 |
| |
4 ปีครึ่งไฟใต้ : ความล้มเหลวนโยบายคุมพื้นที่สีแดง |
|
| |
8 ก.ย. 51 |
|
| |
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
|
|
| |
|
|
| |
ปี 6 เดือน ของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ 8.178 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวม 3,071 ราย บาดเจ็บ 4,986 ราย กล่าวโดยรวม ในรอบ 54 เดือนที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันสูงถึง 8,057 ราย
ความถี่ของความรุนแรงดูเหมือนจะลดระดับลงอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นผลพวงจากยุทธการ พิทักษ์แดนใต้' มาตรการที่เน้นงานการทหาร ด้วยการว่า "ปิดล้อม ตรวจค้นและจับกุม" ผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากยุทธการนี้คือ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เคยเกิดขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 200 ครั้ง ในช่วงต้นปี 2550 ลดลงเหลือ 114 ครั้งในเดือนกันยายน และ 93 ครั้งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน
ในแง่ของนโยบายสาธารณะ ปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจจะถือได้ว่าเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของนโยบายทางการทหาร
แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความรุนแรงในภาพรวมหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องทำการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบต่อไป
แนวโน้มเหตุการณ์ความรุนแรง ... ลดลง ? |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดยะลา นราธิวาสและปัตตานี และ 4 อำเภอของสงขลา ในรอบ 54 เดือน (มกราคม 2547-มิถุนายน 2551) |
|
| |
|
|
| |
ผลจากการกดดันด้วยมาตรการทางการทหารที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 เป็นการ "เปลี่ยนระดับความรุนแรง" ในลักษณะคล้ายลดลงของขั้นบันได ระดับของความรุนแรงลดต่ำลงจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน 2551
สิ่งที่ควรสังเกตด้วยก็คือ ลักษณะแบบแผนการก่อเหตุที่เป็นคลื่นสูงต่ำในแต่ละช่วงเวลาของปี ดูคล้ายกับวงจรหรือคลื่นของการก่อความรุนแรง (Cycles of Violence) ในห้วงเวลา 12 เดือน จะเห็นได้ว่าในเวลา 4 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่ยอดรวมของการก่อความรุนแรงสูงที่สุด ถึง 931 ครั้ง รองลงมาคือเดือนเมษายน มีเหตุการณ์ 860 ครั้ง ตามมาเป็นลำดับสามคือเดือนมีนาคม 825 ครั้ง ลำดับที่สี่คือเดือนสิงหาคม 791 ครั้ง
กล่าวโดยรวม จะเห็นได้ว่ายอดสูงของเหตุการณ์ความไม่สงบ มักจะเกิดมากในช่วงครึ่งแรกของปี โดยมีความรุนแรงสูงที่สุดในเดือนมิถุนายน ส่วนในครึ่งหลังของปี เดือนที่น่าจับตามองคือเดือนสิงหาคมและเดือนพฤศจิกายนซึ่งมักจะเกิดเหตุถี่สูงขึ้น |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
เหตุการณ์ลดลง ความสูญเสียคงที่
ประเด็นต่อมาที่จะต้องพิจารณาก็คือ ความมุ่งหมายของการดำเนินนโยบายของรัฐก็เพื่อลดหรือยุติความรุนแรงอย่างยั่งยืน สถาปนาสันติภาพและความสงบสุขในพื้นที่ แต่การระดมพลังทางการทหารและการปิดล้อมตรวจค้น จับกุมผู้ต้องสงสัยขนานใหญ่ เป็นการปฏิบัติการกดดันทางนโยบายอย่างแรง (crackdown policy) จะทำให้ความรุนแรงลดลงจริงหรือไม่ และทำให้ชีวิตของประชาชนมีความสงบสุขจริงหรือไม่? คำตอบอยู่ที่ผลกระทบของมาตรการดังกล่าว ต่อการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ (casualties) อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองทางสถิติ แสดงให้เห็นว่า ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2547 ก็คือ "ระดับความถี่ของเหตุการณ์ความรุนแรงรายเดือน ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนผู้ตาย และบาดเจ็บ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน" กล่าวในอีกแง่หนึ่ง ความรุนแรงและการบาดเจ็บล้มตาย ที่เกิดตามมาเป็นกระบวนการที่ไร้ระเบียบแบบแผน (random process) ในทางสถิติ เราจึงไม่อาจจะเอาจำนวนครั้ง ของการก่อเหตุความไม่สงบมาทำนายจำนวนผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตของเหตุการณ์ดังกล่าวได้
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีทั้งการยิงรายวัน การวางระเบิดและการวางเพลิง และการก่อเหตุที่ไม่เกี่ยวกับเหยื่อที่เป็นตัวบุคคล เช่นการโปรยตะปูเรือใบ การพ่นสีตามป้ายจราจรหรือการทำลายเสาไฟฟ้า นอกจากนี้การใช้ระเบิดก็ยังมีขนาดน้ำหนักไม่มากและเป้าหมายก็ไม่ใช่ที่ชุมชนที่มีคนอยู่หนาแน่น การตายและบาดเจ็บที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากปฏิบัติการยิงรายวันซึ่งเป้าหมายอยู่ที่พลเรือนและประชาชน
การที่จำนวนการโจมตีก่อเหตุ ไม่มีความสัมพันธ์กับการตายและบาดเจ็บ อาจจะสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในช่วงแรกดูเหมือนว่าเหตุการณ์มีความรุนแรง แต่โดยภาพรวม ก็ใช่ว่าปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากนัก อาจจะเป็นไปได้ว่าการก่อเหตุมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งข่าวสารทางการเมือง หรือสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ ในการต่อต้านอำนาจรัฐและสร้างความรู้สึกปฏิปักษ์ต่อรัฐมากกว่า
นอกจากนี้แล้วสภาพดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ อาจจะมีหลายกลุ่มที่มีเป้าหมายปฏิบัติการ ที่ไม่เหมือนกัน บางกลุ่มต้องการให้เกิดการตาย และบาดเจ็บมาก และบางกลุ่มก็อาจจะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียมาก
สถิติที่น่าสนใจก็คือว่า ตั้งแต่ปี 2547-2551 (เดือนมิถุนายน) เหยื่อของความรุนแรง ทั้งตายและบาดเจ็บจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 63 เป็นราษฎรหรือพลเรือนผู้ประกอบอาชีพปกติ รองลงมาคือทหาร ร้อยละ 12 และตำรวจ ร้อยละ 10 นอกจากนี้แล้วจะเป็น ราษฎรอาสาสมัคร ชรบ.ข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน
การที่เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นราษฎรหรือสามัญชน สะท้อนให้เห็นยุทธวิธีของการก่อเหตุ ที่เป็นสงครามแบบใหม่ ซึ่งมุ่งสร้างความหวาดกลัว และความเกลียดชังในหมู่ประชาชน
แต่ประเด็นก็คือ เราจะประเมินผลของปฏิบัติการของฝ่ายรัฐอย่างไร ?
ผลของการระดมสรรพกำลังทางทหารและตำรวจ ปิดล้อม ตรวจค้น ควบคุมพื้นที่ความรุนแรง ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็น่าจะทำให้จำนวนเหยื่อความสูญเสียลดลงด้วย แต่เมื่อเปรียบเทียบอัตราการตายและบาดเจ็บ (casualties) ทั้งก่อนและหลังเดือนกรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มปฏิบัติการของฝ่ายทหาร (intervention) แบบจำลองทางสถิติสะท้อนให้เห็นว่า "การปฏิบัติการแทรกแซงทางนโยบายไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการตายและบาดเจ็บอย่างมีนัยสำคัญ"
กล่าวในอีกแง่หนึ่ง จำนวนการตายและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือน ตั้งแต่มกราคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2551 ยังคงมีระดับสูงต่ำ ขึ้นๆลงๆ ในอัตราคงที่ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางลดลงแต่อย่างใด แม้จะมีปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมอย่างหนัก ภายใต้อำนาจตามพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก แสดงให้เห็นว่า นโยบายการปิดล้อมตรวจค้นฯ ยังไม่สามารถลดระดับความสูญเสีย และผลกระทบต่อชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบ |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ (Casualties) รายเดือน ระหว่างเดือนมกราคม 2547-มิถุนายน 2551
|
|
| |
|
|
| |
อัตราการเสียชีวิตรายเดือนจากความไม่สงบ ระหว่างเดือนมกราคม 2547-มิถุนายน 2551 |
|
| |
|
|
| |
อาจจะตีความได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง เป็นความรุนแรงในเชิงคุณภาพ เป้าหมายชัดขึ้น การก่อเหตุแต่ละครั้งจึงทำให้มีการตายและบาดเจ็บมากขึ้น อย่างดีที่สุดที่มาตรการทางทหารจะทำได้ก็คือจำกัดขอบเขตของการสูญเสียไม่ให้มากเกินไป หรือไม่ก็ป้องกันมิให้แนวโน้มความรุนแรงสูญเสียขยายตัวไปมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนควบคุมไม่ได้
การวิเคราะห์ดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า ปมปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องยอมรับว่าความพยายามของรัฐเพื่อลดความรุนแรงโดยทุ่มกำลังกดการก่อเหตุความไม่สงบ ได้ผลจริงๆ ในแง่ของการลดจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ปัญหาก็คือ นโยบายดังกล่าวยังไม่สามารถลดหรือเปลี่ยนแปลงจำนวนการสูญเสียในด้านชีวิตของผู้คน ความรุนแรงซึ่งในระยะหลังมีแนวโน้มว่ามีความลึกเชิงคุณภาพ
ดังนั้น บทเรียนก็คือการจัดการความขัดแย้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้วิธีการง่ายๆ ยังไม่มีสูตรสำเร็จรูปในการดำเนินการ แม้ในทางการทหารจะมีความพยายามอย่างมาก แต่ผลพวงที่ได้มาก็ยังไม่ได้อย่างเต็มที่ ความรุนแรงลดลงเชิงปริมาณแต่ไม่ใช่เชิงคุณภาพ คำตอบน่าจะอยู่ที่การดำเนินการแก้ปัญหาในหลายแนวรบ หลายยุทธศาสตร์ยุทธวิธี
การแก้ปัญหาความไม่สงบโดยองค์รวมจะใช้วิธีง่ายๆและลักไก่กันไม่ได้ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากและเกิดผลกระทบกับหลายฝ่าย สิ่งที่จะต้องสนใจก็คือการคำนึงถึงปัญหาพื้นฐาน (fundamentals) หรือพิจารณาปัญหาทั้งหมดในเชิงโครงสร้าง
เพราะฉะนั้นมาตรการการทหารจะได้ผล ต้องมีการต่อยอดด้วยงานการเมือง งานด้านวัฒนธรรม การอำนวยยุติธรรม และการพัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นในแนวระนาบเดียวกัน และช่วยกันทำจากหลายฝ่าย ระบบการจัดการความขัดแย้งทุกด้านจะต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กัน การจัดการความรุนแรงจึงจะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล การสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนจึงจะบังเกิดขึ้นได้ในที่สุด
คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดเอกาสารฉบับเต็ม
|
|
| |
จาก ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ |
|
| |
|
|
| |
จำนวน
ครั้งที่แสดง |
|
| |
แสดงความคิดเห็น
มอ ออ บอ
20 พฤ.ย. 2008, 18:18
เขาเปลี่ยนแนวมาบอมบ์พวกม๊อบทั้งหลายแหล่ในกรุงเทพฯแล้วนะ
|
|
| |
|
|