| |
นี่ยังไม่พูดถึงเจ้าพ่อวงการเหล็กอันดับรองๆลงมา ไม่ว่าจะเป็น Shoji Muneoka ประธานบริษัท Nippon Steel ,Hajime Bada ของ JFE Steel Corporation,Ku-Taek Lee ของ Posco ,Xu Lejiang ของ baosteel และ Mr Ratan Tata ของบริษัท TATA ที่ต่างก็พยายามช่วงชิงการนำในวงการ
ภาพในระดับโลก ก็คือ กำลังการผลิตซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนไม่กี่คน ทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มทุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง
ภาพในระดับประเทศ กลุ่มทุนเหล่านี้ ก็กำลังจะเข้ามาสยายปีกเข้ามาสร้างเมืองขึ้นในประเทศไทย โดยเป็นบริษัทที่ล้วนเสนอตัวเข้ามาทำอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ
หากคาดการณ์อนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กภายใต้การผูกขาดของทุนข้ามชาติ อาจต้องมองบทเรียนการผูกขาด ของกลุ่มทุนแร่เหล็ก ซึ่งอยู่ในมือคนเพียง 3 คน และเป็นการผูกขาดในขั้นสุดยอด หรือ Oligopoly ใน end stage โดย คุมแร่เหล็กในโลกถึง 75 เปอร์เซ็นต์
เบอร์ 1 คือ Roger Agnelli ของบริษัท Vale ซึ่งคุมการส่งออกแร่เหล็ก 35 เปอร์เซ็นต์ และในการเจรจาราคาแร่เหล็กแต่ละจำปี Roger Agnelli คือ คนกำหนดราคา
ส่วนเบอร์ 2 คือ Marius Kloppers ของบริษัท BHP Billiton บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย
และ Tom Albanese ของบริษัท Rio Tinto
เวลานี้ มีข่าวว่า BHP Billiton จะเข้า take over บริษัท Rio Tinto ซึ่งหากสำเร็จก็จะกลายเป็นว่า อำนาจกุมตลาดแร่เหล็กจะอยู่ในมือแค่ 2 คน
ต้นทุนแร่เหล็ก ตั้งแต่ปี 1995 ราคาอยู่ที่ 25-30 เซ็นต์ หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยปี 2008 ขึ้น 65-71 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาเกือบ 6 เท่า
แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนของเหมืองปรับตัวขึ้น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การกำหนดราคาโดยกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จะได้เห็น ในกรณีการผูกขาดของเจ้าพ่อบริษัทเหล็กข้ามชาติ
วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า เคยระบุว่า แนวโน้มอีก 3-4 ปีข้างหน้าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านตัน/ปีเป็น 17-18 ล้านตัน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้ใช้เศษเหล็กในประเทศ 3 ล้านตัน/ปี ที่เหลืออีก 10 ล้านตันเป็นการนำเข้า
เม็ดเงินนำเข้าที่ประเทศต้องเสียไปนั้นปัจจุบันประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มเป็น 5-6 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า
นั่นย่อมหมายความว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทกำลังถูกรุกคืบโดยทุนข้ามชาติ
เป็นภัยจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งคนในประเทศไม่ตระหนักรู้เท่าทัน |
|