ภัยจักรวรรดินิยมใหม่รุกอุตสาหกรรมเหล็ก
 
 
8 ก.ย. 51
 
 
ชรินทร์ แช่มสาคร
 
     
 

 
 
ทักษิณ กับลักษมี มิตตาล เจ้าพ่อเหล็ก
 
     
 
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองคุกรุ่น ความเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเปิดเผย เพียงแต่รอจังหวะเหมาะ ของกลุ่มทุนข้ามชาติ ในการยึดกุมภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาณาจักรทุน ยังดำรงอยู่ต่อเนื่องและน่าเกรงขาม                                                            

ข่าวที่แพร่ในตลาดหุ้น และเป็น “จิ๊กซอ” สำคัญ นั่นก็คือ การเข้ามาของคือ อาซีลอร์-มิตตาล (Arcelor Mittal)    ของ “ลักษมี มิตตาล” เจ้าพ่อวงการเหล็กเบอร์ 1 ของโลก เพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเข้ามาซื้อหุ้น บริษัท จี สตีล ของ “สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล”                  
ลักษมี มิตตาล เป็น 1 ในเจ้าของ 4 บริษัทเหล็กชั้นนำของโลกที่  ยื่นความเจตจำนงจะตั้งโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) หลังจากที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ มีมติเห็นชอบกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุน ในกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูง แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ  แม้ ลักษมี มิตตาล ต้องการสร้างอาณาจักรเหล็กของตน เมื่อหลายปีก่อน แต่เขาก็เรียนรู้ว่า ระหว่างการสร้างด้วยตัวเองกับการซื้อกิจการของคนอื่น แนวทางประการหลังทำได้รวดเร็วและง่ายกว่า

โดยเฉพาะการซื้อในช่วง 30 ปีที่โรงงานเหล็กย่ำแย่ (คศ.1970-2000)สร้างเป็นอาณาจักรมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตันต่อปี หลังจากนั้นก็ซื้อ Arcelor ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตัน เปลี่ยนชื่อเป็น Arcelor Mittal    ทำให้ปัจจุบันนี้อาณาจักรเหล็กของเขาใหญ่ขึ้นประมาณ 4 เท่า

ArcelorMittal  แสดงตัวเลขรายรับประจำปี 2007 มีถึงกว่า หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ และผลิตเหล็กต้นน้ำออกสู่ตลาดโลกถึง 116 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม

ดังนั้นการมีแผนเข้าซื้อ จี สตีล ก็เป็นกลยุทธอันเป็นลักษณะเด่นของลักษมี มิตตาล ซึ่งไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์

หุ้นจีสตีล ในช่วงปี 2549-2550 ตกจาก 1.60 บาท ลงไปต่ำสุด 0.62 บาท แต่ไม่นานมานี้ Mr. Shadow อย่าง สมศักดิ์  เคยออกมาให้ข่าวว่า อีกไม่นานหุ้นของเขาจะวิ่งอย่างผิดหูผิดตา  ซึ่งแน่นอน สมศักดิ์ไม่ปฏิเสธ แนวทางการหาพันธมิตรเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น

การเข้ามาของ Arcelor Mittal จึงเป็นคำเฉลย แต่จะในสัดส่วน 10-15 เปอร์เซ็นต์ตามที่แหล่งข่าวในบริษัท จีสตีล ระบุหรือไม่ ยังไม่สรุป เพราะในแง่นักลงทุน ก็ย่อมปรารถนาสัดส่วนที่มากกว่านั้น เพื่ออำนาจในการบริหาร

แม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อจีสตีล แต่ประเด็นน่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ จีสตีล ถือหุ้น บมจ.นครไทยสตริปมิล ของ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ผ่านบริษัท โอเรียลทัล แอ็กเซส จำนวน 49.5% จากปัจจุบันถืออยู่ 40.12%

หากพิจารณาแผนของจีสตีล ที่สมศักดิ์เคยระบุว่า ในช่วงปลายปี 2552 อาจมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 6 ล้านตันต่อปีก็ย่อมหมายความว่า  Arcelor Mittal ได้สยายปีกเข้ามามีส่วนในส่วนแบ่งตลาดนี้โดยไม่จำเป็นต้องรอตั้งโรงงานเอง ซึ่งยังมองไม่เห็นอนาคต เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน แก้ไม่ตก ดังกรณีของเครือสหวิริยา
 
     
 
 
 
สำนักงานของมิตตาลในอังกฤษ
 
     
 

นี่ยังไม่พูดถึงเจ้าพ่อวงการเหล็กอันดับรองๆลงมา ไม่ว่าจะเป็น Shoji Muneoka ประธานบริษัท Nippon Steel ,Hajime Bada  ของ JFE Steel Corporation,Ku-Taek Lee ของ Posco ,Xu Lejiang ของ baosteel และ Mr Ratan Tata ของบริษัท TATA ที่ต่างก็พยายามช่วงชิงการนำในวงการ

ภาพในระดับโลก ก็คือ กำลังการผลิตซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนไม่กี่คน ทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มทุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง

ภาพในระดับประเทศ กลุ่มทุนเหล่านี้ ก็กำลังจะเข้ามาสยายปีกเข้ามาสร้างเมืองขึ้นในประเทศไทย โดยเป็นบริษัทที่ล้วนเสนอตัวเข้ามาทำอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ

หากคาดการณ์อนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กภายใต้การผูกขาดของทุนข้ามชาติ อาจต้องมองบทเรียนการผูกขาด ของกลุ่มทุนแร่เหล็ก ซึ่งอยู่ในมือคนเพียง 3 คน และเป็นการผูกขาดในขั้นสุดยอด หรือ Oligopoly ใน end stage โดย คุมแร่เหล็กในโลกถึง 75 เปอร์เซ็นต์  

เบอร์ 1 คือ Roger Agnelli   ของบริษัท Vale  ซึ่งคุมการส่งออกแร่เหล็ก 35 เปอร์เซ็นต์   และในการเจรจาราคาแร่เหล็กแต่ละจำปี  Roger Agnelli   คือ คนกำหนดราคา

ส่วนเบอร์ 2 คือ Marius Kloppers ของบริษัท BHP Billiton  บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย
และ Tom Albanese  ของบริษัท Rio Tinto 

เวลานี้ มีข่าวว่า  BHP Billiton  จะเข้า take over  บริษัท Rio Tinto  ซึ่งหากสำเร็จก็จะกลายเป็นว่า อำนาจกุมตลาดแร่เหล็กจะอยู่ในมือแค่ 2 คน

ต้นทุนแร่เหล็ก ตั้งแต่ปี 1995 ราคาอยู่ที่ 25-30 เซ็นต์  หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยปี 2008  ขึ้น 65-71 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาเกือบ 6 เท่า

แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนของเหมืองปรับตัวขึ้น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การกำหนดราคาโดยกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จะได้เห็น ในกรณีการผูกขาดของเจ้าพ่อบริษัทเหล็กข้ามชาติ

วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า เคยระบุว่า แนวโน้มอีก 3-4 ปีข้างหน้าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านตัน/ปีเป็น 17-18 ล้านตัน/ปี  ซึ่งในจำนวนนี้ใช้เศษเหล็กในประเทศ 3 ล้านตัน/ปี ที่เหลืออีก 10 ล้านตันเป็นการนำเข้า                     

เม็ดเงินนำเข้าที่ประเทศต้องเสียไปนั้นปัจจุบันประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มเป็น 5-6 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า                                                                                                                               

นั่นย่อมหมายความว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทกำลังถูกรุกคืบโดยทุนข้ามชาติ

เป็นภัยจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งคนในประเทศไม่ตระหนักรู้เท่าทัน

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats