“วิกฤติ ๒ ต่อ ‘ใต้’ ตายกับตาย”
 
 
โดย ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์
ศูนย์ข่าวช่าวแดนใต้
 
 
13 มิ.ย. 51
 
     
 

ติดตามข่าว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่องใต้ไปประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช และพัทลุง รวมทั้งประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ที่ศาลากลาง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำเมื่อไม่กี่วันก่อนแล้วชวนให้เกิด ‘คำถาม’ บางประการ เพราะนี้เป็นประหนึ่งลักษณะเฉพาะสะท้อนการทำงานอันชัดเจนของรัฐไทยใช่หรือไม่?

ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เจาะจงเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ แต่แทบทุกรัฐบาลในสยามประเทศเขาทำงานกันแบบนี้ พอมีปัญหาเรื่องราคาผลไม้ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน ฯลฯ รวมถึงราคาข้าว กุ้ง หรือปาล์มน้ำมัน ก็ดูเหมือนจะลงมือทำงานอย่างจริงจังครั้งหนึ่ง พากันเดินสายไปมอบนโยบายแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำโดยเฉพาะ เรียกว่ามีปัญหาทีก็มาแก้กันที เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้

อย่างกรณีเรื่องราคากุ้งตกต่ำ หากแก้ไขปัญหาไม่ได้ วันที่ ๓๐ พฤษภาคมนี้รัฐบาลคงต้องเตรียมตัวต้อนรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน ๕ จังหวัดภาคใต้ที่จะรวมตัวกันประท้วง หลังจากที่ชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ได้เข้ายื่นหนังสือให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ ๑๑๐ บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๓๐ บาท

สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า ณ เวลานี้คือปัญหาที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใครเห็นใจบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกไม่กี่วันกี่เดือนข้างหน้านี้ การเมืองก็ร้อนแรงด้วยม็อบพันธมิตรปะทะม็อบสนับสนุนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเมืองของการเมืองที่ซับซ้อนแยบยล ทุกอย่างล้วนเป็นเกมช่วงชิงอำนาจ ขณะที่ประชาชนขอบข่ายประเทศโดยเฉพาะแถวชายแดนใต้ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ รอเพียงบรรณาการของโชคชะตาและสวรรค์ฟ้าลิขิตอำนวยความเมตตามาให้

น้ำมันขึ้นราคา ข้าวยากหมากแพง ยาเสพติดเต็มเมือง คอร์รัปชั่นเกลื่อนในวงราชการ ฯลฯ ปัจจัยทุกอย่างล้วนเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อความศรัทธาในรัฐ ขณะถูกซ้ำเติมจากค่าครองชีพที่มีแต่สูงขึ้นแต่รายได้หดหาย แถมผีซ้ำด้ำพลอยคนชายแดนใต้ไม่อาจใช้วิถีชีวิตประจำวันอย่างปกติเช่นพื้นที่อื่นๆ ด้วยมิรู้ว่าจะมีระเบิดหรือถูกทำร้ายจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีเมื่อไร

“วันนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ ๒ ต่อ จากที่ต้องเผชิญกับภัยความไม่สงบแล้ว ยังต้องเตรียมพบกับปัญหานานาประการที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาณเตือนภัยจากภาวะน้ำท่วม เรื่องของพืชผลทางการเกษตรที่ราคามีแนวโน้มตกต่ำอีกด้วยกลไกการตลาดและผลพวงจากสถานการณ์ ด้วยไม่มีพ่อค้าที่อื่นกล้าเดินทางลงมาซื้อผลไม้ถึงในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวหรือคนนอกพื้นที่ไม่กล้าลงมาด้วย สิ่งเหล่านี้รัฐไม่เคยเตรียมการให้ชัดเจน แม้ตอนนี้ผลไม้สำคัญยังไม่ถึงเวลาสุกหรือได้เกณฑ์ตามมาตรฐานตลาด แต่หากรัฐมีแผนรองรับไว้ดีๆ เชื่อว่าคงพอจะทุเลาปัญหาลงได้บ้าง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาเสียก่อนถึงได้ลงมาดูแลกัน นั่นมันแทบจะสายไปเสียแล้ว”
เสียงสะท้อนจากเกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงื่อนไขเรื่อง ‘ปากท้อง’ เป็นเงื่อนปมสำคัญหนึ่งของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต ้ที่ส่งผลต่อเนื่องเป็นดอมิโน ต่อปัญหาการเกิดความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ !!

ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน เกี่ยวกับ ‘ความหลากหลาย’ ภายใต้บริบทประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อาณาบริเวณร่วม ๑๐,๙๒๗ ตารางกิโลเมตร และมีประชากรถึงประมาณ ๒ ล้านคน

พื้นที่ ‘พิเศษ’ แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นยิ่ง ทั้งลำธาร แม่น้ำ ป่าไม้ ขุนเขา ทะเล ฯลฯ ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นและแตกต่างไปตามสภาพ

‘ยะลา’ เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่มีจุดเด่นเรื่องการวางผังเมืองที่มีความสวยงามมาก ขณะที่ ‘ปัตตานี’ มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและที่ราบชายฝั่ง มีแม่น้ำหลายสาย และลำน้ำเล็กๆ อีกมากมาย จุดโดดเด่น เป็นเพราะปัตตานีตั้งอยู่ฝั่งปากแม่น้ำปัตตานี ทำให้มีสภาพที่เอื้อแก่การเป็นเมืองท่าที่ดี เหมาะแก่การทำการค้าขาย สำหรับ ‘นราธิวาส’ เมืองใต้สุดของประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าไม้ ๒ ใน ๔ ของพื้นที่ทั้งหมด และมีลำน้ำสำคัญของจังหวัด ๔ สายด้วยกัน ไม่นับรวมกับพื้นที่ต่อเนื่องใน ‘สงขลา’ ซึ่งมีความหลากหลายในอีกแบบหนึ่ง

ลักษณะภูมิศาสตร์และธรรมชาติอันงดงาม มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ทำให้การประกอบอาชีพในพื้นที่มีหลายหลาก ทั้งจากการอาศัยทรัพยากรตามธรรมชาติหรือผลพวงจากธรรมชาติที่สวยงาม

อาชีพส่วนใหญ่ของประชาชนในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จึงเป็นอาชีพที่ผูกพันอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชาวสวน ชาวไร่ ยางพารา หรืออาชีพประมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนชายแดนใต้ก็มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและสร้างรายได้อยู่ไม่กี่อย่าง เช่น ลองกอง เงาะ ทุเรียน มังคุด หรือยางพารา

หากเราเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ขุมทรัพย์ชีวิตคือท้องทะเล และสวนผลไม้ ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาแบบสวนผสมผสานหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘สวนดูซง’ มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะผสมผสานหลายแบบ จนกลายเป็นคลังอาหารประจำวันในชีวิต

แต่เมื่อชีวิตจำเป็นต้องเดินด้วยปากท้อง โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก และค่าครองชีพที่มีแต่ถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นคนในพื้นที่จำเป็นต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ด้วยการทำสวนผลไม้หรือ ‘พืชเชิงเดี่ยว’ บ้าง

ในยุคหนึ่งเมื่อลองกองซึ่งเป็นผลไม้โด่งดังของนราธิวาสราคาแพง ผู้คนพากันตัดโค่นต้นเงาะ ทุเรียน มังคุด หรือยางพารา ลงจนเหี้ยนเตียนแล้วปลูกพืชพันธุ์ใหม่ตาม ‘ตลาด’ ปรารถนา นั่นคือหันมาปลูกต้น ‘ลองกอง’ แต่เมื่อยางพารากลับมามีราคาดีผู้คนก็หวนกลับมาปลูกต้นยางพารากันใหม่ มิพักต้องไปหวนพินิจว่าผู้คนจะพากันตัดโค่นต้นเงาะ ทุเรียน มังคุด ลงไปอีกกี่มากต้น จำนวนนี้ไม่รวมถึงที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดี โค่นทิ้งทำลายไปในช่วง ๔ ปีที่เกิดเหตุไฟใต้อีกจำนวนเท่าใด

กระทั่งวันหนึ่งเงาทะมึนของวิกฤติราคาผลไม้ก็เกิดขึ้น เมื่อผลไม้จากเมืองจันทน์ ตราด รวมถึงแถบหลังสวน ชุมพร สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด รวมถึงลองกอง เข้าครอบครองตลาดผลไม้ส่วนใหญ่ และให้ผลิตผลก่อนผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลายเดือน ทำให้ราคาผลไม้เริ่มตกลงๆ จากร้อยเป็นไม่กี่สิบ จากหลักสิบเหลือ ‘ไม่ถึงสิบ’ ต่อกิโลกรัม แถมยังรุกรานไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่ชายแดนใต้อีกด้วย

คนชายแดนใต้กล้าเอ่ยคำท้าว่า ผลไม้ใดที่หาซื้อที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ ให้ไปหาซื้อได้ที่ตลาดสุไหงโก-ลก ที่นั่นมีพร้อม เนื่องจากเป็นแหล่งพักสินค้าจากตลาดส่วนกลาง เพื่อรอคัดแยกสินค้าให้ได้ตามคุณภาพและมาตรฐานก่อนส่งไปมาเลเซีย ส่วนที่ไม่ได้คุณภาพกลายเป็นสินค้าราคาถูก คนในพื้นที่ส่วนหนึ่งพลอยได้ลิ้มรสผลไม้ ผักสด ฯลฯ ในราคาถูกแสนถูก

ทว่า, ในอีกด้านหนึ่ง ผลไม้เหล่านี้กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ราคาผลไม้ในพื้นที่พลอยตกต่ำไปด้วย เพราะจะขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ และคุณภาพผลไม้พื้นถิ่นอาจด้อยกว่าเสียด้วยซ้ำหากใช้หลักการตลาดทั่วไปไปพิเคราะห์แยกแยะ

“เดิมผลไม้ในพื้นที่ยังพอมีราคา โดยเฉพาะช่วงยังไม่เกิดเหตุการณ์ด้วยความสมบูรณ์และความโด่งดังของลองกองพื้นถิ่น ทำให้มีพ่อค้าผลไม้จากทั่วประเทศพากันเดินทางมาซื้อผลไม้ล็อตใหญ่จากพื้นที่เพื่อไปจำหน่ายต่อในที่อื่นๆ แต่จนทุกวันนี้เหตุการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ราคาผลไม้มีแต่ตกลงทุกปี

อย่างเงาะปีที่แล้วราคารับซื้อไม่กี่บาท เจ้าของสวนจ้างคนเก็บตก ๑-๒ บาทต่อกิโลกรัม บวกกับต้นทุนอื่นๆ แล้วราคาโดยเฉลี่ยตกประมาณ ๔-๕ บาท ขายได้ในราคานี้แล้วไปเสียเวลาทำไม สู้ทิ้งไว้คาต้นดีกว่า ขนาดลองกองซึ่งเคยนับเป็นผลไม้ทองคำของพื้นที่ ชาวบ้านยังยอมปล่อยให้สุกเน่าคาต้นเลย ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาไปเก็บให้เจ็บปวดช้ำใจอีก”
เจ้าของสวนผลไม้ระดับมือรางวัลใน อ.สุไหงปาดี ระบายความในใจ
อย่างไรก็ตามอาจเป็นโชคดีว่าก่อนหน้านี้ ขณะที่ผลไม้ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ มีแต่ราคาตกลงอย่างต่อเนื่องจนแทบไร้ราคา แต่ราคายางพารากลับสูงลิ่วจากไม่กี่สิบบ้านต่อกิโลกรัม จนถึงวันนี้ราคายางพาราชั้น ๑ ราคาตกที่ประมาณ ๘๐ บาทต่อกิโลกรัม นี่นับเป็น ‘ขุมทรัพย์’ ใหม่ของชาวบ้านในพื้นที่โดยแท้

แต่แล้วห้วงเกิดวิกฤติไฟใต้ ชาวบ้านตาดำๆ ประสบปัญหาหนักหน่วง ยางก็ไปกรีดไม่ค่อยได้ด้วยมีเพื่อนชาวสวนต้องสังเวยชีวิตไปนับไม่ถ้วนจากผู้ก่อความไม่สงบ ส่วนราคาผลไม้โดยเฉพาะลองกองยังคงไม่มีทีท่าว่าฟื้น ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นแทบไม่ต้องพูดถึง ๔ ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่แทบติดลบ อาหารจากทะเลถูกรุกรานด้วยทุนใหญ่ ทำลายวิถีของประมงพื้นบ้านอย่างน่ากลัวยิ่ง

เช่นนี้แล้วจึงเกิดคำถามว่า รัฐควรเข้าไปเยียวยาดูแลปัญหาทั้งมวลกันแต่ต้นทางได้เช่นใดบ้าง?

ไม่ใช่ใช้หลักปฏิบัติเหมือนทุกปีอดีตชาติรอให้ปัญหาสุกงอมเสียก่อน เช่นปีที่แล้วรัฐทุ่มงบประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยตลาดลองกองไปเท่าไร? หมดงบเดินทางไปหาช่องทางตลาดต่างประเทศไปเท่าไร? เสียงบประมาณเพื่อพยุงราคาไปมากเท่าใด? ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นๆ ถึงขนาดชาวบ้านในพื้นที่แทบจะหมดศรัทธาในความช่วยเหลือจากกลไกภาครัฐ

ใครไม่เชื่อลองไปสอบถามชาวบ้านตาดำๆ กันบ้างว่า การประกันราคาลองกองของภาครัฐตกถึงมือชาวสวนจริงๆ เท่าใด? ในขณะที่สูญหายไปในอากาศธาตุอีกเท่าใด? ชาวบ้านชาวสวนถึงต้องรวมตัวกันช่วยเหลือตัวเอง จัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งเช่นชาวสวนลองกองที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส หรืออีกหลายๆ พื้นที่ในชายแดนใต้

เป็นที่สงสัยมานานว่า ทำไมรัฐถึงไม่คิดวางแผนกันตั้งแต่ต้นและวางกรอบนโยบายในระยะยาวเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้? เพื่อช่วงชิง ‘ศรัทธา’ ในกลไกภาครัฐจากชาวบ้านคืนมาให้ได้ขณะที่ชาวบ้านกำลังเกิด ‘วิกฤติศรัทธา’ กับหน่วยงานรัฐ !!

เพราะหากเราเชื่อว่าปัญหาสังคมในพื้นที่เกิดจากวัยรุ่น นอกจากตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนเรื่องทางศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วพลันกลับมีปัญหาในการประกอบอาชีพ เมื่อเชิงวิชาชีพเป็นปัญหา ครอบครัวมีสมาชิกมากแต่รายได้หดหาย ยาเสพติดรุกราน ลูกหลานจะทำอย่างไรได้ ท้ายที่สุดก็ต้องตกไปเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

ถึงเวลานี้และในอนาคตต่อไป ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามีพืชเศรษฐกิจ ๒ ประเภทเท่านั้นที่จะเป็นตัวฉุดภาวะเศรษฐกิจของพื้นที่ให้ดีขึ้นได้ หนึ่งคือ ‘ยางพารา’ อีกหนึ่งคือ ‘สวนปาล์ม’ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกและมีตลาดรองรับอีกมาก

ถามว่าภาครัฐเคยลงมาศึกษาปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังหรือไม่? มีแผนเตรียมการป้องกันแต่เนิ่นๆ อย่างไร? เอาง่ายๆ แค่ว่าปีนี้จะมีปริมาณลองกองเข้าสู่ระบบตลาดเท่าไร? ไม่แน่ว่ารัฐอาจหงายหลังกลับหัวตีลังกาไปเลยก็ได้ เพระไม่มีคำตอบที่แท้จริงอยู่ในมือ ทั้งที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ผลิตผลจะเข้าสู่ตลาดเต็มทั้งระบบแล้ว

คำชาวบ้านที่ว่า “เราเผชิญวิกฤติ ๒ ต่อ มีแต่ตายกับตาย” มีเค้าลางแห่งความจริงหรือไม่? ลองช่วยกันตรองดูเถิด !!

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรก นสพ.สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑

 
     
 
จำนวนครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats