"ตอบรับหรือปฏิเสธ"...ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่จงรักภักดีทั้งหลายที่แตกต่างกันและที่เผชิญหน้ากันอยู่ในปัจจุบัน..จะความหมายแห่ง "พระราชา"ไปในทิศทางใด....

 

 
   
     
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats