ปานชัย บวรรัตนปราณ” ผู้ว่าฯปราบม็อบ
 
 
5 ส.ค. 51
 
     
 
 
     
 

นายปานชัย บวรรัตนปราณ  ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 แทนอดีตผู้ว่า ฯ ประสงค์ พิทูรกิจจา ซึ่งได้รับแต่งตั้งเลขาธิการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ รับใช้ใกล้เบื้องพระยุคลบาท

การดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นที่รับทราบกันวงในว่า ภารกิจต้องรับผิดชอบสูงยิ่งและในอีกมิติหนึ่ง  พื้นที่บางส่วนถูกกำหนดเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ดูเหมือน ผู้ว่าราชการจังหวัดนี้ มี “งานเข้า”ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมก็เป็น “งานร้อน” เสียด้วย

กองบรรณาธิการ “เสียงประชาคม” เกาะติดปัญหาวิวาทะโรงถลุงเหล็กบางสะพาน มีโอกาสรับฟังทัศนะ ในงานระดมความเห็นผู้ประกอบโรงงานเกษตรอุตสาหกรรมในพื้นที่ เรื่อง  อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน ที่ ห้องประชุมเทศบาลหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  เมื่อหลายวันก่อน นอกจากนี้ยังมีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษเพิ่มเติม

 
     
 
 
     
 

บัตรสนเท่ห์รับพ่อเมืองคนใหม่

เนื้อหาที่ได้ ทำให้มองเห็นทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์ปัญหาค่อนข้างชัดว่า ผู้ว่าฯปานชัย ได้รับการ “ต้อนรับ” จากคนในพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเพียงแค่ไม่กี่วันกับการให้สัมภาษณ์ยุทธศาสตร์จังหวัด โดยกำหนดโซนนิ่งให้ หัวหินเป็นเมืองท่องเที่ยว เน้นความสวยงามของธรรมชาติ ถัดลงไปปราณบุรี สามร้อยยอด และ กุยบุรี เป็นเมืองสับปะรดแปรรูป ขณะที่บางสะพาน เป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

บัตรสนเท่ห์ กล่าวหาว่า ผู้ว่าฯคนใหม่ถูกนายทุนซื้อตัว ก็ส่งทันทีถึงจวน

“  คนเขียนมาว่าผม เข้าข้างบริษัท มายังไม่ทันไร ก็ถูกบริษัทซื้อตัว ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะเป็นบัตรสนเท่ห์ ก็ตอบไปทางวิทยุกระจายเสียงเช้าวันเสาร์  บอกไปเลยว่า มันไม่ใช่การเลือกข้าง แต่มันเป็นเรื่องของการทำงาน

ในเมื่อรัฐบาลกำหนดให้ภูมิภาคนี้เป็นอย่างนี้ แล้วจังหวัดก็สนับสนุนอย่างนี้ ผมก็ต้องทำตามวิสัยทัศน์จังหวัด เพราะว่า มันมีตัวชี้วัดของ กพร. ที่จะต้องเดินตามเกณฑ์ที่กำหนด เป้าหมายก็คือว่า เมื่อเราได้นโยบายนี้แล้ว เราก็ต้องสนับสนุนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันได้”

ผู้ว่าปานชัย มองว่า ข้าราชการคือกลไกของรัฐ เมื่อรัฐกำหนดพื้นที่ให้จังหวัดประจวบฯเป็นพื้นที่สีม่วงคเหมาะแก่การพัฒนาอุตสาหกรรมเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ติดทะเลที่สำคัญมีร่องน้ำลึก สามารถสร้างท่าเทียบเรือเพื่อสนับสนุนกิจการ “นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันตก” ก็จำเป็นต้องเดินหน้าภารกิจให้นโยบายรัฐสำเร็จ

 
     
 
 
     
 
ยันเดินตามนโยบายรัฐ

เพราะทัศนะแบบนี้ ผู้ว่าฯปานชัย จึงถูกมองเป็น “คนมหาดไทย” และมีความเป็นข้าราชการเต็มตัว

“ คนญี่ปุ่นอยู่กับภูเขาไฟยังอยู่ได้เลย เราเองก็ต้องอยู่กับอุตสาหกรรมได้ ถ้าเราคิดจะพัฒนาประเทศ มิฉะนั้นแล้ว เราต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ ถ้าผู้ต่อต้าน ใส่เสื้อเขียวใช่ไหมครับ ไปสภาพัฒน์ฯ ไปให้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ ไปแสดงตัว เพื่อกำหนดอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนวิสัยทัศน์”

แต่เมื่อวันนี้ ประเทศยังมุ่งหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ผู้ว่าฯปานชัย จึงต้องเดินหน้า แต่จะทำอย่างไรไม่ถึงคนเสียงส่วนน้อยไว้เบื้องหลัง

“หน้าที่ของผู้ว่าฯและคณะไม่ว่าจะอุตสาหกรรมจังหวัด สิ่งแวดล้อมจังหวัด หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้มีหน้าที่ทำอย่างไรจะให้ชุมชนอยู่กับอุตสาหกรรมได้ และอยู่อย่างยั่งยืนมีความปลอดภัยและพัฒนาประเทศสู่เป้าหมาย”

ตอนนี้แกนนำกลุ่มคัดค้านโรงถลุงเหล็ก ก็เดินสายเสนอข้อเรียกร้องเพื่อให้รัฐกำหนดเป็นนโยบายอยู่เหมือนกันว่า ประจวบฯไม่เหมาะกับการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ควรสงวนไว้เพื่อตอบโจทย์การเป็น “ครัวโลก”

“ไม่ลำพังแต่ สหวิริยาหรอก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเองก็กำลังจะมีโรงไฟฟ้า มีที่ดินไว้ที่ทับสะแก ขณะนี้ก็มีปัญหา ผมก็บอกการไฟฟ้าว่ าคุณต้องมาทำให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมก่อน ทำเป็นสีม่วงก่อน ขนาดสหวิริยา เขาเป็นสีม่วงแล้ว เขายังสร้างไม่ได้สร้าง เพราะถูกต่อต้าน ของคุณเป็นสีเขียวแล้วจะเหนื่อยแค่ไหน เขาก็พยักหน้าว่าเขาไม่ได้เร่งรัด หรืออย่าง ที่กุยบุรี ที่เขาแดงก็จะเป็นจุดหนึ่งที่จะสามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้แต่ก็มีการต่อต้าน”
 
     
 
 
     
 

ประวัติกรำศึก “อุตฯ-ชุมชน”

ดูเหมือนผู้ว่าฯปานชัย พอจะเห็นแนวรบที่ประเดประดังมาหลายด้าน แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่าประสบการณ์บนเส้นทาง “นักปกครอง” นับแต่ปี 2521 ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ ระดับ 4
สำนักงานจังหวัดระยอง จนถึงปัจจุบัน ก็ผ่านประสบการณ์ในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชนมานับไม่ถ้วน

“ผมผ่านประสบการณ์อย่างนี้มามากพอสมควร   ที่ จ.ระยอง ผมเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดตั้งปี 2522 สลับไปก็ 2530-31 ข้ามไปอีกที 2535 รวมแล้วอยู่ระยองหลายรอบ ซึ่งระยองเป็นเมืองท่องเที่ยว พานิชย์การ และการประมง มาโดยตลอด รัฐก็เลือกเอาอุตสาหกรรมมาลง แต่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งต้นน้ำปลายน้ำ เพราะเรามีก๊าซมาขึ้นที่มาบตาพุด โรงแยกแก๊สโรงแรกที่เกิดขึ้นก็เกิดการต่อต้าน ตั้งแต่ทีพีไอ ไปสร้างแซนด์วิซเมืองระยอง เมืองอยู่ตรงกลาง มีโรงงานปิโตรเคมีเป็นแซนด์วิส เราก็ต่อสู้กันมา ผมก็เห็นเหตุการณ์มาตลอด แต่สุดท้ายแล้ว สมัยนั้นการต่อต้านก็ยังไม่มีเอ็นจีโอ”

ผู้ว่าฯปานชัย บอกว่า จะเอาบทเรียนจากอดีตมาปรับใช้กับสถานการณ์ที่จังหวัดประจวบฯ แต่แน่นอนว่าย่อมเป็นงานหินกว่ามาก

“เราก็เอาบทเรียนตรงนั้นมา แต่ของเราจะยากยิ่งขึ้น แต่ผมให้คำมั่นว่า เราต้องยึดหลักกฎหมายของบ้านเมืองหลัก ใครจะมาละเมิดกฎหมายไม่ได้ ถ้านักลงทุนทำสิ่งที่ถูกต้อง ที่ดินก็ชอบด้วยกฎหมาย การอนุญาตก็ๆได้รับใบอนุญาตจากอุตสาหกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือต่อสุขภาพผ่านเรียบร้อย ท่านก็สามารถทำได้ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐก็คือ ทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นตามวิสัยทัศน์ของรัฐ”

วาทะ “มึงสร้างกูเผา” คือ การขัดขืนที่ประกาศไปทั่วจังหวัดประจวบฯของกลุ่มคัดค้าน ผู้ว่าฯปานชัย บอกว่า

“ตัวอย่างที่เกิดมาแล้วก็คือ ที่ภูเก็ต กรณี แทนทาลั่ม ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ใครเผาก็ติดคุก ถึงจะเป็นนักการเมืองก็ว่าไป แต่มันก็น่าคิดว่า เขาสามารถต่อต้านได้สำเร็จ แม้สร้างโรงงานเสร็จแล้ว แต่มันเกิดเหตุการณ์บุกรุกและทำลายทรัพย์สิน บทเรียนเหล่านี้ภาครัฐก็ต้องนำมาทบทวน”

ยังมีกรณีวิวาทะเหมืองโปรแตสที่อุดรธานีคาบเกี่ยวกับสกลนครตอนบนซึ่ง ผู้ว่าฯ ปานชัยเคยไปเป็นพ่อเมืองมาอีก

ประชาธิปไตย-เผด็จการสุดโต่ง

ในทัศนะนักรัฐศาสตร์ ผู้ว่าฯปานชัยมองว่า ตันประชาธิปไตยที่นำเข้ามาจากตะวันตก ปลูกในประเทศเมืองร้อนแบบบ้านเรา ยังเป็นปัญหา

“รัฐธรรมนูญภาคประชาชน ให้สิทธิชุมชนเป็นหลัก เกิดองค์กรในการตรวจสอบมากมาย ไม่เฉพาะแต่การเมือง หน่วยงานอื่นๆซึ่งผมเองก็ยังไม่เข้าใจบทบาท ยกตัวอย่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ตอนนี้ก้าวเข้ามาสู่การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินย้อนหลัง เมื่อก่อนผมอยู่จังหวัดอื่นไม่เคยเห็นตรงนี้ แต่เข้ามาประจวบฯเห็นบทบาทเริ่มชัดแล้ว มีหนังสือแจ้งมามหาดไทยและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สั่งมาที่ผู้ว่าฯ สงสัยที่ดิน ซึ่งกรรมการสิทธิตรวจสอบแล้ว ได้มาซึ่งการละเมิดสิทธิชุมชนและกฎหมาย ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าถ้านักธุรกิจได้ซื้อที่ดินตามเอกสารสิทธิที่มีอยู่ทั่วไป แล้วเอาไปจำนองกับแบงก์เพื่อเอาเงินมาลงทุน วันนี้มีการตรวจสอบไปถึงแบงก์ด้วย  มันจึงเป็นเรื่องยากเวลาทำงานพัฒนาอะไร”

“มหาดไทยพูดมานานแล้วว่า การเป็นเผด็จการมันก็ไม่ดี การเป็นประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่นี้มันก็ไม่ดี เพราะมันสุดโต่งไปหมด ขัดกับหลักการพุทธศาสนาที่ให้เดินสายกลาง วันนี้มันสุดโต่งเพราะเรามีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสุดโต่งแต่คนของเราไม่พร้อม” ผู้ว่าฯปานชัยสรุป

 
     
 
 
     
 

ทุกปัญหามีทางออก ?

สำหรับข้อเสนอ กรณีปัญหาโรงถลุงเหล็ก ผู้ว่าฯปานชัย บอกว่า

“สิ่งที่จะทำต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้คนที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. หรือ สส.ให้เข้าใจในแนวเดียวกันแล้วช่วยกันผลักดัน ถ้าเราเห็นว่า ทุกภาคส่วนเห็นว่า ประจวบฯไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมหนักท่านก็ต้องผลักดันออกมาให้ชัดเจน แต่ถ้ามีนโยบายและคนส่วนใหญ่บอกควรทำ ก็ต้องถามว่า ทำแล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไรอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว ไปด้วยกันได้อย่างไร”

ทางออกประการสำคัญ ที่ทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากรัฐ-ชุมชน ยังคาราคาซังเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ ยังสร้างแอร์พอร์ตลิงค์ไม่เสร็จ ก็คือ การยังขาดกฎหมายประชามติ

“กฎหมายตัวนี้ต้องรีบออกเพราะจะเป็นกฎหมายที่หาข้อยุติของสังคม แล้วปัญหาที่จะตามมา ถามว่า ผู้มีส่วนร่วมในการลงประชามติคือ ใคร  สมมติโรงถลุงเหล็กของสหวิริยาที่จะสร้าง จะเป็นเฉพาะคนบางสะพาน หรือเฉพาะตำบลนั้นๆ หรือชาวประจวบฯทั้งมวล กฎหมายตัวนี้จะเป็นตัวหาทางออก เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับเวลาทำประชามติจะมีทั้ง Pro และ Con ก็ต้องหาเสียงแข่งกัน ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ต้องบอกไม่ดียังไร ฝ่ายเห็นด้วยก็ต้องไปบอกดีอย่างไร ก็ต้องมีหน่วยงานมาทำประชามติอีก จะเป็น กกต. หรือเปล่า แล้วจะต้องมาดูแลการห้ามซื้อเสียงอีก สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นในสังคมไทยข้างหน้า ไม่งั้นเราก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นแก่งเสือเต้น โปสแตส เหมืองเหล็ก เหมืองหิน”

การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยคงต้องเผชิญอีกหลายปัญหา ผู้ว่าฯปานชัยมองว่า ความขัดแย้งของมวลชนในปัญหาโรงถลุงเหล็กว่า

“ทุกอย่างมันคือปัญหา ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออก ความขัดแย้งก็ต้องหาข้อยุติ ในทางสังคมวิทยากล่าวไว้ว่า เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง ก็จะมีการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งไปสู่ข้อยุติใหม่ ที่เรียกว่า Conflict Theory คือ เมื่อเกิด Thesis ก็มี Anti Thesis และนำไปสู่ Synthesis คือการได้ข้อยุติ เมื่อได้ข้อยุติก็จะเกิด Thesis ใหม่อีก นี่คือสภาพสังคม ไม่มีใครหรอกครับที่เกิดมาลืมตาตอนเช้าแล้วไม่มีปัญหา คนที่ตื่นตอนเช้าได้ต้องมีปัญหาทุกคน แล้วเราก็มาแก้ปัญหากัน”

ผู้ว่าฯปานชัยฝาก “กองบรรณาธิการเสียงประชาคม” ถึงคนประจวบฯว่า


“การต่อต้านทำได้ แตกแยกได้ แต่อย่าปะทะกันจนบาดเจ็บ เราอย่าตกเป็นเหยื่อกันดีกว่า ผมฝากไว้ว่า พี่น้องชาวประจวบเราอย่าตกเป็นเหยื่อใคร เราต้องเชื่อมั่น ยืนอยู่บนขาของตัวเอง”
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

โลกทัศน์กว้างๆหน่อย
23 ส.ค. 2008, 16:24
พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมโรงถลุงเหล็ก ทำให้

อุตสาหกรรมเหล็กและคนประจวบยืนบนขาตัว

เองได้จริงหรือ...

อุตสาหกรรมเหล็กในไทยยังยืนบนขาตัวเอง

ไม่ได้ เพราะไม่มีแร่เหล็ก ถ่านหิน เทคโนโลยี

นำเข้าทั้งหมด


อุตสาหกรรมเหล็กที่ไม่สามารถยืนบนขาตัวเอง

ได้ แล้วยังดื้อเอามาสร้างในประจวบฯ ดู

แล้วจะมีแต่จะทำให้คนประจวบยืนบนขาตัวเอง

ไม่ได้..ง่อยรับทาน

*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats