ต้องยอมรับว่าคนให้กำเนิด ทีวีสาธารณะ หรือ ไทยพีบีเอส ในวันนี้ คือ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.สายสื่อ ที่โดดเด่น คือ สมชาย แสวงการ มีทีมมันสมองจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นแบ็คอัพ และน่าเชื่อว่า เทพชัย หย่อง เองก็มีส่วนร่วมมาแต่ต้น
การเข้ามาของเทพชัย จึงเข้าทางการวิเคราะห์จากอดีตพนักงานไอทีวี หรือ ทีไอทีวี ว่า การยึดไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ ไทย พีบีเอส นั้น เป็นการสางแค้นที่มีต่อกลุ่มทุนชิน คอร์ป
สมชาย ซึ่งเป็นกลจักรขับเคลื่อนสำคัญในเรื่องนี้ เคยเขียนบทความ จาก ไอทีวี สู่ ทีวีสาธารณะ ถึงเวลา ประชาสังคม เคลื่อนขบวนระบุตอนหนึ่งว่า
ในแวดวงคนทำสื่อ นักวิชาการ หลายท่านพยายามหาทางออกและได้ทำหน้าที่ในเชิงวิชาการ ผลักดันการจัดตั้ง ทีวีสาธารณะ มาร่วมๆ ๑๐ ปี เพื่อเปิดพื้นที่ข่าวสารให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวดีมักไม่เป็นข่าว ทั้งๆที่ ข่าวดีจะต้องเป็นข่าว และจะต้องได้รับการพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องราวจากทุกภาคส่วนกระทั่งซอกหลืบในทุกพื้นที่ประเทศไทยต้องได้รับนำเสนอ สังคมจะต้องได้เรียนรู้อัตลักษณ์ของผู้คน กลุ่มคนที่หลากหลาย ไม่ใช่ลำพังเฉพาะการบริโภคข่าวสารจากส่วนกลาง และเอามาตรฐานจากส่วนกลางไปกำหนดคนชนบท
เทพชัย หย่อง ในฐานะผู้อำนวยการไทยพีบีเอส เคยพูดเหมือนกันว่า แต่เป็นการพูดในช่วงที่ต้องปะทะกับอดีตพนักงานทีไอทีวีว่า ทำไมคนชนบท ต้องดูแต่ข่าวของคนกรุงเทพฯ
แต่เอาเข้าจริง เทพชัยในฐานะกุมบังเหียนก็ยังทำให้ ข่าวของไทยพีบีเอส เป็นข่าวของคนกรุงเทพฯเหมือนเดิม คนต่างจังหวัดยังถูกยัดเยียดให้ดูข่าวการประกาศผลรางวัลออสก้า ถูกยัดเยียดให้ดูข่าวปิงปองที่นักการเมืองด่ากันไปด่ากันมา
ยังไม่ต้องพูดถึง การใช้บุคลากร ที่ไม่แน่ใจว่า มีหลักเกณฑ์ใดพิจารณา แต่ที่แน่ๆคนที่เป็นแกนนำอดีตพนักงานทีไอทีวีในระดับ ฮาร์ดคอร์ ไม่ได้รับเลือกให้เข้าทำงาน แต่ขณะเดียวกันก็ได้เห็นบุคลากรในเครือข่ายของเทพชัยกลับมาเป็นมือเป็นไม้
ความจริงเรื่องนี้ มีข้อมูลวงในเคยพูดไว้ในช่วงที่กำลังผลักดันร่าง พรบ.ทีวีสาธารณะเหมือนกันว่า ควรโล๊ะพนักงานทีไอทีวีทั้งแผง เพราะอาจมีปัญหาในเรื่องวัฒนธรรมการทำงานเนื่องจากแนวคิดของทีวีสาธารณะ ต่างจากการเป็นสถานีข่าวเหมือนที่อดีตพนักงานกลุ่มนี้คุ้นชิน แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้รับนำมาพิจารณาปฏิบัติ และรูปการณ์ก็ดูท่าว่า อดีตพนักงานทีไอทีวีซึ่งเทพชัยรับเข้ามาทำงานจะยกทีมออกเพื่อไปอยู่ช่อง ๑๑ ยุคปรับปรุงใหม่ หรือ โมเดิร์น อีเลฟเว่น
เข้าใจว่าน่าจะสร้างภาวะระส่ำระสายให้กับไทยพีบีเอส อีกพอสมควร
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาประเด็นสำคัญมากกว่า ก็คือ อะไรทำให้เทพชัยและทีมงาน ไม่สามารถผลักดัน ให้ทีวีสาธารณะเดินไปสู่เจตนารมณ์ของผู้ผลักดัน
เรื่องนี้ความจริงมีคำตอบอยู่ในบทความชิ้นเดียวกันของสมชาย ที่เขาระบุว่า เงินจึงไม่ใช่ปัญหาในการจัดตั้งทีวีสาธารณะ เพราะการสร้าง ภูมิปัญญาให้แก่ผู้คนในสังคม เป็นมูลค่าที่ไม่อาจประเมินได้ ปัญหาอยู่ที่ ระบบคิดในการเปิดพื้นที่ข่าวสารให้กับประชาชนซึ่งมักไม่มีโอกาสในการเข้าถึงมากกว่า
สมชาย ตั้งคำถามถึงระบบคิดของรัฐว่า มีระบบคิดเกื้อหนุนหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับภาคประชาสังคม ที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ทีวีสาธารณะ มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน
ยืนยันว่า ความอยู่ยั่งยืนยงของ ทีวีสาธารณะ ขึ้นกับภาคประชาสังคม ไม่ใช่นักการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มทุนต่างๆ ซึ่งถึงที่สุดก็หนีไม่พ้นกับดักความคิด กับดักเชิงโครงสร้าง ปัญหาไอทีวี อาจถือเป็นโอกาสแห่งวิกฤติที่ภาคประชาสังคมจะเข้ามาขับเคลื่อน สร้างสื่อสาธารณะให้เกิดเป็นรูปธรรม
ในกรณีนี้กล่าวได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงเป็นปัญหาการติดกับดักความคิดซึ่งเป็นเชิงโครงสร้างทางความคิดของสื่อที่ได้รับอิทธิจากแนวคิดตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เทพชัย เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเท่านั้น แต่สื่อที่มีความคิดแบบนี้กระจายอยู่แทบจะทุกองค์กร โดยเฉพาะเมื่อเขาเหล่านั้นปัจจุบันเริ่มขยับขึ้นจากนักข่าวสนาม เป็นระดับบรรณาธิการที่มีอำนาจในการตัดสินใจนำเสนอข่าว
ความคิดลูกผสมของสื่อมวลชนกลุ่มนี้ เป็นผลผลิตของแนวคิดตะวันตกในยุคเปลี่ยนผ่านเป็นประเทศมหาอำนาจที่ผูกขาด ความถูกต้องไปทั่วโลกโดยไม่เคยตั้งคำถามว่า ความมั่งคั่งในทุกด้านนั้นมาจากการปล้นสะดมภ์แผ่นดินและทรัพยากรของคนที่อ่อนแอกว่ากี่มากน้อยอย่างไร
สื่อมวลชนกลุ่มนี้จะพูดถึงประชาธิปไตยในพม่าด้วยภาษาเดียวกับ จอร์จ บุช พูดถึงปัญหาไฟใต้ด้วยทัศนะที่มองรัฐเป็นผู้กระทำ มองการเมืองในประเทศว่า ต่ำช้า ยากเยียวยา มองความขัดแย้งระหว่างโรงถลุงเหล็กที่บางสะพานกับชาวบ้านด้วยทัศนะโรแมนติค มอง ทุน-รัฐ เป็นขั้วตรงข้ามกับชาวบ้าน (ไทยพีบีเอสใช้ความสำคัญกับปัญหาโรงถลุงเหล็กเป็นประเด็นสำคัญในการเปิดตัวสถานีโดยหวังเป็นเวทีสาธารณะในการแก้ปัญหาแต่ไม่สามารถบริหารประเด็นข่าวเพื่อการหาทางออกได้) กระทั่งพูดถึงคนยากคนจนด้วยท่าทีตื่นเต้น ทั้งๆที่มันเป็นปกติวิถีชีวิตดำเนินมาเป็นร้อยๆปี ความคิดแบบชนชั้นกลางไร้เดียงสาที่มองจากข้างบน โดยตัวของมันเองทำให้ไม่สามารถต่อติดกับภาคประชาสังคมและในความเป็นจริงก็ไม่เอื้อต่อการเปิดรับศักยภาพของประชาสังคมได้อย่างแท้จริง
เมื่อประเมินในเชิงวิชาการ บางทีความคิดทวนกระแสของนักวิชาการอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่แสดงอาการ อยากอ๊วก อาจเป็นตัวแทนของคนหลายคนในสังคมนี้ก็ได้ เมื่อเจอคำตอบของเทพชัยในคราวสัมภาษณ์สมัคร สุนทรเวช เรื่องปัญหา 6 ตุลาฯ แล้วเทพชัยตอบโต้สมัครว่า
"But my principles have remained the same." ("แต่หลักการของผมเหมือนเดิม")
บทความนี่อาจเป็นคำเฉลย ความหมายหลักการของเทพชัย ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไม ไทยพีบีเอส จึงไปไม่ถึงเจตนารมณ์ของคนที่ผลักดันเรื่องนี้มาแต่ต้น
|