ภัยคุกคามที่ชายแดนใต้
ฟังอีกมุมกับเรื่องร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ผมมี 30 คดีติดตัว”
 
 
8 ส.ค. 51
 
 
 
 

ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันอย่างกว้างขวาง ขั้นสูงสุด คือ การทำร้ายร่างกายจนถึงชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส ที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีผู้คนมากมายหลายชีวิต ที่ถูกคุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับชายหนุ่มแห่งอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีคนนี้


ชายผู้นี้ ไม่พร้อมที่จะเปิดเผยชื่อและที่อยู่ ด้วยเหตุยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับตัวเขา ทำให้เขาตัดสินใจนำเรื่องราวของตัวเอง มาบอกเล่าให้บันทึกไว้ ก่อนที่ภัยคุกคามขั้นสูงสุดจะมาถึงตัว ด้วยเพราะมีคำเตือนมาแล้วจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสายความมั่นคง ที่มาพร้อมกับคำปลอบใจ แม้จะไม่กี่คำก็ตาม...

“มึงโชคดีนะ ไม่งั้นเสร็จ!”

เรื่องราวทั้งหมด เริ่มจากการที่เขาเข้าไปเป็นกรรมการมัสยิดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในตำแหน่งโต๊ะคอเต็บ หรือผู้บรรยายธรรม

“ปัญหาเริ่มต้นจากผมได้ทำเรื่องของงบประมาณ เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของมัสยิด จากองค์กรปกครองท้องถิ่นในระดับพื้นที่ แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ผมจึงร้องเรียนไปยังว่าที่ ร.ต.อาทิตย์ บุญญโสพัฒน์ นายอำเภอหนองจิก ขอให้สั่งให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอนุมัติให้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับ แม้นายอำเภอจะสั่งมาแล้วก็ตาม”

นั่นคือ ชนวนเหตุของความขัดแย้ง ระหว่างเขากับนักการเมืองท้องถิ่นระดับผู้บริหารสูงสุดของที่นั่น

“อันที่จริงครอบครัวผมกับครอบครัวของนักการเมืองคนนี้ ไม่ถูกกันกันมาก่อนแล้ว พ่อผมผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาเป็นคู่แข่งของพ่อผม”

เขาบอกว่า พอเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในเดือนมกราคม 2547 ก็มีคนรายงานกับเจ้าหน้าที่รัฐว่า เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ กว่าจะมารู้ว่าใครเป็นคนแจ้ง ก็ประมาณปี 2549

ครั้งแรกที่ถูกคุกคาม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2547 คราวนั้น เขาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นบ้าน เพราะสงสัยว่าเข้าไปทำลายข้อมูลองค์การบริหารส่วนตำบล

ครั้งที่ 2 วันที่ 20 สิงหาคม 2547 ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นบ้านอีกครั้ง เพราะมีคนแจ้งว่าในบ้านมีอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ แต่ไม่พบอะไร

ครั้งต่อมา วันที่ 22 กันยายน 2547 เขากับพี่ชายก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวตามกฎอัยการศึก นำไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก เพราะมีคนแจ้งว่า เห็นเขาก่อเหตุยิงคนใกล้บ้าน หลังจากไปอยู่ที่นั่น 6 วัน 6 คืน ก็ถูกปล่อยตัวออกมา

“ตอนอยู่ในค่ายอิงคยุทธบริหาร เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าใครไม่รับสารภาพ จะจับให้หมดทั้งบ้าน ผมก็ท้าไปว่า ถ้าจะจับก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้ามีหลักฐานให้ประหารชีวิตไปเลย”

หลังจากได้รับการปล่อยตัวไม่กี่วัน ก็ถูกเชิญตัวไปยังฐานทหาร ที่วัดนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

“ไปถึงทหารก็บอกว่า พวกที่อยู่ในนี้ยิงลูกน้องเขา เราก็เฉย ไม่ได้ตอบโต้อะไร จากนั้นก็ถูกปล่อยกลับมา”

ต่อมา ก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 เริ่มใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ได้ไม่นาน เขาถูกทหารเชิญตัวตามพระราชกำหนดฯ ฉบับดังกล่าว ไปยังสถานีตำรวจภูธรหนองจิก

“ตอนนั้น มีปลัดอำเภอยืนยันว่า ผมไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้าย”

จากนั้น วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ก็ถูกทหารเรียกตัวอีกครั้ง นายอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เป็นผู้นำตัวไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรหนองจิก เขาบอกว่า ไปถึงที่นั่น เจ้าหน้าที่ที่เคยเจอกันครั้งแรกไม่ได้ซักอะไรมาก เพียงแต่ถามว่า นายเคยมาที่นี่แล้วนี่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ที่เชิญตัวมาเพราะมีส่วนร่วมกับแนวร่วมก่อความไม่สงบ

เขาบอกว่า อยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหารประมาณสัปดาห์กว่า ก็ถูกส่งไปที่ค่ายพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมทหารราบที่ 11 จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมกับผู้ถูกควบคุมตัวกว่า 100 คน อยู่ที่นั่นเกือบ 20 วัน รวมเวลาที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ 28 วัน

“อยู่ที่นั่นเจ้าหน้าที่บอกว่าจะมาอบรม แต่ผมไม่เห็นมีอะไร บางวันก็พาไปดูวิถีชีวิตชุมชนมุสลิมและชุมชนชาวไทยพุทธ”

ปีต่อมา วันที่ 28 เมษายน 2549 เกิดเหตุคนร้ายยิง นายอาหามะ มาลูการี เด็กของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนเดิม

“เขาไปแจ้งความว่า ผมเป็นคนยิง ทั้งที่ตอนเกิดเหตุผมอยู่บ้านแม่ยาย ที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี”

คดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษายกฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เขาบอกว่า ระหว่างต่อสู้คดี ได้รับความช่วยเหลือจากนายทหารยศ พ.อ. (พิเศษ) นายหนึ่ง

“มาถึงช่วงนี้ ผมมั่นใจแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผม น่าจะมาจากความขัดแย้งกับนักการเมืองคนนั้น เพราะมีคนยืนยันตัวบุคคลที่รายงานเรื่องผมไปยังเจ้าหน้าที่ว่า ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบเรื่องไหนบ้าง”

หลังจากนั้น วันที่ 18 มิถุนายน 2549 เกิดเหตุคนร้ายยิงชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธในหมู่บ้านใกล้เคียง

“วันต่อมา ผมก็ถูกทหารเรียกตัวไปไปพบกับ พ.อ. (พิเศษ) เรืองศักดิ์ สุวรรณาคะ ตอนนั้นเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ เขาก็สอบสวนผม แล้วบอกว่า มีคนมาแจ้งว่ามึงไปยิงชาวบ้านไทยพุทธ ผมก็บอกว่าไม่ทราบ เพราะตอนเกิดเหตุผมกรีดยางอยู่ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพิ่งกลับบ้านเมื่อตอนเช้าวันนี้”

นายทหารที่คอยช่วยเหลือเขา ก็เตือนว่า “ทหาร ตำรวจและญาติๆ คนตาย จะเก็บมึง แต่กูห้ามไว้”

ประมาณเดือนกรกฎาคม 2549 หลังเกิดคดีนี้ไม่นาน ก็มีคนมายิงบ้าน

“คนที่ยิงบ้านผมเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาประมาณตี 5 ตอนเช้า มีบ้าน 3 หลังถูกยิง เขายิงบ้านคนอื่นก่อน แล้วมายิงบ้านผม พอยิงเสร็จเขาขับรถหนีไปทางอำเภอหนองจิก เจอผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เอาปืนไปยิงถูกขา แล้วขับต่อไปอีก เจอชาวบ้านคนหนึ่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก ก็ใช้ปืนยิงจนเสียชีวิต วันเดียวกันก็ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ ทำให้รู้ว่าเขาเป็นลูกหลานของคนที่ถูกยิง แล้วมีผู้กล่าวหาว่าผมเป็นคนยิง ทั้ง 2 คนรับสารภาพว่ายิงบ้านผม”

“เหตุที่เขามายิงบ้านผม เพราะเขาโกรธ ด้วยตอนนั้นมีคนพูดต่อๆ กันไปว่า ผมเป็นคนยิง หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าผมจะถูกเก็บ เพราะแค้นที่ไปยิงพ่อแม่เขา แม้แต่ภรรยาผมก็มีคนไปบอกให้หยุดกรีดยาง เพราะมีข่าวว่า เขาจะโดนเก็บด้วย”

“วันรุ่งขึ้นทั้ง 2 คน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ตอนนี้คนหนึ่งไปเป็นอาสาสมัครทหารพราน อีกคนเป็นทหารบก ส่วนเรื่องคดีที่เขาถูกจับ ผมไม่ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว

“ที่ทราบมาอีกเรื่อง ก็คือ ญาติของคนที่เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ถูกสองคนนั้นยิงเสียชีวิต จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ตอนหลังก็หยุด เพราะถ้าเอาเรื่อง จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

เขาบอกว่า ตอนนั้นความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านไทยพุทธกับมุสลิมไม่ดีมากๆ ที่เห็นชัดเจน ก็คือ เมื่อก่อนชาวไทยพุทธจะนำเศษยางมาขายในหมู่บ้านมุสลิม จากตอนนั้นจนถึงปัจจุบันไม่เห็นแล้ว บ้านไทยพุทธบางหลังที่อยู่ห่างจากเพื่อนบ้าน ย้ายออกไปแล้วก็มี ส่วนตัวเขาเองไม่เคยติดต่อสัมพันธ์กับชาวไทยพุทธมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

ช่วงเดือนเมษายน 2549 ลูกน้องของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นคู่กรณีกับเขาเสียชีวิต ต่อมา ผู้บริหารอีกคนก็ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ตอนนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เขายืนยันว่าตอนเกิดเหตุอยู่ที่ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

กระทั่ง วันที่ 31 มกราคม 2551 มีหมายเรียกส่งมาที่บ้าน

“ผมรีบไปหานายทหารคนเดิม ที่เคยช่วยเหลือผม แล้วแจ้งว่าจะถูกจับอีก เขาเลยตรวจสอบดูว่า หมายจับออกมาได้อย่างไร เขาพาผมไปถามที่หน่วยเฉพาะกิจอำเภอแม่ลาน แต่ไม่ได้คำตอบ จึงไปถามหน่วยทหาร ที่อำเภอโคกโพธิ์ จึงทราบว่าหน่วยทหารแห่งนั้น เสนอให้ออกหมายจับผม”

พอทราบเรื่อง เขาก็ถูกควบคุมตัวนำไปที่สถานีตำรวจอำเภอแม่ลานพื้นที่เกิดเหตุ

ถูกควบคุมอยู่ที่นั่น 1 คืน ก็ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี

ตอนอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เขาถูกนำตัวไปแถลงข่าว มีช่างภาพจากสถานีโทรทัศน์หลายช่องมาถ่ายภาพ พล.ต.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และพล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นผู้แถลง

“ในข่าวบอกว่า ผมกับพวกไปก่อเหตุยิงชาวบ้าน ที่ตำบลม่วงเตี้ย อำเภอแม่ลาน เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีก 1 คน เขายังแถลงด้วยว่า ผมเป็นเป็นแกนนำฝ่ายอูลามา และเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการในอำเภอหนองจิก แม่ลาน ยะรัง ศูนย์ข่าวอิศรานำข่าวออกเผยแพร่ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 พาดหัวข่าวว่า ตำรวจ–ทหารรวบตัวผู้ปฏิบัติงานคนสำคัญที่ก่อเหตุร้ายในพื้นที่ หนองจิก–แม่ลาน–ยะรัง”

จากนั้น ก็นำไปขออำนาจศาลฝากขังที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี

“ตอนนั้น เจ้าหน้าที่เขียนในใบรับรายงานตัวว่า ผมมี 30 คดีติดตัว พอเห็นว่าตัวเองมี 30 คดี ก็รู้เลยว่าทำไมถึงเอาผมมาแถลงข่าว แสดงว่าผมไม่ธรรมดา เป็นตัวการใหญ่ เป็นแกนนำก่อความไม่สงบระดับ 3 อำเภอ”

เขาบอกว่า ก่อนหน้านั้นพอทราบมาบ้างแล้วว่า มีคนรายงานว่าเป็นแกนนำในระดับ 4 อำเภอ

“ผมก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมในบันทึกการจับกุม จึงมีตำรวจสัญญาบัตรลงชื่อกันหลายคน เหมือนกับเราเป็นคนสำคัญ”

“ผมอยู่ในคุกได้ 4 คืน ญาติๆ ก็ไปประตัวตัวออกมา ใช้หลักทรัพย์มูลค่าสูงถึง 7 แสนบาท ตอนที่ถูกปล่อยออกมา ผมได้ยินนายทหารที่เคยช่วยเหลือผมสั่งลูกน้องว่า ถ้าตำรวจจะเอา ก็ให้เอาไปได้”

คดีนี้ศาลเพิ่งประทับรับฟ้องไป เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2551 เขาให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลนัดเบิกความ วันที่ 21 – 24 เมษายน 2552

ล่าสุดปลายเดือนมิถุนายน 2551 เจ้าหน้าที่นำกำลังมาตรวจค้นบ้านเขาอีกครั้ง

เป็นการตรวจค้น หลังจากเกิดเหตุระเบิดทหารชุดคุ้มครองครูในหมู่บ้านใกล้เคียง ของเช้าวันเดียวกัน แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

นี่คือ ตัวอย่างของความไม่รัดกุม ในกระบวนการยุติธรรม ที่ทำให้เรื่องร้ายๆเกิดกับบุคคลบางคนจนกลายเป็นภัยคุกคามอย่างจำเจซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จาก ประชาไท

 
     
     
     
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats