การเมืองถ่วงเชื่อมั่น ฉุดใช้เหล็กชะลอตัว
 
 
13 มิ.ย.51
 
     
 

สถาบันเหล็กประเมินความต้องการเหล็กครึ่งปีหลังชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก เหตุความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด ส่วนราคาเหล็กยังสูง คาดอีก 10 ปี ไทยบริโภคเหล็กเพิ่มเป็น 2 เท่าตัว กระตุ้นผู้ประกอบการขยายกำลังผลิต ด้านสหวิริยา เร่งก่อสร้างโรงถลุงเหล็กมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท เจรจาธนาคารส่งออกจีนหนุนสินเชื่อเครื่องจักร ระบุหากรัฐบาลไฟเขียว พร้อมก่อสร้างภายในปีนี้

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา "อุตสาหกรรมเหล็กไทยในอีก 2 ปี : วิกฤตหรือโอกาส" โดยกล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้ยังมีทิศทางที่ดี ความต้องการใช้เหล็กในประเทศปีนี้จะขยายตัวขึ้น 5% มาอยู่ที่ 12.87 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังประเมินว่าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวถึง 7-8% เนื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง

"ในระยะสั้นปัญหาการเมืองจะส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคเหล็กในประเทศหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ตอบยาก ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากสถานการณ์การเมืองไม่มีความรุนแรงก็ไม่กระทบมากนัก ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ไทยจึงไม่เสียเปรียบ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวลง และมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ โอกาสที่จะแย่งการลงทุนจากไทยก็ยากขึ้น"

เขากล่าวต่อว่า จากความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ทำให้ไทยต้องนำเข้าเศษเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น โดยปีนี้คาดว่า ไทยเสียดุลการค้าในการนำเข้าเหล็กกว่า 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ไทยนำเข้าเป็นมูลค่า 3.3 แสนล้านบาทจากปริมาณนำเข้าเหล็กรวม 13.8 ล้านตัน เป็นผลจากราคาเหล็กสูงขึ้น

ทั้งนี้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2551 ไทยนำเข้าเศษเหล็กและเหล็กชนิดต่างๆ คิดเป็นจำนวน 5.6 ล้านตัน เป็นมูลค่ารวม 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6% และ 21.9% ตามลำดับ

โดยในระยะสั้นโรงงานเหล็กที่มีเตาหลอมใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ จะได้เปรียบโรงงานเหล็กที่ใช้สแลป (บิลเล็ต) เป็นวัตถุดิบ เพราะมีต้นทุนราคาที่ต่ำกว่า แต่ระยะยาวราคาเศษเหล็กจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินแร่เหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นไปมาก ทำให้ประเทศที่เคยส่งออกเศษเหล็กเช่นญี่ปุ่น หันมาใช้เศษเหล็กในการผลิตมากขึ้น ทำให้เกิดการแย่งชิงเศษเหล็กขึ้นในภูมิภาคนี้ ดังนั้น ไทยมีความจำเป็นต้องมีโรงถลุงเหล็ก แต่จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล

นายวิกรม กล่าวว่า โอกาสที่ราคาเหล็กจะกลับไปราคาถูกเหมือนในอดีตคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประเทศที่เคยส่งออกเหล็กเข้ามาทุ่มตลาดในไทยก็ลดปริมาณส่งออก เช่น รัสเซีย ยูเครน จีน เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีความต้องการใช้เหล็กที่สูงขึ้น

โดยเฉพาะประเทศจีนต้องใช้เหล็กในการฟื้นฟูประเทศหลังเกิดแผ่นดินไหว การควบรวมกิจการของโรงงานผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ แหล่งแร่เหล็กถูกผูกขาดโดยไม่กี่ราย ทำให้เจ้าของเหมืองแร่เหล็กมีบทบาทในการกำหนดราคาวัตถุดิบ ส่งผลให้ราคาเศษเหล็กในต้นปีนี้ปรับขึ้นไปแล้ว 135% ดังนั้นผู้บริโภคคงต้องใช้เหล็กในราคาสูงไปอีกระยะหนึ่ง

ด้านนายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) กล่าวว่า บริษัทเตรียมจะยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุน จากบีโอไอรอบใหม่ เพื่อก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็ก กำลังการผลิต 5 ล้านตันต่อปี มูลค่าการลงทุน 9 หมื่นล้านบาทในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการยื่นขอรอบที่ 2 เนื่องจากโครงการที่บีโอไออนุมัติรอบแรกหมดระยะเวลาส่งเสริมการลงทุนแล้ว และในอนาคตบริษัทมีแผนจะนำโรงงานถลุงเหล็กที่กำลังจะเกิดขึ้น เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยด้วย

“บริษัทคงยื่นแผนเดิมที่เคยได้รับอนุมัติเมื่อในอดีต แต่คงมีการปรับปรุงเรื่องพื้นที่ แต่ก็ยังใช้โลเคชันในการก่อสร้างเดิม เงินทุนก็ 9 หมื่นล้านบาทเท่าเดิม แม้วัสดุในการก่อสร้างราคาจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็ช่วยถัวต้นทุนได้ ถ้า BOI อนุมัติได้เร็วปีนี้ก็น่าจะเริ่มก่อสร้างได้ และภายใน 2 ปีก็น่าจะก่อสร้างเสร็จ โดยทางบริษัทหวังว่าภาครัฐจะอนุมัติอย่างรวดเร็ว เพราะการลงทุนล่าช้าไปมาก ทำให้เกิดความไม่สมดุลในเชิงโครงสร้าง” นายวินกล่าว

เขากล่าวว่า หากบีโอไออนุมัติได้เร็ว ก็จะสามารถก่อสร้างได้ทันภายในปีนี้ โดยสัดส่วนการลงทุนนั้น จะใช้หนี้สินต่อทุน 2 ต่อ 1 ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารเพื่อส่งเสริมการส่งออกของประเทศจีน เพื่อให้สนับสนุนเงินกู้ให้บริษัท ซื้อเครื่องจักรที่นำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากยุโรป

โดยสัดส่วนการเงินลงทุนในการซื้อเครื่องจักรสำหรับโรงถลุงเหล็กนั้นคิดเป็น 70% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ซึ่งทางบริษัทก็คาดหวังว่าจีนจะให้การสนับสนุนเงินกู้ดังกล่าว เพราะจะส่งผลดีต่อการค้าระหว่างไทย-จีน และเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าด้วย

สำหรับสินแร่นั้น ทางบริษัทมีการเจรจากับผู้ค้ารายใหญ่เพื่อทำเอ็มโอยูในการซื้อสินแร่ในระยะยาว โดยบริษัทได้มีการเจรจากับเหมืองแร่เปิดและที่กำลังขยายการผลิตของผู้ค้าในออสเตรเลีย บราซิล และอยู่ระหว่างเจรจากับแอฟริกา

เขากล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กว่า ในปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตถึง 97% ซึ่งถือว่าสูงมาก ในขณะที่ความต้องการยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าจีนและอินเดียมีความต้องการมากขึ้น ยิ่งจะส่งผลให้สถานการณ์เหล็กโลกตึงตัวมากขึ้น ดังนั้นทำให้ผู้ประกอบการต่างก็เริ่มมองการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น สถาบันเหล็กประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือ 24 ล้านตัน จากปัจจุบัน 12 ล้านตัน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้บริษัทต้องเร่งดำเนินการที่จะก่อสร้างโครงการเหล็กต้นน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็ถือว่าสมเหตุสมผล สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยราคาขายในและต่างประเทศใกล้เคียงกัน

เขากล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2551 ว่า น่าจะดีกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากราคาเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาเหล็กปรับขึ้นมา 50% ขณะที่ความต้องการเหล็กประเภทคุณภาพสูงจะเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทก็เน้นขายสินค้าประเภทดังกล่าวนอกจากนี้ยังคาดว่าผลการดำเนินงานทั้งปีจะดีกว่าปีก่อน เพราะราคาเหล็กและความต้องการดีขึ้น

นายวิน กล่าวว่า ปัจจุบันสต็อกเหล็กในระบบมีไม่สูงมาก แต่ก็เพียงพอต่อความต้องการใช้ ในขณะที่บริษัทได้มีการหมุนเวียนสินค้าเร็วขึ้น จึงช่วยลดการใช้เงินทุนหมุนเวียนและทำให้ดีอี ลดลงมาต่ำเหลือเพียง 0.3 เท่า

ส่วนแนวโน้มราคาเหล็กในอนาคตจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่อยู่การพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบราคา รวมทั้งสต็อกเป็นประจำ

นอกจากนี้นายวิน ยังได้กล่าวถึงสำหรับความคืบหน้าในการซื้อหุ้น บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จากญี่ปุ่นว่า น่าจะปิดดีลการซื้อ ในไตรมาสที่ 3/2551 หลังจากนั้นบริษัทมีแผนที่จะศึกษาการลงทุนในธุรกิจเหล็กแผ่นเคลือบอย่างจริงจัง เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ โดยพบว่าปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าเหล็กแผ่นเคลือบเกือบทุกประเภทในปริมาณ 1.5 ล้านตัน/ปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ไทยเสียดุลการค้าปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาความต้องการใช้ภายในประเทศยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ทางบริษัทจึงมีความสนใจในการลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านอื่น

 
     
  จาก กรุงเทพธุรกิจ  
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats