นาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมากรพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เข้าร่วมสัมมนา "แผนลงทุนชายฝั่งทะเลตะวันตก : อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ" จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งจะทำให้เข้าใจภาพรวมของการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในประเทศ กองบรรณาธิการจึงขอนำมาเสนอ ณ ที่นี้
...อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นเป็นอนาคตของประเทศ ทำไมต้องเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก เพราะว่าวันนี้เหล็กของเรา ต้อง Import เข้ามา เรามีโรงงานผลิตเหล็ก แต่เป็นโรงงานผลิตเหล็กขั้นกลางกับขั้นปลาย เราไม่ได้ผลิตเหล็กขั้นต้น เหล็กที่เราผลิตนั้นก็เป็นเหล็กคุณภาพต่ำ อย่าเรียกว่าคุณภาพต่ำดีกว่า แต่มันไม่ใช่คุณภาพสูง คุณภาพกลาง-ต่ำ เพราะว่าส่วนใหญ่ เขาจะใช้เป็นเศษเหล็ก แล้วเอามาหลอม ๆ แล้วทำเป็น เหล็กแท่ง และเหล็กแบน แต่เหล็กประเภทนี้มักใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีเหล็กอีกจำนวนหนึ่งที่เราต้องนำเข้า แล้วเหล็กพวกนี้ใช้ในอุตสาหกรรมอะไร เหล็กพวกนี้ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร อาหารกระป๋อง ทำภาชนะบรรจุทั้งหลาย ที่ต้องการเหล็กคุณภาพ Supplier รายใหญ่ของเราก็คือ ญี่ปุ่น เพราะว่า ฐานการผลิตรถยนต์ของเราเป็นฐานการผลิตรถยี่ห้อของญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ก็มี Order อยู่แล้ว โตโยต้า ฮอนด้า มี Order จาก นิปปอนสตีล มีออเดอร์จาก เจเอฟสตีล
ทีนี้คำถามมีอยู่ว่า พออุตสาหกรรมรถยนต์เราขยายมาถึงตรงนี้ Scale ได้ ถามว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เคยใช้เหล็กคุณภาพต่ำคุณภาพกลาง อุตสาหกรรมก่อสร้างต้องการใช้เหล็กคุณภาพสูงไหม เค้าต้องการ เพราะอย่าลืมว่า วันนี้ ความเสี่ยงภัยของอาคารบ้านช่องต่างๆ มันมีมาก แผ่นดินไหวครั้งหนึ่งถามว่า ถ้าเหล็กคุณภาพไม่ดี ถามว่าเหล็กมันมีความยืดหยุ่น คาร์บอนต่ำ คาร์บอนสูง มันล้วนมีผลต่อคุณภาพสินค้า ฉะนั้นเหล็กคุณภาพสูงพวกนี้ก็จำเป็น ถ้า Scale มันได้ ก็มีความเหมาะสมที่จะตั้ง
แต่คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อ Scale ได้มันคุ้มที่จะลงทุนแต่เพียงด้านเดียว แต่มันมีอีกประเด็นก็คือว่า มันลดการพึ่งพา การนำเข้า แล้วมันก่อให้เกิดอะไร มันก่อให้เกิดการที่จะ Take Value added ในส่วนของเหล็กต้นน้ำ หมายความว่าเรา Take Value added หรือมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำได้ อาจจะมีคำถามว่า เหล็กต้นน้ำ สุดท้ายมันก็คือบริษัทต่างชาติ คนไทยก็จะได้เป็นแค่ Labor ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด แน่นอนที่สุดมันก็ต้องมีในเรื่องของการจ้างงาน แต่สิ่งที่จะได้มันก็คือว่า ในเรื่องของลดการพึ่งพา พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ อันที่สองก็คือว่าวัสดุของเราก็จะถูกลง ฉะนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปต้นทุนยานยนต์เขาก็จะได้เปรียบ อุตสาหกรรมก่อสร้างวัสดุก่อสร้างก็จะได้มีคุณภาพ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ภาชนะบรรจุทั้งหลายก็จะใช้เหล็กพวกนี้เป็นวัตถุดิบต่อไป ฉะนั้นก็เป็นคำถามที่ว่า เป็นเรื่องที่ว่าทำไมเราจะต้องมีเหล็กต้นน้ำ สมัยก่อนเราไม่พูดถึงอย่างนี้ก็เพราะว่า เราบอกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เตาะแตะ ไม่รู้จะไปหรือจะรอดนะฮะ แต่วันนี้มันชัดเจน
คอนเซปของการพัฒนาภาคใต้ จะต่างกับพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตรงที่ หนึ่ง ท่านจะเห็นว่า เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เราไม่ได้สร้างขึ้นมาทันที แต่เราเริ่มไปพร้อมกับในเรื่องของการเชิญชวนอุตสาหกรรม วันนี้เราอาจจะเอาเรื่องเหล็ก แล้วบังเอิญตรงที่ว่า ประจวบฯก็เป็นพื้นที่อันหนึ่งที่เราคิดไว้
แต่สิ่งที่เรามองคือว่า ถ้าการลงทุนในเรื่องของเหล็กมันไม่ชัดเจน ความจำเป็นที่รัฐจะไปทุ่มเงินสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน มันก็ไม่มี เราก็จะประหยัดเงินไป
แต่ถ้าหากความชัดเจนในเรื่องบริษัทที่มายื่นความจำนงว่าสนใจจะลงทุนมาตั้งโรงงานเหล็กต้นน้ำ ถ้าเค้าแสดงความจำนงชัดเจน มีแผนแน่นอน รัฐบาลก็ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในส่วนที่รัฐบาลควรจะรับผิดชอบ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กไม่ใช่ภาครัฐรับทั้งหมด เพราะว่าพื้นที่ในโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเค้าจะต้องใช้ท่าเรือ เพราะเหล็กต้นน้ำที่จะเกิดขึ้นนี่ เป็นเหล็กต้นน้ำที่ใช้สินแร่เหล็กจากต่างประเทศ และมี Supplier สินแร่เหล็กทั่วโลกอยู่ไม่กี่ประเทศ หลักๆก็มีบราซิล อินเดีย ออสเตรเลีย จีน Supplier ใหญ่จะมีออสเตรเลีย จีน บราซิล โรงงานที่มายื่นทั้งสี่โรงจะใช้ของออสเตรเลียทั้งหมด ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูว่าพื้นที่ภาคใต้นั้นน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม นี่เป็นแผนงานการดำเนินงานของสภาพัฒน์ว่าเราเตรียมการไว้อย่างไร
สิ่งที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ที่ผมเรียนคือว่าเราจะไม่เป็น Top-down แต่เราจะลงไปฟังความเห็นของชาวบ้านด้วยว่า คนภาคใต้เค้าอยากจะเห็นอะไรในภาคใต้ อยากเห็นความเจริญเติบโต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมอย่างไร สิ่งที่เราจะไปถามเป็นลักษณะคล้ายๆ opinion survey ซึ่งสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ รับไปทำเรื่องนี้ เราคงไปถามกันว่า เค้ามองอนาคตภาคใต้อย่างไร รายได้อย่างไร แล้วเค้ามองภาพของสิ่งที่มันเป็นปัจจัยที่มากำหนดชะตาชีวิตของภาคใต้อย่างไร
ที่ผมเรียนตรงนี้ก็คือว่า ถ้าเราไม่พัฒนา แล้วมาเลเซียพัฒนา คำถามมันเกิดขึ้นแน่ ว่า เขาจะใช้คนงานที่ไหน สินค้าเค้าจะขายให้ใคร ก็หนีไม่พ้นขายให้ประเทศไทย แล้วเราจะเป็น ผู้บริโภคอย่างเดียว หรือว่าเราจะส่งแรงงานเข้าไปทำงานที่มาเลเซีย กลับออกมา แล้วก็ซื้อสินค้ามาเลเซีย หรือว่าเราจะเป็นทางผ่านท่อน้ำมันให้กับมาเลเซียเพื่อส่งออก หรือว่าเราจะพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันของเราเองในพื้นที่ภาคใต้ อันนี้ก็เป็นคำถามที่เราจะลงไปถามสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้
ส่วนที่ทางเอดีบีร่วมกับสภาพัฒน์ร่วมกันทำอยู่ตอนนี้ ก็ให้มีที่ปรึกษาเข้ามาช่วยเหลือ คิดว่าประมาณเดือนกันยา ในเรื่องของ Study คงจะเสร็จ และคงรีบทำแผนเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
ในเบื้องต้นผลงานที่ได้มีการศึกษาไว้ก็มีการแบ่งพื้นที่ว่าจากที่ลงไปสำรวจแล้ว ก็คิดว่าน่าจะมีพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเป็นสามโซนด้วยกัน คือฝั่งอ่าวไทยมี ชุมพร สุราษฎร์ นครฯ พัทลุง ด้านตะวันตกในกลุ่มภาคใต้ก็จะมีห้าจังหวัด จริงๆแล้วประจวบฯ ต้องนำมารวมในกลุ่มพื้นที่ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย
สุดท้ายผมเรียนว่า เมื่อตอนต้นเราพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ วันนี้เรื่องของการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ตามนี่ สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงสองเรื่องคือ ชุมชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของเหล็กขณะนี้ ยังไม่ได้มีการอนุญาต
บีโอไอประกาศเชิญชวนผู้สนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น ให้แสดงความจำนงมา ตอนนี้ก็แสดงเจตจำนงมา มี Arcelor Mittal บริษัท Nippon Steel Coporation บริษัท JEF และบริษัท Baostell เป็น ข้อเสนอเบื้องต้นว่า สนใจส่วนใหญ่ที่เสนอมาอยู่ที่ 2.5 4 ล้านตันต่อปี เค้าต้องเสนอในเรื่องของเทคโนโลยีด้วย ซึ่งขณะนี้สภาพัฒน์ทำStudy เรื่องเหล็กเกือบเสร็จ ก็ต้องนำเสนอครม.
สภาพัฒน์รับมาสองเรื่องคือ พื้นที่ภาคใต้กับเรื่องอุตสาหกรรมเหล็ก ทำไมสภาพัฒน์ต้องรับเรื่องอุตสาหกรรมเหล็ก เพราะว่าถ้าเราไปดูในเรื่องของบีโอไอ บีโอไอเมื่อประกาศส่งเสริมปั๊บ บริษัทยื่นข้อเสนอ บีโอไอก็จะพิจารณาในเรื่องว่าอุตสาหกรรมที่ยื่นข้อเสนอมานั้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ มันมีผู้ผลิตหลายรายรึเปล่า มีการแข่งขันเพียงพอ หรือว่าถ้าผลิตออกมาแล้วเกินความต้องการ ล้นตลาดไหม เค้าก็จะดู
ประเด็นที่สองจะดูว่า สินค้านั้นผลิตเพื่อส่งออก หรือใช้ภายในประเทศ ถ้าใช้ในประเทศแล้วก่อให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ เค้าจะไม่ส่งเสริม
แต่บีโอไอกำลังนี้จะต้องดูในสองเงื่อนไข การมีส่วนร่วมและเรื่องของสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจะยื่น จะอนุมัติในเรื่องบัตรส่งเสริมทันทีไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ ครม. จึงให้สภาพัฒน์มาช่วยศึกษาว่าการส่งเสริมลงทุนเหล็ก อุตสาหกรรมเหล็กที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็เกือบเสร็จแล้ว
ประเด็นเรื่องเทคโนโลยี ประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราพูดกับสี่บริษัทที่มายื่น เราบอกว่าต้องมีข้อเสนอในเรื่องการอยู่ร่วมกับชุมชน ต้องมีข้อเสนอในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพาระเทคโนโลยีของเหล็กมันมีพัฒนาการมาตลอด
สิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นคือว่า จะอยู่กับชุมชนอย่างไร ประสบการณ์ที่เราศึกษาในอุตสาหกรรมเหล็ก กรณีของญี่ปุ่น มันมีหลายมาตรการ ในจีนก็มีข้อกำหนดเลยว่า โรงงานเหล็กนี่จะต้องมี Contributionให้กับสิ่งแวดล้อม ห้าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายของโรงงาน เป็นต้น กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ได้หมด แต่ถ้าหากเรามองว่า ถ้าเราต้องการเงินอย่างเดียว แต่ความสัมพันธ์นี่มันมากกว่าเอาเงินไปบริจาค บังคับให้บริจาค แล้วมันก็ไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีข้อเสนอในการที่จะดูแลชุมชน ผมว่ามันชัดเจนกว่า เช่น การเข้าไปดูแลสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ในส่วนที่เค้าต้องการเข้ามาเป็นแรงงานของโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอาชีวะ วิศวะ หรือในระดับต่างๆ อาจจะบอกว่าก็ให้เป็นทุนการศึกษา แต่ผมว่าไม่พอ เพราะวันนี้ในเรื่องของอีสเทิร์นซีบอร์ด มันก็มีบริษัทเอกชนทำงานร่วมกับอาชีวะ ในการที่จะให้มีโครงการฝึกอบรมร่วมกัน คนงานก็มาอบรมในเรื่องทฤษฎีกับอาชีวะ เสร็จแล้วทางรัฐบาลก็ให้งบประมาณเค้าไปส่วนหนึ่งให้มีโปรแกรมร่วมกัน อย่างนี้ถึงอยู่ร่วมกันได้ หรือว่าในกรณีของสุขอนามัย ก็เอาบทเรียนของอีสเทิร์นซีบอร์ดมาใช้ ฉะนั้นเรื่องของสุขอนามัย ก็คงไม่ใช่เพียงแต่ว่า ชั้นไม่รับผิดชอบ ชั้นให้เบิกค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เค้าจะต้องร่วมกับชุมชน ร่วมกับสถานีอนามัยของชุมชน.หรือโรงพยาบาล Contributionในเรื่องการทำวิจัยการดูแลผู้ป่วย การทำ Medical Treatment ให้กับคนในชุมชน ต้องถือว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แล้วเค้าต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มันถึงจะยั่งยืน ไม่ใช่เพียงมีเงินบริจาคแล้วจบ ไม่ใช่ อย่างนั้น
ถาม : อุตสาหกรรมบริษัทที่สนใจจะลงทุน เราจะมีข้อสรุปให้เมื่อไหร่ และพื้นที่ จ.ประจวบฯ ที่มีปัญหาในเฟสหนึ่ง จะนำมาเป็นเรื่องพิจารณาไหม
ตอบ : คือตอนนี้อย่างที่เรียนไป การที่เราลงไปสำรวจ เรากำหนดพื้นที่เบื้องต้น เพราะมันสัมพันธ์กับเรื่องร่องน้ำ สิ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กต้องการก็คือว่า มันต้องมีท่าเรือของเขาเองที่จะรับวัตถุดิบของเขามา มันก็ไม่ควรที่จะไกล ควรที่จะใกล้ชายฝั่งมากที่สุด ที่เราไปดูก็จะมีที่ชุมพร ประจวบฯ ไม่ได้ดู เพราะประจวบฯ ชัดเจนอยู่แล้วว่าน่าจะสามารถทำได้ ไปดูที่ชุมพร สุราษฎร์ฯ และก็ตรัง ปรากฏว่าเปรียบเทียบดูแล้ว ชุมพรใกล้ที่สุดก็ประมาณ 1 กิโลเมตร ร่องน้ำประมาณ 20 เมตร อยู่ห่างฝั่งก็ประมาณ 1 กิโลเมตร ที่สุราษฎร์ฯ กับที่นครฯ ที่ดอนสัก กับ..อะไรอีกที่ ที่นครฯ ค่อนข้างไกล ๆ ฉะนั้นที่ตรงนั้นจึงคิดว่า ไม่น่าจะเหมาะสม จึงคิดว่าเป็นชุมพรกับประจวบฯ คำถามอยู่ที่ว่า ประจวบฯ ก็มีกรณีอยู่แล้ว ผมคิดว่าในแง่ภายภาพเราแยกกัน ความเหมาะสมในพื้นที่ มันเหมาะสมหรือไม่ แต่ส่วนวิธีการที่ว่า จะลงทุนหรือไม่ ตรงนั้น จะกำหนดเขตพื้นที่ที่จะเข้าไปตรงนั้น เป็นอีกขบวนการ คงไม่เกี่ยวกันทั้งหมด ก็ต้อง ๆ ถามว่าในกรณีที่ประจวบฯ นั้น วิธีการเขาทำยังไงถึงได้เกิดปัญหานี้ เพราะอาจจะไม่ได้เริ่มดำเนินการให้ข้อมูล ศึกษาให้รอบคอบ หรืออาจจะมีในเรื่องของการจัดหาพื้นที่ ไม่ค่อยถูกต้องหรือไปกินพื้นที่ที่เป็นป่าชายเลน อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นมันต้อง กำหนดพื้นที่เบื้องต้นของจังหวัด ที่บอกว่า Detail Designed จะต้องลงไปดูอีกว่าในบริเวณจังหวัดทั้งจังหวัด ที่ไปดู ที่ชุมพร เช่นว่า ตรงนี้พื้นที่ตรงไหนไปทับซ้อนกับพื้นที่ของ สปก. หรือพื้นที่ป่าสงวน ตรงไหนที่จะจัดได้ ต้องไปดูกันอีกที
แต่ที่ถามว่าเมื่อไหร่จะให้คำตอบ มันก็เกี่ยวพันกับที่ว่าวิธีการจัดการเรื่องนี้จะทำยังไง ก็มี 2 วิธี วิธีที่หนึ่งก็คือว่า เมื่อเรากำหนดอย่างนี้ ก็บอกบริษัทไป บีโอไอก็แจ้งบริษัทว่า มีอยู่สองพื้นที่ ที่ประจวบฯ กับ ที่กุยบุรี เขาก็ลงไปดูพื้นที่ได้ นี่คือเป็นIndividual
กับอันที่สองก็คือว่า ถ้าหากไม่ให้มีปัญหา ภาครัฐลงไปช่วยจัดการได้ไหม ภาครัฐลงไปช่วยจัดการทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา ก็จะไปอยู่ที่ว่า เรื่องนี้ก็ต้อง ไปดูพื้นที่ในรายละเอียดว่า จะกันพื้นที่ตรงไหน จะไปซื้อพื้นที่ยังไง ก็จะมีสองรูปแบบ แบบที่หนึ่งก็คือแบบที่เกิดอยู่ในบางสะพาน พอได้รับบีโอไอปั๊บ ซื้อที่เลยไม่สนใจ ซื้อที่แล้วก็จะสร้างโรงงานเลย แต่อีกวิธีหนึ่งก็คือว่า ให้หน่วยงานรัฐจัดการได้ไหม ลงไปดูว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหน แล้วก็ให้กระทบชาวบ้านน้อยที่สุด แต่เรายังไม่รู้หรอกว่า มันมีประเด็นไหนที่ต้องดู ถ้าเป็นพื้นที่ สปก. ต้องขอคืนก่อน หรือเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ เลี่ยงได้มั้ย
ถาม : แล้วพื้นที่ใช้ประมาณกี่ไร่
ตอบ : ที่สี่บริษัทที่เขาเสนอมา สูงสุดก็ 5,000 ไร่ต่อโรงงาน ต่อบริษัท บางราย เขาก็ขอ 4000 เท่านั้นเอง
ถาม : หมายถึงว่าสี่บริษัทนี้ ถ้าเราได้พื้นที่ ได้อะไรแล้ว เค้าพร้อมที่จะลงทุนทันทีเลยใช่ไหม
ตอบ : คือเค้าก็รอฟังว่า เราจะให้เขาลงตรงไหน ถ้าสมมุติว่า เรามีพื้นที่กว้างๆ นะฮะ เขาก็ต้องลงไปดู ไปสำรวจพื้นที่ ที่เราบอกว่าพื้นที่เหมาะสม เหมาะสมอย่างไร ในมุมมองของเค้า เช่นเราบอกว่าท่าเรือที่จะสร้างห่างชายฝั่ง 1 กิโล มันห่างเท่านั้นจริงหรือไม่ แล้วมันมีความยาวมากน้อยแค่ไหน หมายความว่าพื้นที่ชายฝั่งมันยาวมากน้อยแค่ไหน ตัวเขาเองต้องการใช้หน้ากว้างเท่าไหร่สมมุตินะ เขาก็ต้องลงไปดูตรงนี้ แล้วเขาต้องลงไปดูว่าในเรื่องของที่ดิน ถ้าเป็นที่ดินเอกชน เขาก็จะต้องใช้ประมาณเท่าไหร่ เป็นที่ของใคร เรื่องที่ตรงนี้ เขาอาจจะไม่ทราบ หน่วยงานของเราจะต้องเข้าไปดูให้เขา ถ้า Assume อย่างลงทุนแบบทั่วๆ ไปก็คือว่า เมื่อได้บัตรส่งเสริม เมื่อได้รู้รายละเอียดว่าอยู่บริเวณนี้นะ ก็ไปซื้อที่เลย
ถาม : แต่เรื่องท่าเรือยังไม่ได้มีการศึกษา
ตอบ: ท่าเรือก็ต้องมีการศึกษา พร้อมกับของเค้า
ถาม : แต่เป็นท่าเรือของเอกชน
ตอบ : ส่วนใหญ่จะเป็นท่าเรือของโรงงานเค้าเลย เพราะว่าปกติพวกนี้มันต้อง หมายความว่าเรือเข้าตลอดอาจจะเป็นโรงละท่า หรือ common 4โรง 4 ท่า หรืออาจจะเป็น 4โรง 1 ท่า ซึ่งก็จะอยู่ในขั้นรายละเอียด
ถาม : 4 โรงงานนี่มันตั้ง 16 ล้านตันต่อปี มันไม่เยอะไปหรือคะ มัน over ไปหรือเปล่า กับการที่จะต้องใช้พื้นที่มหาศาล และก็ผลิตเหล็กซึ่งส่วนป้อนโรงงานรถยนต์ มันก็ไม่เท่าไหร่ไม่ใช่หรือ
ตอบ : คือตรงนี้ไม่ได้มองเฉพาะ supply อุตสาหกรรมในประเทศ มองไปถึงการ export ด้วย เพราะว่าในย่านนี้ ยกเว้นเรา import จากญี่ปุ่นแล้วในย่านนี้ไม่มีโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำเลย ก็มีเพียงที่ เวียดนามเค้าก็สนใจอยากจะให้มีโรงงานเหล็กของเค้า แต่ถามว่าถ้าโรงงานเหล็กต้นน้ำไปอยู่ที่เวียดนามถามว่า consumption ของเค้า ตัวเค้าบริโภคเอง มีไหม ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเค้าต้องคุ้มครองอย่างหนัก และทำเพื่อส่งออกอย่างเดียว เหมือนสมัยก่อนที่เราทำส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก แต่อุตสาหกรรมส่งออกในกรณีของเหล็ก คนใช้มันมีไม่กี่ราย แต่ถ้าเราส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออก เช่นพวกสิ่งทอ มันส่งได้ทั่วโลก และ scale มันต้องใหญ่ ถ้าเวียดนามเค้าตัดสินใจในเรื่องให้โรงงานเหล็กต้นน้ำ แน่นอนก็ต้องถามว่าเค้าจะขายให้ประเทศไทยหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าใครเป็นคนลงทุนให้กับเวียดนาม ถ้าเป็น Nippon Steel ไปลงทุนที่เวียดนาม โตโยต้าอาจจะ order จากเวียดนามใกล้กว่า แต่ถามว่าวันนี้โตโยต้า order เค้าอยู่ที่ Nippon Steel แต่ถ้าโรงงานที่ไปลงทุนในเวียดนามไม่ใช่ Nippon Steel เค้าก็อาจจะไม่ order เพราะเรายัง order จากญี่ปุ่นอยู่ ถามว่าเค้าสนใจไหม Nippon Steel เค้าสนใจเพราะลูกค้าเค้าก็อยู่ตรงนี้
ถาม : จริงๆเราทำ FTA กับญี่ปุ่นแล้ว
ตอบ : อันนี้ได้ประโยชน์เลย
ถาม : ได้ประโยชน์แล้ว เราก็ไม่เห็นต้องสร้าง มันจะคุ้มด้านสิ่งแวดล้อมหรือคะ
ตอบ : อย่างที่ผมเรียน ก็ต้องไปดู ถามว่าตรงนี้เราจะได้ benefit ตรงไหน economically เราคงได้ เพราะว่าโรงงาน consumer ของเรามันไม่ใช่เฉพาะโรงงานรถยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้างเราก็ใช้เหล็กด้วย อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง พวกที่เป็นภาชนะบรรจุทั้งหลายใช้เหล็กด้วย คำถามอยู่ที่ว่า อย่างนั้นเราก็ทำเหมือนเดิมก็ได้ ก็สั่งซื้อเหล็กจากทั่วโลกมา
ถาม: มันมีสัดส่วนไหมว่า หยั่งตัวเลขการลงทุน ถ้าเรา 4 หมื่นล้าน หรือ 4 แสนล้านตัน ผลตอบแทนที่ได้กลับมาประเทศไทยกับอุตสาหกรรมเหล็กที่เราพยายามส่งเสริมให้ไปลงทุนในภาคใต
ตอบ : อย่างที่พูดกันก็คือว่า หนึ่งเราประหยัดในเรื่องของ foreign exchange ส่วนหนึ่ง การที่นำเข้าในเรื่องของเหล็กต้นน้ำ คำถามก็อาจจะบอกว่า เอ๊ะ มันก็ไม่เห็นเซฟนี่ ถึงยังไงก็ต้อง import แร่เหล็กอยู่ดี แต่ว่า value ที่มันจะเกิดจากเอาแร่มาแปรรูปขึ้นมามันมากมหาศาล ตรงนี้มันอยู่ในประเทศ เราคงไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมพวกนี้ แน่นอนที่สุดถ้าเค้าเป็นบริษัทต่างชาติ แน่นอนกำไรส่วนหนึ่งก็อาจจะเอากลับแต่กำไรอีกส่วนหนึ่งก็จะก่อให้เกิดในเรื่องของการลงทุนต่อ อีกอันหนึ่งที่คิดว่าวันนี้จะพูดในแง่ของการมีโรงงานเสร็จแล้ว เราไม่ได้พูดถึงเรื่องของการมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรืออุตสาหกรรมที่มันจะเจริญเติบโตในพื้นที่ มันก็ต้องมี service activity เข้ามา ชุมชนก็ต้องมีสร้างรีสอร์ท ที่พัก หรือว่าอุตสาหกรรมการบริการก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าไปทำงานโรงงาน
้
|