เรื่องสำคัญที่ชาวบ้านฝากไว้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาสรุปได้เป็น ๔ ประเด็นคือ
ประเด็นสิ่งแวดล้อม เรื่องแรกคือมลภาวะ มีคำถามว่าหากอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำมีเทคโนโลยีสะอาด ทำไมญี่ปุ่นจึงย้ายอุตสาหกรรมเหล็กกล้ามายังประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งในกรณีประเทศจีน ทำไมจึงต้องปิดโรงงานถลุงเหล็กก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคนานถึง ๓ เดือน? และยังมีเรื่องเกี่ยวกับความสามารถ หรือขีดจำกัดของระบบนิเวศ ที่จะรองรับมลภาวะจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะเกิดควบคู่กับอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แม้แต่ละโรงงานอาจทำให้เกิดมลภาวะในระดับไม่เกินมาตรฐาน แต่มลภาวะจากทุกโรงงานโดยรวมจะมีได้แค่ไหน จึงจะไม่เกินขีดความสามารถการรองรับของระบบนิเวศ? และเรื่องการทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพก็สำคัญ ในกรณีที่พื้นที่ก่อสร้างโรงงานไปกำหนดในพื้นที่ที่เป็นป่า หรือมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จะมีคำอธิบายอย่างไร?
ประเด็นทรัพยากร มีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นทั้งที่ดินและน้ำเป็นจำนวนมาก คงต้องให้คำตอบว่า โดยรวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กและโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะใช้ทรัพยากรเท่าไร จะหามาจากไหน โดยเฉพาะน้ำจะจัดสรรน้ำร่วมกับภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาด้านอื่นๆให้มีความสมดุลได้อย่างไร?
ประเด็นสังคม อาจจะต้องมีการอพยพโยกย้ายชุมชน หรือมิฉะนั้นก็จะต้องปรับเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิต การใช้พื้นที่จำนวนมากซึ่งจะต้องกระทบชุมชนนับพันครัวเรือน จะมีกระบวนการพูดคุยเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างไร? นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการสร้างงาน ซึ่งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอธิบายว่า จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นผลดีกับชุมชนที่ยากจนขาดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ แต่กรณีที่ชุมชนมีอาชีพการงานมั่นคงอยู่แล้ว เช่นชาวบ้านแถบบางสะพาน ทับสะแก กุยบุรี บอกว่าเขามีงานทำมีรายได้มั่นคงจากการประมงพื้นบ้าน การเกษตร การท่องเที่ยวมีความสุขดีอยู่แล้ว หากต้องถูกอพยพหรือทำมาหากินไม่ได้ จะให้เขาอยู่กันอย่างไร?
ประเด็นเศรษฐกิจ นอกจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่แล้ว ทำไมไม่วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ เปรียบเทียบกับการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย เช่นในการท่องเที่ยว การประมง? นอกจากนั้นยังมีเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากจะชี้ให้เห็นรายได้ที่จะเข้าประเทศ ช่วยลดการนำเข้า เสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคแล้ว ชุมชนและท้องถิ่นจะได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์เหล่านี้อย่างไร ยั่งยืนหรือไม่?
ต่อกรณีคำถามของชาวบ้านเหล่านี้ ผมมีความเห็นว่า หน่วยงานของรัฐที่กำหนดนโยบายจะต้องมีคำตอบ เพราะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลที่สังคมควรรับรู้โดยไม่ต้องรอถาม รัฐอย่ามองข้ามชาวบ้านหรือคนจนในพื้นที่ อย่ามองว่าพวกเขาเป็นอุปสรรค แต่ต้องคิดว่าเขาเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่มักจะเสียมากกว่าได้ ที่สำคัญในกระบวนการพัฒนา หน่วยราชการและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาพัฒน์ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะต้องร่วมมือกันทำในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนดังนี้
๑. การแสวงหาความจริง ทำข้อมูลให้ถูกต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกัน สร้างกระบวนการค้นหาความจริงให้รอบด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบมาก ควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านไม่ดี เพราะจะนำไปสู่การไม่ไว้ใจกัน หรือพูดไม่รู้เรื่อง จึงต้องทะเลาะกัน
๒. ปรับวิธีคิดและวิธีการในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และควรต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย การคิดวางแผนเป็นรายอุตสาหกรรม เป็นเรื่องๆ ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้พลังงาน และการควบคุมมลภาวะ ซึ่งเกิดผลกระทบและความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาแล้วในกรณีมาบตาพุด นอกจากนี้ในส่วนของการใช้วิธีคิดแบบบนลงล่าง ปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญ สร้างโมเดลต้นแบบก่อนถามความเห็นชาวบ้าน เป็นกระบวนการวางแผนที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน มิได้จำแนกแยกแยะผู้ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนรอบด้าน จึงหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพัฒนา ฯลฯ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
๓. กลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่พัฒนาภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และในอีกหลายๆแห่ง เป็นตัวบ่งชี้ความไม่ประสบความสำเร็จ ของส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน หน่วยงานของรัฐไม่ได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างทำ เมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีคนรับผิดชอบ ประเด็นนี้จะต้องแก้ไข ก่อนจะวางแผนสร้างอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ๆ
หากสังคมยังไม่ได้รับคำตอบเหล่านี้ที่ชัดเจน ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงอคติ ความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจของประชาชน ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้ ยังไงก็ต้องมีประท้วง และจะประท้วงรุนแรงมากขึ้น ตามความรุนแรงของผลกระทบ การค้นหาคำตอบโดยกระบวนการมีส่วนร่วม และสันติวิธีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐเปิดใจให้กว้าง มีความจริงจัง จริงใจที่จะแก้ปัญหา ให้ความสนใจสรุปบทเรียนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอยู่ปัจจุบันอย่างจริงจัง ทั้งในเขตและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ตั้งคณะทำงานปรับปรุงแก้ไขอุตสาหกรรมเดิมที่ก่อปัญหา ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพิจารณาส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ให้สมดุลกับการพัฒนาด้านอื่นๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของรัฐและความร่วมมือของประชาชนจริงๆ ประเทศไทยก็จะพ้นวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน
ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และอาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
๒ กันยายน ๒๕๕๑