ประถมอินเตอร์บางสะพาน
อีกแรงผลักลดช่องว่างเมือง-ชนบท
 
 
22 พฤษภาคม 2551
 
     
     
 

ในสถานการณม็อบโรงถลุงเหล็กที่บางสะพาน กลยุทธการต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ นอกเหนือจากการหยิบประเด็นเรื่องสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม ขึ้นมาต่อสู้แล้ว การเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ  ความพยายามสร้างภาพน่ากลัวของกลุ่มทุน ที่พร้อมจะกวาดต้อนทุกสิ่งทุกอย่าง
“มารวยมา พากูจน” คือ วาทกรรมอันหนึ่งเพื่อใช้ต่อสู้กับทุนเอกชน  แต่เรื่องราวต่อไปนี้คือรูปธรรมที่เป็นข้อมูลอีกด้าน

 
     
   
 

สร้างโอกาสเด็กชายขอบ

แม้ถนนทุกสายจะมุ่งสู่กรุงเทพ แต่ความพยายามกระจายโอกาสทางการศึกษาก็ยังเป็นความพยายามของคนอีกหลายกลุ่ม ซึ่งบางแห่งประสบความสำเร็จ บางแห่งล้มลุกคลุกคลาน

ที่โรงเรียนบางสะพาน  เป็นตัวอย่างโรงเรียนที่พยายามพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอน ในระดับที่เรียกว่า  “ยกเครื่อง”

ย้อนไป 4 ปีที่แล้วโครงการ “English Program”  หรือ E.P.เป็นโครงการหลักสูตรการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษของโรงเรียนบางสะพาน โดยนายมารวย ผดุงสิทธิ์ ประธานที่ปรึกษาบริษัทเครือสหวิริยา จำกัด และนายจิระ ภวังคะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางสะพาน จึงริเริ่มขึ้น

นายจิระ บอกว่า โครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเน้นการศึกษาด้านภาษาอังกฤษให้แก่เด็ก โดยการเรียนการสอนจะเหมือนหลการศึกษาปกติเหมือนกับเด็กนักเรียนภาคปกติทั่วไป แต่หลักสูตรการเรียนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และได้เรียนกับครูที่เป็นชาวต่างชาติเท่านั้น นอกจากบางวิชาหรือสาระการเรียนรู้ที่ยังขาดแคลนด้านบุคลักสูตรากรอยู่ ก็จะใช้ครูไทยช่วยสอน

พูดง่ายๆก็คือ เป็นการเรียนการสอนชั้นประถมหลักสูตรอินเตอร์ ซึ่ง เด็กๆ จะเรียนสัปดาห์ละ 6 วัน รวมทั้งหมด 5 วิชา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ภาษาอังกฤษ และศิลปะ

โดยในส่วนของวิชาศิลปะนั้นจะแบ่งให้มีการเรียนดนตรีทั้งดนตรีไทยและสากล โดยหลักสูตรกำหนดว่า ในช่วงระดับชั้น ป.1-3 เด็กต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็น 1 ชิ้น อะไรก็ได้ และช่วงระดับชั้น ป.4-6 เด็กจะต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็นอีก 1 ชิ้น อะไรก็ได้เช่นกัน

จากระยะแรก ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเด็กไม่ต่ำกว่า 30 คน ต่อ หนึ่งห้องเรียน ปรากฏว่า มีเด็กเข้ามาเรียนห้องละไม่ถึง 20 คน แต่การได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ผู้ปกครอง  ทำให้ต้องเปิดสอน ถึง 8 ห้อง ยอดรวมตั้งแต่ ชั้นป.1 ถึง ป.6 รวม 150 คน และยอดยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีบุคลากรเป็นชาวต่างชาติ 7 คน ทั้งชาวอังกฤษ รับผิดชอบสอนวิชาภาษาอังกฤษ และชาวฟิลิปปินส์ สอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ผอ.จิระ  กล่าวว่า แม้เข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่พอใจมากนัก เพราะเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ อยากให้เด็กในโครงการได้เรียนและสอบได้คะแนนที่สูงทุกๆ วิชา ไม่ใช่แต่วิชาเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ซึ่งจะต้องพัฒนาในส่วนของตัวโครงการ ด้านบุคลากร และสื่อการเรียนการสอน

 
     
 
น้องจ๊าบ
น้องจ๊อบ
 
 
2 พี่น้อง - นักเรียนสร้างชื่อ
 
 

ด.ช.ทศ หรือ “น้องจ๊าบ” ลิ้มสดใส อายุ 12 ปี และ ด.ช.ทัศน์ หรือ “น้องจ๊อบ” ลิ้มสดใส อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.4  โรงเรียนบางสะพาน ต.แม่รำพึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผลิตผลของเด็กในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ได้รับผลพวงของความพยายามลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองกับต่างจังหวัด

“น้องจ๊อบ” เป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจโดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนเรื่อง “สามก๊ก” เป็นเรื่องที่จ๊อบโปรดปราณโดยเฉพาะตัวละคร “เล่าปี่” และ “ขงเบ้ง” ที่เป็นเหมือนฮีโร่ในดวงใจและอยากยึดไว้เป็นแบบอย่าง เพราะจ๊อบกล่าวว่า เล่าปี่เป็นคนมีความพยายามและมีคุณธรรมในการปกครองแผ่นดิน ขณะที่ขงเบ้งเป็นคนเก่ง ฉลาดรอบรู้ และช่างพูดช่างเจรจา นอกจากนี้จ๊อบยังชอบศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ และดาราศาสตร์ตั้งแต่ ป.2 บ่อยครั้งที่จ๊อบจะหาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และดวงดาวเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ต

ขณะที่ “น้องจ๊าบ” ผู้พี่ก็ไม่น้อยหน้า จ๊าบมีแววเป็นนักดนตรีตั้งแต่เล็ก คุณแม่สุทินเล่าให้ฟังว่า ตอนเล็กๆ จ๊าบยังพูดไม่ค่อยชัด แต่กลับร้องเพลงได้และร้องดีด้วย อีกทั้งคุณพ่อก็เป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้ว บ่อยครั้งที่พ่อเปิดเพลงสากลเก่าๆ ฟัง จ๊าบก็สามารถร้องตามเพลงนั้นๆ ได้ และจ๊าบก็ยังมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีโดยเฉพาะดนตรีไทย ได้แก่ โหม่ง อังกะลุง ฉิ่ง ตะโพน ฯลฯ ณ ตอนนี้จ๊าบอยู่ในวงดุริยางค์ของโรงเรียนบางสะพานและเล่นเครื่องดนตรี “กลองใหญ่” ให้กับโรงเรียนซึ่งการที่จ๊าบมีความสามารถด้านดนตรีก็เป็นเพราะผลของการเข้าเรียนในโครงการ E.P.นั่นเอง

“ผมชอบวิชาศิลปะ (Art) เพราะมีการสอนดนตรีด้วย ส่วนตัวผมชอบดนตรีและเสียงเพลงอยู่แล้วและก็ชื่นชอบ ‘คุณเอกชัย ศรีวิชัย’ เคยไปดูเขาเล่นคอนเสิร์ต และน้าของผมซึ่งเป็นผู้จัดการวงและรู้จักกับคุณเอกชัยก็เคยพาผมเข้าไปคุยด้วย” จ๊าบกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 
  มีชื่อขึ้นบอร์ด  
 


ในด้านการเรียนของสองพี่น้องคู่นี้ก็เป็นเลิศ นับตั้งแต่ที่ได้เข้าเรียนทั้งคู่มีผลการเรียน 4 ทุกวิชา จะมีเกรด 3 บ้างก็ไม่กี่ตัว อย่างเช่น น้องจ๊อบได้เกรด 3 วิชาศิลปะเพราะวาดรูปไม่เก่ง และวิชาพลศึกษะที่ทางคุณครูจะให้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งแต่จ๊อบวิ่งไม่ค่อยไหว เหนื่อยก่อนเพื่อนๆ เนื่องจากเจ้าตัวเป็นเด็กจ้ำหม่ำ แต่ทั้งสองคนก็สอบได้อันดับเลขตัวเดียวของห้องมาโดยตลอด

“น้องจ๊อบ” เคยประกวดร้องเพลงประสานเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ของสำนักงานเขตการศึกษาพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ร่วมกับวงดุริยางค์สากลและกรมศิลปากร เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมายุ 80 ปี โดยเพลงที่ใช้เข้าประกวด คือ เพลงพระราชนิพนธ์สายฝน เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น และเพลงพรปีใหม่ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2550  ผลการประกวดได้อันดับ 2 นอกจากนี้ยังเกียรติประวัติอีกยาวเหยียด อาทิ

- ระดับชั้น ป.1 เข้าแข่งขันคณิตศาสตร์คิดเร็วจากผู้เข้าแข่งขันเป็นเด็กในโครงการ E.P.ระดับ ป.1 – ป.6 ใน ร.ร.บางสะพานทั้งหมด ผลการเข้าแข่งขันได้รางวัลชมเชยอันดับ 5
- ระดับชั้น ป.3 เคยเข้าสอบวัดความรู้ผ่านช่วงชั้น (ONET) และได้อันดับ 1 ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์และติดอันดับ 19 ของประเทศ
- ระดับชั้น ป.4 เข้าทดสอบความรู้วิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ของบริษัทเสริมปัญญา จำกัด ผลการทดสอบ คือ วิชาคณิตศาสตร์ ได้คะแนน 34 จาก 55 คะแนน เป็นอันดับที่ 34 ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และติดอันดับที่ 179 ของประเทศ และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้คะแนน 57 จาก 100 คะแนน เป็นอันดับที่ 17 ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และติดอันดับที่ 215 ของประเทศ แข่งขันวันที่ 18 ก.พ.51

“น้องจ๊อบ” ยังเข้าแข่งขันพูดสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อ “My time my everyday” หรือ “วันว่างของฉัน” โดยมีกำหนดระยะเวลาพูดภายใน 5 นาที และสามารถคว้าเหรียญทองอันดับ 1 ระดับภาคกลางและภาคตะวันออกมาครองได้ เมื่อเดือน ก.ค.50

เมื่อถามถึงความฝันและอนาคตที่ทั้งคู่อยากจะเป็น น้องจ๊าบ บอกว่า อยากศึกษาเกี่ยวกับด้านดนตรี อีกทั้งยังสนใจด้านนิเทศศาสตร์อีกด้วย เพราะชอบร้องเพลง ชอบพูดคุยกับทุกๆ คน เป็นคนอัธยาศัยดี

ขณะที่ น้องจ๊อบ บอกว่า ยังไม่ได้คิดว่าอยากเรียนทางด้านอะไร แต่เคยฝันอยู่ว่าอยากเป็นครูอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อทาง ร.ร.บางสะพาน จะมีการรับครูที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาสอนใหม่ คุณครูที่โรงเรียนมักจะให้จ๊อบออกมากล่าวทักทายกับชาวต่างชาติที่เข้ามาสอนใหม่เป็นภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ เนื่องจากทุกคนมองว่าจ๊อบเป็นเด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถเด่นด้านภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นเด็กพูดเก่งและกล้าแสดงออกอีกด้วย

ตัวอย่างเล็กๆ ของโอกาส และการพัฒนา ในพื้นที่ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโล ยืนยันประการหนึ่งว่า บางทีทุนก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทุกเรื่อง ปัญหาคือ ภาคประชาสังคมจะรู้เท่าทันสร้างดุล ต่อรอง เพื่อให้สังคมเดินไปอย่างคู่ขนานได้อย่างไรต่างหาก

 
 
คุณพ่อขอพูด

คุณพ่อเกรียงศักดิ์ ลิ้มสดใส อายุ 57 ปี  และคุณแม่สุทิน ลิ้มสดใส อายุ 40 ปี เล่าถึงวิธีการเลี้ยงน้อง “จ๊าบและจ๊อบ” ว่า จ๊าบกับจ๊อบเกิดห่างกัน 1 ปี เราเลี้ยงดูลูกทั้งสองแบบเด็กทั่วๆ ไป เหมือนครอบครัวอื่น ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ จ๊าบเหมือนเด็กผู้ชายทั่วๆ ไป แต่กับจ๊อบนั้นตั้งแต่แรกเกิดก็ไม่พูดเลยเอาแต่ร้องไห้ กว่าจะเริ่มพูดเป็นก็อายุสองขวบครึ่ง แม่ยังเคยคิดเลยว่าจ๊อบจะเป็นไบ้หรือเปล่า แต่หลังจากนั้นจ๊อบก็สร้างความประหลาดใจให้ทั้งพ่อ – แม่ เพราะจ๊อบอ่านหนังสือออกได้เองตั้งแต่ก่อนจะเข้าเรียนชั้นอนุบาลเสียอีก แม่ยังจำได้เลยว่าประโยคแรกที่จ๊อบอ่านออกเสียงขึ้นมา คือ ประโยคในหนังสือพิมพ์ข้อความว่า “ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” นอกจากนั้นจ๊อบยังเป็นเด็กที่มีการจดจำที่ดีและช่างสังเกต เช่น เวลาขับรถเดินทางจ๊อบจะชี้และอ่านป้ายตามถนนหนทางโดยตลอด สถานที่ใดที่เคยไปมาจ๊อบก็จะบอกกับพ่อ – แม่ ว่า เคยผ่านมาแล้ว

“จ๊อบเป็นเด็กที่มีความคิดไปไกลกว่าเด็กทั่วๆ ไป มีบุคลิกการพูดจาคล้ายผู้ใหญ่ เราก็ไม่ได้ไปสอนหรือไปยุ่งกับเขาเลย และก็ไม่ได้เร่งหรือกวดขันเขาแต่อย่างใด ถ้าเปรียบกับการเลี้ยงดูลูกก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เพราะถ้าหากเราบำรุงใส่ยา ใส่ปุ๋ยมากเกินไป ต้นไม้ก็จะไม่เจริญงอกงามตามธรรมชาติและตายในที่สุด ” หัวหน้าครอบครัว “ลิ้มสดใส” กล่าว

คุณพ่อเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาเรื่องเรียน เรื่องงานหรือเรื่องใดก็ตาม ทั้งพ่อและแม่จะคอยให้คำปรึกษาและคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด ในขณะที่งานในบ้านสองพี่น้องก็ช่วยเหลือครอบครัวได้ดีไม่ว่าจะช่วยล้างจาน ทิ้งขยะ หรือแม้แต่ซักผ้า – รีดผ้า ทั้งคู่ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

“เราเลี้ยงลูกเป็นทั้งลูกและเพื่อนในเวลาเดียวกัน มีตีลูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อลงโทษลูกแล้วต้องอธิบายให้ลูกฟังด้วยว่าเหตุใดจึงถูกลงโทษ แต่จะไม่มีการมาบังคับลูก และก็ไม่เคยคิดคาดหวังอะไรในตัวลูกทั้งสองคน เพราะเชื่อว่า การที่คนเราจะได้ดี เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานนั้น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามความชอบ ความถนัดและสนใจของแต่ละคน พ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกได้แต่ตัว แต่จิตใจเราไม่สามารถไปบังคับเขาได้ ณ ตอนนี้ก็ภูมิใจในตัวลูกทั้งสองคน หากลูกได้ดี พ่อแม่ก็ต้องภูมิใจในตัวลูกเป็นธรรมดา แต่ถ้าลูกตัวเองไม่ได้ดี พ่อแม่ก็ย่อมปวดหัวเป็นเรื่องปกติ การที่ให้ลูกเข้าเรียนในโครงการ E.P.นั้น นับว่าเป็นผลดีต่อตัวเด็ก ทำให้กล้าพูดกับชาวต่างชาติ กล้าแสดงออก เพราะถ้าหากเรียนไปแล้วมีความรู้แต่ไม่ได้ใช้หรือไม่กล้าใช้ก็ไม่รู้ว่าจะเรียนให้เสียเวลาไปทำไม ในความคิดส่วนตัว ลูกจะประกอบอาชีพใดก็ได้ จะไม่เรียนออกไปทำงานรับจ้างทั่วไปก็ไม่เป็นไร แต่ขอแค่ให้มีการงานทำที่สุจริต เลี้ยงชีพได้ ไม่เป็นภาระต่อผู้อื่นและสังคมก็พอ เพราะสมัยนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายที่พ่อแม่ห่วงงานกับเงินมากกว่าลูก บางครอบครัวเลี้ยงลูกด้วยเงิน กลายเป็นเด็กมีปัญหาบ้าง ฆ่าตัวตายบ้างก็มี จึงอยากฝากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ว่า อย่ารักงานมากกว่าลูก จงให้เวลากับครอบครัวบ้าง เพราะครอบครัวเป็นสังคมพื้นฐานที่สำคัญที่สุด”

 
 
จำนวน ครั้งที่แสดง  
 
 

แสดงความคิดเห็น

จ็อบ
18 ก.ย. 2008, 19:26
ปวด....
จ๊าบเองครับ
05 ก.ค. 2008, 14:30
กว่าจะเจอเนอะ
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free free stats