|
ไม่กี่วันก่อนผู้เขียนมีโอกาสดีได้ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง ทำให้ได้เห็นการทำงานประสานร่วมระหว่างกลไกรัฐ สื่อมวลชน องค์กร ชมรม และตัวแทนภาคประชาชน อย่างแข็งขันเป็นที่น่ายินดี ภายใต้ห้วงแห่งปัญหาปะทะกันทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร ที่ยังไม่รู้ว่าจะยุติลงได้เมื่อไร? และแทบจะหวังพึ่งรัฐบาลได้อีกมากเพียงใด?
สถานการณ์ภายนอกจะเป็นไปเช่นใดก็ตาม ผู้คนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ยังคงต้องดิ้นรนหาแนวทางคลี่คลายปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในทุกวิถีทาง การประชุมปรึกษาหารือ ร่วมคิดร่วมทำกิจกรรมด้วยวิธีการหลายหลาก ยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะวันใดที่กลไกเหล่านี้หยุดเคลื่อนไหว นั่นย่อมหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นคงยากจะยุติลงได้ แม้ว่ารูปแบบการจัดประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆ หลายครั้งที่ผู้เขียนจะชมชอบ แต่มีมากครั้งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากรูปแบบหรือลักษณะกิจกรรมมิได้สร้างสรรค์ประโยชน์แก่พื้นที่โดยตรง
หรือเท่าที่ได้ที่มีก็อาจน้อยมากหากเทียบกับเวลาและงบประมาณที่สูญเสียไป บางครั้งต่างพากันใช้งบกันบานเบอะท่องเที่ยวกันสบายใจ โดยเฉพาะช่วงปลายปีงบประมาณนี่แหละ พึงจับตาให้ดี !!
แน่นอนว่า, แนวทางคลี่คลายปัญหาไฟใต้นั้นถึงที่สุดแล้วจำเป็นต้องผ่านการปรึกษาหารือ ติติง หาข้อเสนอแนะ ร่วมกันในทุกภาคส่วน อันไหนดีก็ส่งเสริมให้ดียิ่งๆ ขึ้น ส่วนไหนมีจุดอ่อนจุดด้อยต้องเร่งช่วยเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไข ปรับรูปแบบ ให้เหมาะสมลงตัว และสร้างประโยชน์ต่อพื้นที่ให้มากที่สุด เร็วที่สุด เป็นการผสานองค์ความรู้เก่ากับองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ทำให้มีผู้สูญเสียอยู่แทบทุกวัน-เช่นกัน
กล่าวกันว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เวลานี้นั้น บางวันมีการประชุมปรึกษาหารือ เตรียมการทำงานของคณะต่างๆ จากหลากหลายหน่วยงานนับเป็นสิบคณะ ที่ได้ลงไปร่วมผนึกกำลังกันทำงาน สร้างเครือข่าย โดยเฉพาะการผ่านเครือข่ายการทำงานร่วมของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หรือจากการประสานงานของกองทัพ
ล่าสุดหนึ่งในการประชุมที่น่าสนใจคือ การประชุมนัดแรกของคณะทำงานประชาสัมพันธ์งานยุติธรรมเชิงรุก กระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี กิตติ กิตติโชควัฒนา เจ้าของสมญานาม ผู้ว่าฯ ติดดิน อดีตผู้ว่าฯ ยะลา และอีกหลายตำแหน่งสำคัญ นั่งเป็นประธานฯ คุมทิศทางและแนวทางการทำงาน
นั่นเพราะเนื่องด้วยปมคาใจที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่พยายามเรียกร้องมาโดยตลอด มีอยู่เพียง ๒ คำ
หนึ่งคือ ต้องการความ ยุติธรรม อีกหนึ่งคือ ปรารถนาความ จริงใจ จากภาครัฐ
เนื่องด้วยช่วงที่ผ่านมาต่างรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความ ยุติธรรม ทั้งในทางกฎหมาย เชิงสังคม ฯลฯ และยังไม่ได้รับความ จริงใจ จากภาครัฐที่มักทำงานกันอย่างผลุบๆ โผล่ๆ ลับๆ ล่อๆ นำมาซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจและสั่งสมกลายเป็นความคับแค้นไปในที่สุด เมื่อปราการความอดทนพวยพุ่งถึงขีดสุดจึงระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง และบางเหตุการณ์ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามที ผู้กระทำการกลายเป็นคนของรัฐ
เหล่านี้ยิ่งทำให้องศาของปัญหายิ่งทวีคูณ ผู้คนทวีจำนวนความคับแค้นใจด้วยการล่องลอยของข่าวสาร จากปากสู่ปาก พื้นที่สู่พื้นที่ และแปรเปลี่ยนเป็นการลงมือกระทำการรุนแรงในที่สุด
สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งเงื่อนไขสำคัญ ที่ผู้ก่อความไม่สงบหยิบฉวยมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวช่วงชิงมวลชน และภาครัฐทุกภาคส่วนเองก็เข้าใจและพยายามหาแนวทางคลี่คลายแก้ไขในกระบวนการยุติธรรม ทั้งโดยผ่านหน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่หรือคณะทำงานพัฒนาองค์ความรู้ในงานยุติธรรม รวมทั้งหน่วยงานภาคประชาชนที่ใช้การสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่า ศูนย์ยุติธรรมชุมชน เครือข่ายยุติธรรมชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ หรือเช่นการการดำเนินงานของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมสร้างสิทธิเสรีภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.ยส.จชต.)
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นบางอย่างอาจมองเห็นเป็นปมประเด็นเพียงเล็กน้อย แต่มันกลับยิ่งใหญ่เหลือเกินในความรู้สึกของบางผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เปราะบางและมากความรุนแรงเช่นพื้นที่ชายแดนใต้เวลานี้
ความชั่ว นั้น แม้นกระทำเพียงหนึ่ง อาจติดตรึงใจผู้คนกระทั่งสามารถกลบความดีที่ได้กระทำมาแทบชั่วชีวิต
ความผิดพลาด ครั้งหนึ่ง อาจถูกผลิตซ้ำเพื่อตอกย้ำประวัติศาสตร์แห่งความอยุติธรรมอีกเป็นครั้งแล้วครั้งเล่า
เช่นเดียวกับ ข่าวสารชั้นเลว แม้นเกิดเพียงหนึ่ง แต่ไม่แน่นักว่าอาจทำให้ฟ้าหวั่นไหว แผ่นดินสะเทือนได้
กิตติ กิตติโชควัฒนา ย้ำความว่า หากพิจารณาจากมิติของงานยุติธรรมเพื่อผลักดันทุกอย่างให้เกิดความโปร่งใส จริงใจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อกลับมาพิจารณาอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานฯ กับบทบาทภารหน้าที่ยิ่งน่าสนใจ เพราะภารกิจคือ
๑.เสนอแนะแนวทางประชาสัมพันธ์เชิงรุกในงานยุติธรรมของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับสังคม ทั้งระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระดับต่างประเทศ ๒.ประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์งานยุติธรรมเชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓.ประสานงานส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและให้ข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งสนับสนุนเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๔.กำกับและติดตามการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในงานยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕.แต่งตั้งคณะทำงาน คณะบุคคล หรือบุคคลเพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะทำงานมอบหมาย และ ๖.ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะอนุกรรมการนโยบายและประสานงานกระบวนการยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประธานคือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมาย
เชื่อว่าหากการดำเนินงานของคณะทำงานฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเป็นกลไกหนึ่งเพื่อเสริมให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐ อันสอดคล้องกับนโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๒๐๖/๒๕๔๙ ที่ว่า
นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดขึ้นเพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัย สงบสันติ ปราศจากเงื่อนไขที่เอื้อต่อการใช้ความรุนแรง มีบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการสร้างความสมานฉันท์ ความเป็นธรรมที่เกื้อกูลต่อการพัฒนา การสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน มีแนวทางในการดำเนินงานการเมืองในเชิงรุก สร้างความเป็นธรรมในสังคม บูรณาการในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักนิติธรรม ทั้งการจัดรายงานข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรองในพื้นที่อย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องทันเวลา เพื่อสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ และความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า ต่อต้านข่าวลือหรือข่าวสารที่บิดเบือนต่อความเป็นจริง โดยใช้งานมวลชนสัมพันธ์ ผ่านสื่อภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ตลอดจนเวทีสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจต่อข่าวสารที่ถูกต้อง
ว่าไปแล้ว, นอกจากจะได้รับการยอมรับจากพื้นที่แล้ว ยังทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาวิกฤตไฟใต้ เป็นคนหนึ่งที่รู้ปัญหาค่อนข้าง ลึก และ รู้จริง เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูว่าภายใต้รหัสนัยแห่งคำ ยุติธรรมและจริงใจ เพื่อยุติเงื่อนไขชิงมวลชน ภายใต้ทิศทางทำงานของ กิตติ กิตติโชควัฒนา จะคลี่คลายปัญหาไฟใต้ได้มาก-น้อยเพียงใด
เชื่อว่าหากสามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมและจริงใจ ทั้งแง่กฎหมาย การดำเนินคดี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้จะช่วยคลี่คลายทางความรู้สึกไปได้ เราจึงเร่งทำงานโดยการสรุปให้มีการตั้งคณะทำงานอีกหลายฝ่าย เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเชิงยุติธรรมได้จริง นี้นับเป็นปณิธานที่สำคัญยิ่ง
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรก นสพ.สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ |
|