|
| |
วิกรม วัชระคุปต์
โรงถลุงเหล็กในมิติเศรษฐศาสตร์ |
|
| |
3 ก.ย.51 |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
คำพูดของนักเศรษฐศาสตร์ว่า ไม่มีของฟรีในโลก นั้น แม้จะดูนัยของความแห้งแล้ง แต่มันก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เหมือนที่เราไม่อาจเถียงว่า พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออก แล้วลาลับในทิศตะวันตก อะไรประมาณนั้น
ปัญหาโรงถลุงเหล็ก มีมิติการมองที่หลากหลายตามที่อยู่ที่ยืนของแต่ละคนมอง เอ็นจีโออาจมองเป็นเรื่องของการข่มขืนกระทำชำเรากับชุมชนและชาวบ้าน ชาวบ้านอาจมองเป็นเรื่องของนายทุนที่จะมาทำลายช่องทางทำมาหากิน
หลายมุมมองถูกนำเสนอผ่านสื่อไปหลากหลาย แต่วันนี้ เสียงประชาคมขอนำเสนอเนื้อหา โครงการโรงถลุงเหล็กในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์
เป็นการมองเพื่อเรียนรู้มุมมองของคนอื่น เพื่อการแสวงหาทางออกร่วมกันในปัญหาความขัดแย้ง
วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอมุมมองนี้
ประการหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นความกล้าหาญทางวิชาการเพราะย่อมเป็นมุมมองที่สุ่มเสี่ยงต่อการโจมตีจากฝ่ายคัดค้านเป็นแม่นมั่น
แต่วิกรม เองก็กล้าที่จะนำเสนอ เหมือนที่เสียงประชาคม กล้าที่จะยอมรับแรงเสียดทาน ในการตัดสินใจนำเสนอข้อมูลนี้ ซึ่งแน่นอนว่า เอ็กซ์คลูซีฟ ไม่สามารถหาอ่านได้จากสื่อแขนงใด
วิกรม เกริ่นก่อนนำเสนอข้อมูลนี้ว่าโดยชี้จุดอ่อนจุดแข็งของทุนและเอ็นจีโอว่า
ความเป็นเอกชนอาจเป็นคนเข้าใจ และเป็นกลุ่มสร้างรายได้ให้ประเทศ แต่การมองภาพกว้าง อาจไม่เต็มที่ เพราะต้องโฟกัสกับธุรกิจ ส่วนเอ็นจีโอ ต้องยอมรับว่า ทำประโยชน์หลายอย่าง เป็นคนมองในภาพสังคม องค์รวม เป็นตัวคอยสร้างสมดุลเพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เป็นตัวช่วยเสริมในงานภาพกว้าง แต่จุดที่เอ็นจีโอมองไม่เห็นคือการเข้าใจธุรกิจ ขณะที่รัฐมีหน้าที่กำกับดูแลที่จะจัดสรรเรื่องบางเรื่องเช่นโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นตราบใดที่เราจะทำงานเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งสามฝ่ายต้องมาทำงานร่วมกัน ถ้าปล่อยเอ็นจีโอกับเอกชนคุยกัน ผมว่าลำบากต้องมีบทบาทของภาครัฐเข้ามา |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
วิกรม บอกว่า ตัวเลขรายได้มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีมีประมาณ ๘.๔ ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากภาคเกษตรประมาณ ๘ แสนกว่าๆ หรือ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์
มูลค่าส่งออกของประเทศประมาณ ๕.๒ ล้านล้านบาท เป็นภาคเกษตร ๔ แสนล้าน ทั้งๆที่ประเทศมีพื้นที่เกษตร ๓๒๑ ล้านไร่ แต่ก็นำมาใช้ในการสร้างรายได้ให้ประเทศเพียง ๑๕๑ ล้านไร่ หรือ ๔๗ เปอร์เซ็นต์
วิกรมบอกว่า เมื่อเทียบกับมูลค่านำเข้าเหล็กประมาณ ๓-๔ แสนล้านบาทต่อปี ก็จะเห็นได้ว่า รายได้ทั้งหมดที่เราส่งออกสินค้าเกษตรประมาณ ๔ แสนล้านนั้น หายเกลี้ยง
พูดง่ายๆ เราเอาเกษตรทั้งหมดที่ส่งออกแลกกับซื้อเหล็กเข้ามา ประเทศไทยนำเข้าเหล็กสุทธิมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ ตรงนี้เป็นปัญหา ถ้าไม่ทำอะไรเลย เราคิดว่าการนำเข้าอาจถึง ๖ แสนล้าน ปี ๒๐๑๓ ในอีก ๕ ปีข้างหน้า ถ้าเรามีโรงถลุงสัก ๑๐ กว่าล้านตันทดแทนการนำเข้าก็จะลดลงเหลือ ๒ แสนกว่าๆ การขาดดุลการค้ามันจะลดลงได้ ถ้าเรามีการผลิตที่ครบวงจร แล้วโรงงานนี้ใช้พื้นที่ ประมาณ ๖ พันไร่สัดส่วนการใช้พื้นที่ .๐๐๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง มูลค่าลงทุนประมาณ ๔ แสนล้าน ซึ่งพื้นที่จะตั้งได้ก็ชุมพร ประจวบ |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
วิกรม แจงการลงทุนจะนำมาซึ่งศักยภาพการแข่งขันว่า
ถ้าขายในราคาเท่ากับประเทศจีน ราคาเหล็กในประเทศลดลง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก็ยังมีกำไร สร้างมูลค่าเพิ่มได้ประมาณ ๓ หมื่นกว่าล้านนี่คิดแค่ ๕ ล้านตัน ถ้า ๑๐ ล้านตัน ก็เป็นมูลค่าเพิ่ม ๖ หมื่นล้าน เราจะมีกำไรสุทธิประมาณ ๒.๒ หมื่นล้านบาท รัฐบาลได้ภาษี ๖.๘๕ พันล้านบาทต่อปี เอาไปสร้างโรงเรียนได้ ๖๐๕ หลัง สร้างสถานีอนามัย ๙,๙๘๖ หลัง ทำถนนลาดยางสองเลนได้ ๑๗๙๓ กิโลเมตร |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
สิ่งที่ระบบในเชิงเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ต่อ ก็คือ จะอยู่ร่วมกับภาคเกษตรอย่างไร วิกรมบอกว่า ภาคเกษตรถึงแม้ตัวเลขจีดีพีจะน้อย แต่ความสำคัญคือแรงงานภาคเกษตรมีถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่สามารถละเลยข้อเท็จจริงนี้ได้
รายได้ประชากรเฉลี่ยของชุมพรและประจวบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ ชุมพรต่ำกว่าประจวบฯ แต่ทั้ง ๒ แห่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ รายได้ของชุมพรส่วนใหญ่มากจากภาคเกษตร ไม่มีอุตสาหกรรมสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นประจวบฯ ดีกว่าเพราะมีภาคอุตสาหกรรมมากกว่า แต่ก็ยังต่ำ หนี้สินของคนชุมพร เป็นหนี้สินเพื่อการเกษตร กู้ยืมเพื่อสร้างบ้านประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประจวบก็เป็นหนี้ภาคเกษตร |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
ข้อเสนอแนะของวิกรม ก็คือต้องมองการพัฒนาภาคเกษตรในมิติเศรษฐศาสตร์ด้วยว่า
การใช้ที่ดิน แม้เราจะซื้อ เขา(ชาวบ้าน) ขายที่ได้สตางค์ไปแล้วก็ยังไม่พอ จะเอาเขาไปทำอะไร บางส่วนอาจรับเข้ามาทำงานโรงงาน มันก็ไม่ง่าย เขาเคยทำเกษตร ก็คงอยากทำเกษตรต่อ ปัญหาอยู่ที่การจัดการพื้นที่ อาจต้องหาพื้นที่ทำเกษตรเพิ่มเติม จะพัฒนาภาคเกษตรอย่างไร เช่น พื้นที่เกษตรลดลง ก็ต้องเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าผลผลิตภาคเกษตรให้มากขึ้น ทำอย่างไรให้ปลูกสับปะรดได้มากขึ้น ขายได้ราคามากขึ้น
หรือเรื่องของน้ำ ที่เอามาใช้ในโรงงาน ปีละ ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าเรามีการจัดการที่ดีก็จะเกิดระบบชลประทานที่ดี โรงงานมีระบบบำบัดน้ำ เราก็ทำระบบประปาที่เผื่อคนข้างนอกด้วย มันมีโอกาสที่จะเกิดระบบชลประทาน ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี ที่ประชาชนได้ใช้ร่วมกันด้วย การพัฒนาเรื่องท่องเที่ยวก็จะมีมากขึ้นแต่ปัญหาคือต้องมาทำงานร่วมกัน หรือท่าเรือน้ำลึก ที่ปัจจุบัน เราส่งออกสับประรดกระป๋องที่ท่าเรือแหลมฉบังค่าขนส่งตันประมาณ ๑๒๐๐ บาท ถ้ามีท่าเรือตรงนี้ก็ไม่ต้องวิ่งไปขนาดนั้น ค่าขนส่ง อุตสาหกรรมท้องถิ่นก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น เราสามารถพัฒนาเป็นท่าเรือพาณิชย์แทนที่จะใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างเดียว
เป็นมุมมองทัศนะหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
จำนวน
ครั้งที่แสดง |
|
| |
แสดงความคิดเห็น
วิกลจริต
16 ก.ย. 2008, 21:25
น่าให้โรงงานถลุงเหล็กไปสร้างบนหัวไอ้คุณวิกรม
|
|