12ปีที่แล้ว พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกกำหนดจากรัฐบาล ให้เป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก อำเภอเมืองฯ จำนวน 700 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก ที่อำเภอทับสะแก จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ แต่ได้ถูกชาวบ้านต่อต้านจนต้องย้ายโครงการหนีไป 2 โครงการ คือ บ่อนอกและบ้านกรูด เหลือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของ กฟผ.ที่มีการประกาศเลื่อนโครงการอย่างไม่มีกำหนด
ปลายปี 2549 กฟผ.ได้ฟื้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกขึ้นมาใหม่ พร้อมขยายกำลังการผลิตจาก 2,000 เมกะวัตต์ เป็น 4,000 เมกะวัตต์ (5 โรง) และฝันไกลไปถึงจะสร้างให้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
"เราร่วมกันคัดค้านกันอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าจะมีการผลักดันให้อนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก โดยใช้แผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) เป็นตัวนำร่อง วันที่ 7 ก.พ.50 ชาวบ้านที่ประจวบฯ ทั้งจากบ่อนอก, บ้านกรูดและทับสะแก ตั้งใจจะไปร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องแผน PDP ที่กระทรวงพลังงานจัดที่โรงแรมสยามซิตี ไปกันเยอะ ทางโรงแรมและกระทรวงพลังงานคงตกใจเลยประกาศยกเลิกเวทีไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เราเลยไปกระทรวงพลังงานแทน" นายสถาน ช่อระหงส์ ชาวบ้านทับสะแกพูดถึงการเริ่มค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวประจวบฯ รอบใหม่
ตั้งแต่วันนั้น ถึงแม้จะมีคำสั่งจากกระทรวงพลังงานว่าไม่มีนโยบายสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ กฟผ.ก็เข้ามาทำการผลักดันโครงการในรูปแบบต่างๆ ทั้งแจกของ แจกเงิน ชีวิตของชาวทับสะแกเริ่มถูกผลักเข้าสู่วงจรของความแตกแยกในชุมชน เหมือนที่ชาวบ่อนอกและบ้านกรูดเคยประสบ พื้นที่ไหน กฟผ.เข้าก็เห็นชัดเจนว่าเกิดการทะเลาะกันระหว่างคนในครอบครัว เครือญาติและในชุมชน จนบางชุมชนถึงกับต้องไล่ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของ กฟผ.ออกจากหมู่บ้านไป
เรียนรู้ความความรับผิดชอบของ กฟผ.ตั้งแต่ก้าวแรก
ปี 2538 กฟผ.ก้าวเข้ามาสู่ชุมชนทับสะแก โดยเริ่มจากการจัดซื้อที่ดินจำนวน 4,019 ไร่ เป็นที่มาของข่าวโด่งดังตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อ ป.ป.ป.ในขณะนั้นชี้มูลความผิดพนักงาน กฟผ. ในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินทับสะแก มีการทุจริตเป็นเงินถึง 800 ล้าน คิดเป็น 40% ของราคาจัดซื้อที่ดินรวม 2,000 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของ กฟผ.ได้แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่า ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ พนักงาน กฟผ. 10 กว่าคนที่โดนคดีก็ได้ลาออกไปทั้งหมดแล้ว และ กฟผ.ยังไม่ได้เงินคืนมาแม้แต่สลึงเดียว
"คดีทุจริตการซื้อที่ดินของ กฟผ.เป็นบทเรียนฝังใจของชาวประจวบฯ เป็นเรื่องที่เล่าสู่ถึงลูกหลาน ทำให้ชาวบ้านรู้ธาตุแท้ของ กฟผ.ดี จะอ้างว่าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร ก็คงเหลือแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อ"
แม้ กฟผ.จะพยายามหว่านความหวังให้เงิน 150 ล้านบาทแก่ชุมชนทับสะแก แต่ชาวบ้านก็ได้แจ้งให้ผู้บริหาร กฟผ.รู้ว่าเราไม่ได้ร้องขอเงิน แต่เงินนี้คือ "ค่าโง่" ของ กฟผ. เราไม่รู้สึกว่ามีบุญคุณ และไม่สามารถนำมาอ้างความชอบธรรมเป็นข้อผูกพันในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแกได้ และชาวบ้านก็จับได้ว่า นายอำเภอให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนต่อผู้นำชุมชนในทับสะแกและสื่อมวลชนเองว่า กฟผ.แจกเงิน 150 ล้านให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยเพื่อทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกับยุให้ชาวบ้านไปประท้วงที่กรุงเทพฯ เพราะระดับอำเภอไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้
เปลี่ยนผังเมืองสีเขียวเป็นสีน้ำเงินเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ปัจจุบัน ร่างผังเมืองรวมชุมชนทับสะแกที่โยธาและผังเมืองจังหวัดประจวบฯ ได้นำมาขอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนครั้งที่ 1 ได้ระบุให้พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของ กฟผ.เป็นสีเขียว เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจเดิมของชุมชนที่เป็นเกษตร และมีทิศทางการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด และอยู่ห่างจากชุมชนหนาแน่นเพียง 1,500 เมตร
แต่ กฟผ.ยื่นขอให้เปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีน้ำเงินแทน โดยอ้างว่าหมายถึง การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นส่วนราชการและเป็นพื้นที่สาธารณูปโภค ซึ่ง กฟผ.ได้ตีความเข้าข้างตัวเองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ.เป็นสาธารณูปโภคของรัฐ และได้มีการไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองจังหวัดประจวบฯ เพื่อผลักดันกระบวนการ ว่าได้ชี้แจงต่อชาวบ้านทับสะแกตั้งแต่ซื้อที่ดินแล้วว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งถูกชาวบ้านระบุว่าไม่เป็นความจริง
ผลจากการรับฟังความคิดเห็นรอบแรก ชาวบ้านส่วนใหญ่ทั้งในเขตและนอกเขตผังเมืองคัดค้าน กฟผ. และต้องการให้ยืนยันการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณที่ดิน กฟผ.เป็นสีเขียวตามร่างฯ ที่เสนอโดยโยธาและผังเมืองจังหวัด
"เรื่องนี้จะเป็นสิ่งท้าท้าย และเป็นการพิสูจน์ความมีมาตรฐานของงานวิชาการผังเมืองครั้งสำคัญ เพราะผังเมืองสีน้ำเงิน หมายถึง การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยกิจการของรัฐที่ไม่มีมลพิษ เช่น ที่ว่าการอำเภอ, สถานีอนามัย, ประปาหมู่บ้าน หากโยธาและผังเมืองยอมให้โรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ.สามารถใช้สีน้ำเงินอำพรางตัวเองได้ ก็เท่ากับสื่อให้เห็นถึงมาตรฐานวิชาการผังเมืองไทย ที่เห็นว่ากิจการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีทั้งฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ฯ สารปรอท สามารถเลือกที่ตั้งที่ไหนก็ได้ เหมือนกับที่ตั้งสถานีอนามัยหรือประปาหมู่บ้าน"
ผลกระทบของมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก 4,000 เมกะวัตต์ ครอบคลุมถึงชีวิตคนร่วม 70,000 คน ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ และอาจร้ายแรงถึงขั้นต้องเลิกอาชีพในกลุ่มประมงไม่ต่ำกว่า 3,000 คน เพราะต้องแลกกับการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าบางสะพานของเครือสหวิริยา และโรงถลุงเหล็กกุยบุรี
ถึงตอนนี้แม้ความขัดแย้งเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกจะยังไม่จบ เพราะ กฟผ.ประกาศเลื่อนโครงการก่อสร้างออกไปอีก 1 ปี แต่ กฟผ.ก็ปรับแผนเพิ่มจังหวัดประจวบฯ เป็นพื้นที่อยู่ในข่ายความเหมาะสมเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่แล้ว
เค้าลางของชีวิตที่สงบสุขคงยังไม่หวนคืนชาวประจวบง่ายๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังเห็นด้วยกับสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ประจวบฯ ให้เป็นนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องคำนึงถึงรากฐานเศรษฐกิจดั้งเดิม และการมีส่วนร่วมของชุมชน
การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์ในขณะที่ชุมชนไม่ต้องการ จึงไม่ต่างจากการที่รัฐบาลเลือกวางระเบิดเวลาในการทำลายความสงบสุขของสังคม ทำลายความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศเสียเอง.
สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล
กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก
ที่มา : แทปลอย์ดไทยโพสต์ |