เสียงของชุมชนกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก
 
 
11 ก.ย. 51
 
     
 
 
การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นหัวข้อการประชุมวิชาการ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ร่วมกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น ในกรุงเทพเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ ๑ กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง งานนี้ต้องขอแสดงความชื่นชมชาวบ้านจากประจวบคีรีขันธ์ ที่อุตส่าห์เดินทางออก จากบ้านตั้งแต่ตีสี่ เพื่อมาขอเข้าฟังการประชุมโดยไม่ได้รับเชิญ จึงไม่รู้ว่าจะได้เข้าห้องประชุมหรือไม่ และความใจกว้างของบีโอไอและสถาบันเหล็ก ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าฟังในห้องประชุม แถมยังอนุญาตให้ตัวแทนชาวบ้าน ซึ่งนั่งฟังการประชุมนานกว่า ๒ ชั่วโมง ได้แสดงความเห็น  ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและนักวิชาการหูตาสว่างขึ้นไม่น้อย ชาวบ้านเองก็ได้รับรู้ข้อมูลและความคิดของหน่วยงานราชการเช่นกัน ยังนึกว่าหากการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ มีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมอย่างขันแข็งอย่างนี้แล้ว ปัญหาความขัดแย้งคงไม่รุนแรง เพราะความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐน่าจะลดลงไป แม้จะโดนชาวบ้านต่อว่า หรือถึงขั้นด่าทอเอาบ้าง ก็ขอให้ถือว่าชาวบ้านให้ศีลให้พรก็แล้วกัน
     
 
 
เรื่องสำคัญที่ชาวบ้านฝากไว้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาสรุปได้เป็น ๔ ประเด็นคือ

ประเด็นสิ่งแวดล้อม  เรื่องแรกคือมลภาวะ มีคำถามว่าหากอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำมีเทคโนโลยีสะอาด ทำไมญี่ปุ่นจึงย้ายอุตสาหกรรมเหล็กกล้ามายังประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์  รวมทั้งในกรณีประเทศจีน ทำไมจึงต้องปิดโรงงานถลุงเหล็กก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคนานถึง ๓ เดือน?  และยังมีเรื่องเกี่ยวกับความสามารถ หรือขีดจำกัดของระบบนิเวศ ที่จะรองรับมลภาวะจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะเกิดควบคู่กับอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แม้แต่ละโรงงานอาจทำให้เกิดมลภาวะในระดับไม่เกินมาตรฐาน แต่มลภาวะจากทุกโรงงานโดยรวมจะมีได้แค่ไหน จึงจะไม่เกินขีดความสามารถการรองรับของระบบนิเวศ?   และเรื่องการทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพก็สำคัญ ในกรณีที่พื้นที่ก่อสร้างโรงงานไปกำหนดในพื้นที่ที่เป็นป่า หรือมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จะมีคำอธิบายอย่างไร?

ประเด็นทรัพยากร  มีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นทั้งที่ดินและน้ำเป็นจำนวนมาก คงต้องให้คำตอบว่า โดยรวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กและโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะใช้ทรัพยากรเท่าไร จะหามาจากไหน โดยเฉพาะน้ำจะจัดสรรน้ำร่วมกับภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาด้านอื่นๆให้มีความสมดุลได้อย่างไร?

ประเด็นสังคม   อาจจะต้องมีการอพยพโยกย้ายชุมชน หรือมิฉะนั้นก็จะต้องปรับเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิต การใช้พื้นที่จำนวนมากซึ่งจะต้องกระทบชุมชนนับพันครัวเรือน จะมีกระบวนการพูดคุยเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างไร?   นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการสร้างงาน ซึ่งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอธิบายว่า จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นผลดีกับชุมชนที่ยากจนขาดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ แต่กรณีที่ชุมชนมีอาชีพการงานมั่นคงอยู่แล้ว เช่นชาวบ้านแถบบางสะพาน ทับสะแก กุยบุรี บอกว่าเขามีงานทำมีรายได้มั่นคงจากการประมงพื้นบ้าน การเกษตร การท่องเที่ยวมีความสุขดีอยู่แล้ว หากต้องถูกอพยพหรือทำมาหากินไม่ได้ จะให้เขาอยู่กันอย่างไร?

ประเด็นเศรษฐกิจ  นอกจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่แล้ว ทำไมไม่วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ เปรียบเทียบกับการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย เช่นในการท่องเที่ยว การประมง?  นอกจากนั้นยังมีเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากจะชี้ให้เห็นรายได้ที่จะเข้าประเทศ ช่วยลดการนำเข้า เสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคแล้ว  ชุมชนและท้องถิ่นจะได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์เหล่านี้อย่างไร ยั่งยืนหรือไม่?

ต่อกรณีคำถามของชาวบ้านเหล่านี้ ผมมีความเห็นว่า หน่วยงานของรัฐที่กำหนดนโยบายจะต้องมีคำตอบ เพราะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลที่สังคมควรรับรู้โดยไม่ต้องรอถาม รัฐอย่ามองข้ามชาวบ้านหรือคนจนในพื้นที่ อย่ามองว่าพวกเขาเป็นอุปสรรค แต่ต้องคิดว่าเขาเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่มักจะเสียมากกว่าได้ ที่สำคัญในกระบวนการพัฒนา หน่วยราชการและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาพัฒน์ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะต้องร่วมมือกันทำในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนดังนี้ 

๑. การแสวงหาความจริง  ทำข้อมูลให้ถูกต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกัน สร้างกระบวนการค้นหาความจริงให้รอบด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบมาก  ควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านไม่ดี เพราะจะนำไปสู่การไม่ไว้ใจกัน หรือพูดไม่รู้เรื่อง จึงต้องทะเลาะกัน

๒. ปรับวิธีคิดและวิธีการในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และควรต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย การคิดวางแผนเป็นรายอุตสาหกรรม เป็นเรื่องๆ ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้พลังงาน และการควบคุมมลภาวะ ซึ่งเกิดผลกระทบและความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาแล้วในกรณีมาบตาพุด   นอกจากนี้ในส่วนของการใช้วิธีคิดแบบบนลงล่าง ปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญ สร้างโมเดลต้นแบบก่อนถามความเห็นชาวบ้าน เป็นกระบวนการวางแผนที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน มิได้จำแนกแยกแยะผู้ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนรอบด้าน จึงหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพัฒนา ฯลฯ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

๓. กลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่พัฒนาภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และในอีกหลายๆแห่ง เป็นตัวบ่งชี้ความไม่ประสบความสำเร็จ ของส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน หน่วยงานของรัฐไม่ได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างทำ เมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีคนรับผิดชอบ  ประเด็นนี้จะต้องแก้ไข ก่อนจะวางแผนสร้างอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ๆ

ากสังคมยังไม่ได้รับคำตอบเหล่านี้ที่ชัดเจน ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงอคติ ความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจของประชาชน ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้ ยังไงก็ต้องมีประท้วง และจะประท้วงรุนแรงมากขึ้น ตามความรุนแรงของผลกระทบ การค้นหาคำตอบโดยกระบวนการมีส่วนร่วม และสันติวิธีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐเปิดใจให้กว้าง มีความจริงจัง จริงใจที่จะแก้ปัญหา ให้ความสนใจสรุปบทเรียนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอยู่ปัจจุบันอย่างจริงจัง ทั้งในเขตและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม  ตั้งคณะทำงานปรับปรุงแก้ไขอุตสาหกรรมเดิมที่ก่อปัญหา ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพิจารณาส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ให้สมดุลกับการพัฒนาด้านอื่นๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของรัฐและความร่วมมือของประชาชนจริงๆ ประเทศไทยก็จะพ้นวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน



ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

และอาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

๒ กันยายน ๒๕๕๑

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats