| |
ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,228 คน เกี่ยวกับผลงานในรอบ 3 เดือนของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ผลปรากฏกรณีความพึงพอใจต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องต่างๆ พบว่า ประชาชนไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพมากที่สุด ร้อยละ 77.7 รองลงมาคือ การแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ประชาชนร้อยละ 75.2 และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 71.8
สำหรับรัฐมนตรีที่ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่ได้คะแนน ต่ำสุด 3 อันดับแรก คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้คะแนน 3.39 รองลงมา คือ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้คะแนน 4.04 และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ได้คะแนน 4.05 คะแนน
ผลวิจัยครั้งนี้สะท้อนถึงปัญหาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงกลไกภาครัฐในส่วนของผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจดูแลกลไกรัฐในพื้นที่โดยตรง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างที่ชาวบ้านพอจะตั้งความคาดหวังเอาไว้ บ้าง !!
นั่นย่อมหมายถึงว่า ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ก็ยังคงประสบชะตากรรมจำพรากที่ยากจะทำนายได้ว่าจะเกิดกับตนเอง พี่น้องครอบครับ ญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อไร ถึงแม้สถานการณ์ล่าสุดดูเหมือนว่าความรุนแรงในพื้นที่จะลดน้อยลงไปมาก แต่เป็นเช่นที่ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ให้นิยามไว้ว่า เงียบ แต่ไม่นิ่ง
ทั้งนี้รายงานสถานการณ์เฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Violence-related Injury Surveillance - VIS) สรุปเหตุการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า มีเหตุการณ์ความรุนแรงจำนวน 44 ครั้ง มีจำนวนผู้บาดเจ็บ 148 ราย มีผู้เสียชีวิต 33 ราย และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบในครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 134 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุความรุนแรงที่ต่ำสุดในรอบ 15 เดือนนับตั้งแต่ดำเนินการจัดทำระบบเฝ้าระวังฯ
แม้จะเป็นเหตุการณ์รุนแรงต่ำที่สุดในรอบ 15 เดือนก็ตาม แต่ในพื้นที่เองยังคงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นล่าสุดมีคนร้ายลอบวางเพลิงโชว์รูม บริษัท สยามนิสสันปัตตานี จำกัด ทำให้รถยนต์และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย มีการวางระเบิดในงานกาชาดประจำปีจังหวัดนราธิวาส การลอบวางเพลิงหลายจุด และข่าวลือต่างๆ ก็ยังคงปรากฏล่องลอยอยู่เต็มพื้นที่
เมื่อเหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้ คงต้องย้อนกลับไปติดตามดูการทำงานของภาคประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ว่า มีความคืบหน้าไปเช่นใดบ้างที่พอจะเป็น ยาใจ ให้คนพื้นที่ได้พอมีความหวังมาหล่อเลี้ยงชีวิตบ้างในยามนี้
ล่าสุด ผู้เขียนได้ไปสัมผัสสัมพันธ์กับงานสำคัญ 2 งานด้วยกัน ซึ่งสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
งานแรกเป็นการสัมมนาโครงการวิจัยอนาคตไฟใต้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ภายใต้หัวข้อ สื่อ ทหาร เด็ก และทักษะวัฒนธรรม จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับงานนี้คือ เป็นการทำงานวิจัยทางวิชาการ เพื่อแสวงหาความรู้ในประเด็นปัญหาบางเรื่องให้ลึกซึ้งหลากหลายมิติ และที่สำคัญเป็นการทำงานอย่าง ต่อเนื่อง จากงานของคณะนักวิจัยในโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. สันติวิธี ความรุนแรง และสังคมไทย ปีที่หนึ่ง ซึ่งศึกษาปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ที่กำลังเกิดขึ้นแล้วพบว่างานวิจัยได้นำไปสู่คำถามใหม่ๆ มากมาย จนนำมาสู่งานวิจัยชุดใหม่ที่พยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของปัญหาความรุนแรงภาคใต้บนฐานความเข้าใจ 3 เรื่อง คือ
เรื่องแรก การพยายามมองให้เห็นอนาคต อาจทำได้ด้วยการศึกษาวิจัยเด็กๆ ที่มีส่วนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงว่า พวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงที่แวดล้อมเขาอยู่ มองโลกและสังคมรอบๆ ตัวเขาอย่างไร
เรื่องที่สอง ถ้าเชื่อว่าปัญหาความรุนแรงภาคใต้เป็นปัญหาประเทศไทย อนาคตก็ย่อมอยู่ในมือของผู้คนพลเมืองทั้งประเทศ และความคิดความเห็นของทหารไทยที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ซึ่งถูกความรุนแรงคุกคาม ย่อมมีผลต่ออนาคตการเข้าใจรับรู้ปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทหารไทยซึ่งมาจากทุกสารทิศทั่วประเทศเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัว
เรื่องที่สาม ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ก็อยู่ในบริบทภูมิภาคระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่ชิดใกล้ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ชายแดน ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของผู้คนมลายูมุสลิม จึงควรต้องทำความเข้าใจว่า สังคมการเมืองมาเลเซียมีทัศนะเช่นไรต่อแนวทางการแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยแนวทางสมานฉันท์ เช่นที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์เคยนำเสนอไว้
และเมื่อได้คำตอบเหล่านี้แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามว่าผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยจะอยู่กันไปอย่างไรในอนาคต ซึ่งทัศนะที่ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ได้บรรยายภาพรวมของการวิจัย และทิ้งท้ายมุมมองทาง อนาคตวิทยา ที่น่าสนใจใคร่คิดครวญต่อเป็นอย่างมาก โดยเน้นย้ำถึงเรื่องแนวทางแก้ไขปัญหาว่า หนทางอาจจะมีแต่ต้องอยู่บนฐาน ความรู้ ไม่ใช่ ความเห็น หรือ อคติ
สำหรับร่างผลงานวิจัยที่นักวิจัยพยายามตอบคำถามเกี่ยวกับอนาคตด้วยวิธีการต่างๆ กัน กับหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟใต้ในทัศนะของสื่อเทศ โดย ปรางทิพย์ ดาวเรือง นักวิจัยอิสระซึ่งพำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย นักรบกลับบ้าน โดย พ.อ.หญิง พิมลพรรณ อุโฆษกิจ อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมล็ดพันธุ์เลือด? โดย ซากีย์ พิทักษ์คุมพล จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ขัดกันฉันมิตร โดย แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แม้จะยังไม่สมบูรณ์ด้วยเงื่อนไขบางประการ แต่นับว่าทำให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีของผู้ทำวิจัยทุกคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูก วิพากษ์ ผ่านสายตาคนในพื้นที่ที่เกาะติดอยู่กับ ความเป็นจริง และในอีกด้านหนึ่งเมื่อนักวิจัยบางคนซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนในพื้นที่เองกล่าวถึง ข้อจำกัด ในการเก็บข้อมูล ยิ่งตอกย้ำถึง ข้ออ่อน บางประการในผลงานวิจัย ทางออกเรื่องนี้ทางผู้วิจัยคงต้องไปปรับเพิ่มข้อมูลเพื่อให้ผลวิจัยสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี้ย่อมเป็นการสะท้อน ผลดี ของการ ประสานความคิด ระหว่างผู้คนทุกภาคส่วน ทั้งด้วยทัศนะของเจ้าของพื้นที่ในฐานะ เจ้าบ้าน และความปรารถนาดีของคนนอกพื้นที่ในฐานะ อาคันตุกะ ผู้ปรารถนาดี
ต้องยอมรับว่า ปัญหายากเย็นประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาไฟใต้คือ ความมี อัตลักษณ์ ชัดเจนของคนในพื้นที่ที่ไม่ค่อยยอมรับ คนนอก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางศาสนา นักการเมือง หรือแม้กระทั่งนักวิชาการ ดังนั้นหนทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรขบคิดใคร่ครวญคือประเด็นเรื่องปลุกเร้าให้ คนใน ออกมามีบทบาทในการแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาให้มากขึ้น หรือที่เรียกกันว่าจำเป็นต้องจุดชนวน ระเบิด ออกมาจากข้างใน ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนมีข้อสังเกตที่ได้ไปประสบในฐานะผู้สังเกตการณ์และพูดคุยจากอีกโครงการหนึ่งที่ได้เข้าร่วมในเวลาไล่เลี่ยกัน
โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างเยาวชนระดับภูมิภาค จัดโดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างวันที่ 16 เมษายน 17 พฤษภาคม 2551 ณ เขาชะเมา เฮลท์ รีสอร์ท จ.จันทบุรี เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศจำนวน 24 คนได้เข้าร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ เยาวชนเหล่านี้มีทั้งที่มาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เผชิญปัญหาไฟใต้ ซึ่งมีหลายคนประสบกับความสูญเสียชีวิตทั้งของบิดา ญาติมิตร ฯลฯ บางคนลุกขึ้นมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ บางคนเป็นนักศึกษา มอ.ปัตตานี รวมถึงเยาวชนพลัดถิ่นเช่น กะเหรี่ยงหรือ ปกาเกอญอ จากศูนย์อพยพแม่สอด จ.ตาก ชนเผ่ากะเหรี่ยงจาก จ.เชียงราย ชนเผ่าอาข่าจากภาคเหนือ ฯลฯ มีทั้งเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม พุทธ คริสต์ ฯลฯ
เริ่มแรกด้วยทุกคนมาจากต่างถิ่น ต่างแดน แบกความแปลกหน้ามาปะทะต่อกัน แต่เมื่อได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมอยู่อาศัยด้วยกัน มีเวลาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้สามารถทลายปราการแห่งความแปลกหน้าลง และสร้างมิตรภาพใหม่ขึ้นมาแทนที่
เท่าที่ได้ศึกษาพูดคุย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างมีปูมหลังทางครอบครัวและพื้นถิ่นแตกต่างกันไป บางคนต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐที่กดขี่อย่างแสนสาหัส บางคนเผชิญกับอำนาจที่มองไม่เห็น แต่สิ่งสำคัญคือ ส่วนใหญ่จะสามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ จากคนที่อ่อนแอ หมดหวัง ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ หลังจากได้สั่งสมประสบการณ์ชีวิต ได้เรียนรู้โลกกว้าง มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายขึ้น หน่ออ่อน ของความคิดใหม่ก็เริ่มแทงยอดเสริมสร้างให้มีมิติความคิดที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้น โลกทัศน์กว้างขึ้น สามารถมองโลกด้วยดวงตาแบบใหม่ที่เข้าใจ ยอมรับ แต่มิใช่ยอม จำนน
นี่คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ระเบิด จากข้างใน ยกระดับความคิดในฐานะ ปัจเจก โดยแท้
ต่อมาด้วยฐานะปัจเจก เริ่มมีการรวมกลุ่มความคิด ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ นำไปสู่การระเบิดจากข้างในอีกครั้งหนึ่งด้วยการเกาะเกี่ยวกันด้วยฐานะคน พื้นที่ เดียวกัน กระทั่งขณะนี้เขาเหล่านี้กำลังเดินทางสู่หนทางใหม่ที่ต้องร่วมผสานชีวิตและแนวคิด เพื่อมุ่งเชื่อมโยง โลกภายใน กับ โลกภายนอก เข้าด้วยกันเพื่อนำไปสู่ สันติภาพ ที่ถาวรยั่งยืน
ทราบมาว่ากิจกรรมของเยาวชนเหล่านี้หลังจากนี้ไป คือการลงพื้นที่จริงเพื่อไปเก็บข้อมูลเพื่อสัมผัสกับกรณีศึกษาความขัดแย้งในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ปัญหาการก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก ปัญหาจากกรณีเขื่อนปากมูล หรือปัญหาการบุกรุกที่ดิน ฯลฯ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก็บรายละเอียดและทำการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ฟังความข้างเดียว และที่สำคัญคือการยึดแนวทาง สันติวิธี เป็นหนทางศึกษาคลี่คลายปัญหา ไม่ใช่ด้วย ความรุนแรง เช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย
ผู้เขียนเชื่อว่า กรณีศึกษาจากการร่วมทำกิจกรรมของเยาวชนเหล่านี้ คือการสะท้อนให้เห็น วิถี ที่น่าสนใจ เขาและเธอต่างเติบโตจากถิ่นเกิดด้วยฐานะคนตัวเล็กในชนบทห่างไกลศูนย์อำนาจรัฐ ได้รับความอยุติธรรมจากสิ่งรอบข้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วันหนึ่งได้สั่งสมประสบการณ์นำบทเรียนใหม่เพื่อกลับไปรับใช้ บ้านเกิด ที่กำลังมีปัญหา บางคนไปทำกิจกรรมเชิงสังคม บางคนไปร่วมเก็บข้อมูลวิจัย บางคนเตรียมไปศึกษาต่อในชั้นสูงขึ้นไปเพื่อสั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้มากยิ่งขึ้น
สังคมไทยควรจะทำเช่นใดกันบ้าง? เพื่อหนุนส่งให้เกิดกลุ่มคนลักษณะนี้มากขึ้นๆ แทนที่จะไปรอคอยความหวัง ลมๆ แล้งๆ จากใครบางคนเช่นที่ผ่านมา
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรก นสพ.สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ |
|