วิกรม วัชระคุปต์
รื้อยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ต้องมีเหตุผลตอบคนรุ่นลูก

 
 
22 ต.ค. 51
 
 

ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

 
     
 
 
     
 

กลุ่มอนุรักษ์ประจวบคีรีขันธ์แสดงท่าทีชัดเจนในการปิดถนนเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ว่า ให้ยกเลิกแผนพัฒนาเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ และปฏิเสธแนวทางพูดคุย ตามข้อเสนอเบญจภาคีของผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ไม่เอาหมดเลยเหรอ... ความจริงเรื่องของอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ คงต้องทำกันให้ชัดเจน จริงๆแล้วในส่วนของสถาบันฯก็ไม่ได้ปักธงว่า จะต้องมี แต่ในความเห็นของเรา คิดว่า มีดีกว่าไม่มี ซึ่งเมื่อมีกลุ่มคนที่บอกว่าไม่มีดีกว่า ก็ต้องมีการสร้างความชัดเจนว่าจะเอากันยังไง สมมติว่า มีการทำประชาพิจารณ์ แล้วเห็นตรงกันว่า ไม่มีดีกว่า ก็ต้องมาหามาตรการอื่นว่าโครงสร้างใหม่อุตสาหกรรมของประเทศจะเป็นอย่างไร เพราะอุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ ก็จะอยู่ในภาวะลำบาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ การนำเข้าเหล็กคุณแข่งขันได้ไหม จะสู้เวียดนามได้ไหม อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋อง แบกรับต้นทุนกระป๋องที่แพงกว่าประเทศคู่แข่งได้หรือไม่ หรือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะเลิกปลูกสับปะรดไปเลย สิ่งเหล่านี้ต้องมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวมันคงไม่ได้

การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศ น่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาล
               
ถูกต้อง คือ ความจริงกระทรวงอุตสาหกรรมควรเป็นเจ้าภาพ แต่เมื่อรัฐบาลก็ยังวุ่นอยู่กับปัญหาการเมือง มันก็เลยยังไม่มีใครบอกให้เราเป็นเจ้าภาพเป็นแกนในการเจรจา เราจะไปเดินต่อก็ไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถรับปากกับข้อตกลงใดๆ    ที่จะเกิดขึ้นจากการเจรจาได้  แต่ถ้าเราได้รับมอบหมายมันก็เดินไปได้ อาจจะประสานไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปเป็นแกนคุยกันในระดับพื้นที่ ซึ่งความสำคัญอันดับแรกเลยคือต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ท้องถิ่นจะได้อะไร มันคุ้มไหมกับที่เขาต้องเสีย เรื่องของอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ มันไม่ใช่อุตสาหกรรมที่เราทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ
ถามว่า แล้วปัญหามลภาวะทำไง คือ ถ้าเรายังใช้เหล็กกันอยู่ ต่อให้เรานำเข้า ประเทศผู้ผลิตก็ยังสร้างมลภาวะออกมา เพราะมันอยู่ในโลกใบเดียวกัน คือ ถ้าเป็นห่วงเรื่องนี้ แล้วถามว่า การที่ประเทศมีอุตสาหกรรมนี้เอง เอาแค่การมีเส้นทางขนส่งที่ได้เปรียบกว่า สั้นกว่า มันก็ช่วยลดภาวะมลพิษที่เกิดขึ้นได้แล้วไม่ใช่หรือ นี่ต่างหากคือ สิ่งที่บอกว่า ต้องมานั่งคุยกัน

แต่กลุ่มคัดค้านก็ปฏิเสธแนวทางพูดคุย อย่างข้อเสนอเบญจภาคี ก็ไม่เอา


ความจริง ข้อเสนอของ ผู้ว่าฯ เป็นทางออกที่ดีและท่านก็ไม่ได้บอกว่า สนับสนุนให้มีโรงถลุงเหล็ก เพียงแต่เป็นข้อเสนอให้มีเวทีพูดคุยของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เหตุผลในการพูดคุย คือ ผมไม่ปฏิเสธแนวทางของทุกกลุ่ม แต่ถ้าวันนี้เราจะทำอะไร คนที่ทำจะต้องตอบลูกหลาน ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ให้ได้ว่า ทำไมประเทศไทยเลือกที่จะเดินกันแบบนี้ ทำไมเลือกที่จะเป็นอย่างนี้ การไม่พูดคุยกันเลย มันไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอ คือ ผมเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้า นดูเหมือนเขามีระบบจัดการที่ดีมาก

ตรงนี่ไม่แน่ใจแต่การคัดค้านประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็สอดรับการการเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมทุนพลังงานหมุนเวียน

มันเหมือนกับการเมืองทุกวันนี้  ผมอยากจะมีโอกาสพูดคุยกับคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง ว่าเขาต้องการอย่างไร

กรณีโรงถลุงเหล็กก็มีโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินด้วย
               
เป็นคนละส่วน ในกระบวนการของโรงถลุงเหล็ก เราต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งมันก็มีพลังงานความร้อนส่วนที่เหลือสามารถเอาไปผลิตไฟฟ้าได้ และไฟฟ้าที่ได้ก็สามารถเป็นประโยชน์กับชุมชน สามารถใช้ไฟในราคาถูก ซึ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันไง

บทบาทของสถาบันเหล็กฯทำอะไรได้บ้าง

เราก็ต้องเตรียมไว้สองเรื่อง คือ ถ้ามีจะจัดการอย่างไรไม่ให้กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทำอย่างไรให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องวางแผน ประเทศจะทำยังไงต่อ

ในส่วนของทางเลือกที่สองเสนอว่าอย่างไรบ้าง

คือ ในส่วนของอุตสาหกรรมเหล็กเรามองเห็นอยู่ ไม่ยาก แต่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก รถยนต์ อาหารกระป๋องเครื่องใช้ไฟฟ้า เรายังไม่ได้ลงไปดู ต้องประสานพูดคุยกันอีกที แต่ตอนนี้มันยังไม่ชัดว่าเราจะเอากันยังไง คือ ตอนนี้เงินทุนนักลงทุนต่างๆจะมาอยู่แล้วมีอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็คิดว่า เข้ามาลงทุนเพราะจะมีวัตถุดิบรองรับ เมื่อไม่มีว่า ผลิตออกมาแล้วมีอุตสาหกรรมเหล่านี้รองรับ เมื่อเราจะเปลี่ยนว่าไม่มี คนที่ใช้เหล็กเขาก็ต้องคิดใหม่

กับสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่งแสดงว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำก็จะยังมีต่อไป
               
เราพยายามที่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น คือ ถ้ารัฐบาลนิ่งสักสัปดาห์ สองสัปดาห์ คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสพิจารณาข้อเสนอของสภาพัฒน์ในเรื่องนี้ หากมีการผ่านความเห็นชอบและมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมทุกอย่างให้พร้อม มันก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการเมืองแล้ว เพราะ กลไกราชการก็ทำงานไปตามขั้นตอน แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีมติออกมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งกระทรวงเกษตร อุตสาหกรรม มหาดไทย ฯลฯ ความจริงทั้งสถาบัน ผู้ว่าฯ และสภาพัฒน์เห็นตรงกันว่า ต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อหาข้อสรุป

ไม่ทราบว่า เข้าระเบียบวาระ ครม.หรือยัง

อันนี้ไม่ทราบ แต่ความจริงมันเป็นเรื่องเล็กๆ คือ เห็นชอบให้ศึกษา เตรียมการ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณอะไร

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats