เหตุเกิด ที่ปลายด้ามขวาน(1)
 
 
10 ก.ค. 51
 
     
 
ในขณะที่เกมห้ำหั่นทางการเมือง ณ ใจกลางเมืองหลวง ประเทศไทย.. ดำเนินมาถึงจุด "เปลี่ยนผ่าน" อันสำคัญ.. ทั้งกรณีเขาพระวิหารที่มีการขยายผล.. ทั้งคดี "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ที่ได้รับใบแดงถูกติดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี อันจะมีผลต่อพรรคพลังประชาชน ที่อาจต้องถูก"ยุบพรรค" ไปตามคาด..
 
 


 
 
ในท่ามกลางสภาวะแรงเสียดทานที่ท้าทายต่อบริบท "การเมืองใหม่" โดยวิถี.."ทฤษฎีสับสน" อันซับซ้อนซ่อนเงื่อนและรุกเร้าต่อกระบวนการของ 3 อำนาจอธิปไตย นิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ.. ของพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)

ณ ที่ไกลโพ้นออกไปกว่าพันกิโล.. ทางตอนใต้สุดของดินแดนประเทศไทย.. ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้... มีเสียงกระซิบเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินจากบรรดาผู้คน"ชายขอบประเทศ" ทั้งทหาร-ตำรวจ-ประชาชน และเหล่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง.. ต่อภาวะการทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ณ ศูนย์กลางอำนาจรัฐที่กรุงเทพฯอย่างเบื่อหน่าย.... และแทบจะไม่อยากจะสนใจ.. หากทว่าจำเป็นต้องสนใจในบริบทความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับ"ชีวิต"ของพวกเขา.. ที่ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกเมื่อเชื่อวัน.. ดังเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น(8 ก.ค.) ในอ.มายอ จ.ปัตตานี ที่คนร้ายดักยิงชาวบ้านสามีภรรยาเสียชีวิตคามิเตอร์ไซต์ และจุดไฟเผา รวมถึงเหตุการณ์(7 ก.ค.)ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กรณีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงรถนักเรียนมีทหารตาย 2 นักเรียนเจ็บ 2
 
 


 
 
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจาก๓จังหวัดชายแดนภาคใต้.. ที่มีโอกาสไปสัมผัสมาในห้วงเวลา 2 วัน 1 คืน..(7-8ก.ค.51) ที่อยากจะเปิดพื้นที่นี้ นำมาเล่าสู่กันฟัง.. ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางลงพื้นที่จริง.. เพื่อสัมผัสชีวิตจริงของทหาร และ พลเรือน ในการทำงานร่วมกัน.. ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ในท่ามกลางภยันอันตราย จากกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ยังคงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อันเป็นโปรแกรมนำสื่อมวลชนสัมผัสบรรยากาศภาพจริงเสียงจริง ไม่มีจัดตั้งแบบที่ใครต่อใครกำลังทำกันที่กลางเมืองหลวง... ซึ่งจัดโดย กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย..ภายใต้การนำของ"พล.ท.สุรัตน์ วรรักษ์"เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย(หรือกองบัญชาการทหารสูงสุดเดิม)..
 
 


 
 
ในฐานะที่เคยมีโอกาสร่วมเดินทางไปสัมผัส"ความจริง" ในพื้นที่เมื่อราวเกือบ 2 ปีที่แล้ว(ห้วงที่ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" ยังเป็น ผบ.ทบ.).. กับ ณ ปัจจุบัน หลัง"พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา" เป็นผบ.ทบ. สัมผัสได้ถึงพัฒนาการในทาง"บวก" ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการ"บริหารจัดการ"เพื่อแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่.. อย่างมีระบบแบบแผนทั้งยุทธวิธี..และ..รูปแบบการพัฒนา.. ภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน"เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"จากในหลวง.. และดูมี"ความหวัง".. แบบไม่ใช่ลมๆแล้งๆเหมือนที่ผ่านมาในอดีต... (ดังที่หน่วยฉก.นราธิวาส,ฉก.ปัตตานี มีการแสดงความเชื่อมั่นและแสดงสถิติจากข้อมูลจริงที่ผ่านการรวบรวมประมวลผลแบบมีตัวชี้วัด(KPI) และตั้ง"เป้าหมาย"เป็นเรื่องเป็นราว ว่าภายในไม่เกินปี 2552 กองทัพโดยความร่วมมือกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์และสามารถถอนำลังออกจากพื้นที่ได้)
 
 


 
 
ที่บอกว่าไม่ฝันลมๆแล้งๆว่าสถานการณ์จะสงบ เพราะจากที่เห็นโครงสร้างกำลัง ที่มีการจัดตั้ง"หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส..ปัตตานี..ยะลา..."ขึ้น โดยให้รองแม่ทัพภาคที่1-2-3 เป็น ผบ.ฉก.ในแต่พื้นที่จังหวัด..รับผิดชอบบัญชาการทั้งทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี และยุทธการ โดยการประสานจัดการแบบบูรณาการกับฝ่ายปกครองคล้าย พตท. ซึ่งยุทธศาสตร์ที่หน่วยเฉพาะกิจ 3 จังหวัดต้องทำให้ได้คือ การเอาชนะฝ่ายตรงข้ามโดยการช่วงชิง"มวลชน"กลับมาเป็นพวก..โดยการเข้าให้ถึงหมู่บ้านต่างๆในทุกพื้นที่..และทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะทั้งทางการเมือง-การทหาร..

แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียง "โครงการ" ที่อยู่แต่ภายในกระดาษหรือข้อมูลสรุปนำเสนอ "ผู้ใหญ่" ในกองทัพแบบขอไปที..หากแต่มีการ..ดำเนินการ ปฏิบัติการลงพื้นที่ และมีการติดตาม เก็บบันทึก ประเมินผล กันอย่างจริงจังตามหลักวิชา...

ผลที่เราได้เห็น..จากการลงพื้นที่รับผิดชอบของ ฉก.นราธิวาส โดย"พล.ต.ธีรชัย นาควานิช" ผบ.ฉก.นราธิวาส ร่วมกับคณะของ กร.ทหาร สัมผัสพูดคุยชาวบ้านในพื้นที่บ้านปูต๊ะ ม.3 ต.ระหาร อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส(7 ก.ค.) ท่ามกลางการคุ้มกันเต็มที่ (จนน่าเสียวไส้) ของกำลังทหาร-ตำรวจอย่าง ราว 20-30 นาย..พบว่า ชาวบ้านค่อนข้างพอใจและดูจะเชื่อใจใน "อำนาจรัฐ" มากกว่าเมื่อ1-2 ปีก่อน..ที่ผู้เขียนเคยพื้นที่กับคณะของสมาคมนักข่าว.. และมีโอกาสพูดคุยกับทั้งชาวบ้านและผู้นำระดับกำนันผู้ใหญ่บ้านของพวกเขา (ที่บางท่านทราบต่อมาภายหลังไม่นานนักว่าได้ตกเป็นเหยื่อถูกผู้ก่อความไม่สงบฆ่าตาย).. ในพื้นที่"สีแดง"ที่ทหารใช้เรียกกันในทางยุทธการ.. ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯเผลอไปให้สัมภาษณ์แบ่งเป็นโซนสีแดง-เขียว-เหลือง จนทำให้ป่วนกันไปพักนึงสมัยนั้น...

ครั้งนั้นยังจำได้ว่า การพูดคุยต้องคุยผ่าน"ล่าม"เพื่อแปลภาษา"ยาวี"หรือภาษาจำเพาะของเขา.. ทั้งที่พวกเขาพูดไทยได้แต่ไม่ยอมพูดกับเราจากการคะยั้นคะยอของ ผสข.ในพื้นที่ที่รู้จักกับคนที่พวกเขาไว้ใจ แบบเสียมิได้.. ที่ยังจำได้ว่าสัมผัสได้ถึง ความไม่ไว้วางใจในเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ-ฝ่ายปกครอง และ ทหาร..ถึงขนาดพูดว่า เขาไม่แน่ใจว่าคนร้ายที่ก่อเหตุต่างๆ นั้นเป็น "ทหาร" หรือ "โจร"

น่าสนใจคือ ณ พ.ศ.ปัจจุบัน(2551) จากที่ได้พูดคุย ชาวบ้านที่บ้านปูต๊ะ เขาพูดไทย กับ"นักข่าว"และทหาร..แม้ว่าจะกระท่อนกระแท่นไม่คล่องปร๋อ เพราะไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาใจกันในหมู่พวกเขา.. แต่เขาก็พยายามที่จะสื่อสารพูดคุยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองมากทั้งจากสายตาและท่าทีที่จริงใจ.. ไม่มีบรรยากาศแบบเดิมๆที่ต่างฝ่ายต่างก็กลัวทั้งเราและชาวบ้าน..เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนหลงเหลือ..
 
 


 
 
ท่าทีแบบนี้นี่เองที่"พ.ท.นิพันธ์ แตงฉ่ำ" หน.ฝ่ายกิจการพลเรือน ฉก.นราธิวาส สรุปในตัวชี้วัดของพวกเขาว่า ชาวบ้าน"เชื่อใจ"พวกเขายอมรับใน"อำนาจรัฐ" แล้ว.. เขาเอาชนะที่หมู่บ้านได้สำเร็จทั้งทางการเมือง-การทหาร เพราะชาวบ้านไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างจริงจัง ทั้งทางด้านความปลอดภัย และในด้านการสนับสนุนงบประมาณการพัฒนา.. การสร้างเสริมสนับสนุนอาชีพให้ชาวบ้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเลี้ยงวัว เลี้ยงปลา ทำอิฐบล็อคสำเร็จรูป หรือ ผ้าบาติก และให้การศึกษาและงาน แก่เหล่าบรรดา"วัยรุ่น"ที่วิถีเดิมของเขาเป็น"ช่องว่าง"ที่ถูกฝ่ายก่อการเข้ามา "เติมเต็ม"...

น่าสนใจที่ถือเป็น"ทริก" อีกอันที่"พ.ท.นิพันธ์" เล่าให้ฟังคือ แนวโน้มความสำเร็จที่น่าจะทำให้ภารกิจบรรลุและทหารหาญจะได้ถอนกำลังกลับบ้านก็คือ ความร่วมมือ ที่ได้รับจากชาวบ้าน และความร่วมมือระหว่างทหาร-ตำรวจ และฝ่ายจังหวัด เดินไปในทางเดียวกัน โดยยึดอุดมการณ์ ต้องการมีส่วนทำให้ภาคใต้สงบสุขร่วมกัน หลังจากที่แต่เดิม ต่างฝ่ายต่างมีท่าทีไม่ไว้วางใจต่อกันเองมาตลอด..
 
 


 
 
น่าสนใจอีกว่า ท่าทีเหล่านี้ทั้งฝ่ายทางการ และชาวบ้าน นำมาซึ่งการ เริ่มแจ้งเบาะแสการก่อเหตุของโจรใต้ ..และพร้อมร่วมมือกับทหารในการร่วมเป็น ชรบ.,อาสา ในการป้องกันหมู่บ้าน ขณะที่"แนวร่วม" จำนวนมากได้มีการเข้ามอบตัว และยอมที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนการเมือง เพื่อเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น..ขณะเดียวกันกันในทางยุทธการได้มีการตีร่นขบวนการก่อความไม่สงบ ให้ถอยออกจากหมู่บ้าน และโอบล้อมด้วยการเข้าทำลายฐานที่มั่น สถานที่ฝึก และส่งให้ฝ่ายตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตัวเลขการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เทียบกับปีก่อนในห้วงเวลาเดียวกันโดยนับตั้งแต่ ฉก.เข้ามาปฏิบัติการห้วงประมาณเดือน ต.ค.51-ปัจจุบัน ลดลงจาก 800กว่าเหตุการณ์และคดี เหลือเพียง 200 เหตุการณ์ ขณะที่สถติการแจ้งเบาะแสก็มากขึ้นเรื่อยๆหลายครั้งทำให้ ทหาร-ตำรวจ ไม่ตกเป็นเหยื่อระเบิดและการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม เพราะชาวบ้านแจ้งว่าเห็นคนเข้ามาวางระเบิด และซุ่มลับๆล่อๆ ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ ขบวนการผู้ก่อความไม่สงบเริ่มถอยร่นจากหมู่บ้านไปสู่ป่า..แต่ชาวบ้านก็ยังแจ้งเบาะแสที่หลบซ่อนของฝ่ายไม่หวังดี ทำให้ทหารสามารถเข้าปิดล้อมจับกุมได้เป็นจำนวนมาก...

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศวิถีชีวิตผู้คน ในเมืองนราธิวาส..เปลี่ยนแปลงไปจาก 2 ปีก่อน..ดังที่"พล.ต.ธีรชัย" เล่าอย่างภาคภูมิใจ ให้ฟังว่า ชาวบ้านพอตกเย็นค่ำจากเดิมที่ทุกคนจะรีบปิดบ้านนอน โดยไม่กล้าออกไปไหนมาไหน ทำให้เมืองเงียบร้าง ก็เปลี่ยนไปคือชาวบ้านมีขวัญกำลังใจ และออกมาใช้ชีวิตเย็นย่ำค่ำคืนกันตามปกติทำให้เมืองคึกคักมีชีวิตชีวามากขึ้น..

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ "พ.ท.นิพันธ์"และรวมถึงนายทหารหลายๆ ท่านใน ฉก.นราธิวาส..เชื่อและมั่นใจว่าอีกไม่นาน (ปี2552).. พวกเขาจะเสร็จภารกิจทำให้นราธิวาสสงบสุข.. และได้กลับบ้านหาลูกหาเมียเสียที...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

จาก สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น.
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats