| |
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของ ประวัติศาสตร์ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือปมเงื่อนหนึ่งที่ฝ่ายเคลื่อนไหวก่อการในพื้นที่พยายามใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ปลุกระดมผู้คนและสร้างแนวร่วมเพิ่ม นอกจากเรื่องของชาติพันธุ์และศาสนา
ทั้งที่รู้ ทั้งที่เข้าใจ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่ พอเข้าใจได้ แต่ช่วงที่ผ่านมาภาครัฐเองดูเหมือนจะละล้าละลังและไม่ดำเนินการอะไรให้ชัดเจน เพื่อขจัดภาพแห่งความคลุมเครือให้หมดสิ้นไป
ประวัติศาสตร์ปัตตานีจึงยังคงเป็นอาวุธที่มีพลังเสมอเมื่อต้องการกระตุ้น อารมณ์ร่วม ของผู้คนกลุ่มหนึ่ง กระทั่งทำให้เกิดอคติต่อรัฐไทยรุนแรงมาก
ปัตตานี ในเชิงประวัติศาสตร์มีอายุย้อนรอยไปนับเนื่องได้หลายร้อยปี บรรจุไว้ด้วยเรื่องเล่าทางชาติพันธุ์ ศาสนา การค้าขาย และรวมถึง สงคราม ที่นำมาซึ่งบาดแผลยากจะเยียวยาได้ในความรู้สึกของบางผู้คน และที่สำคัญคืออาจมีการหยิบยกความจริงในประวัติศาสตร์มากล่าวถึงเพียง บางช่วงเวลา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวเฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม
หากจะเรียบเรียงหรือชำระประวัติศาสตร์กันใหม่ตั้งแต่มีการบันทึกกันไว้ หรือที่มีการเล่ากันปากต่อปากมาเนิ่นนานในประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ใดก็ตาม เชื่อแน่ว่าคงต้องมีการรื้อประวัติศาสตร์ของประเทศและโลกกันอย่างมโหฬาร !!
นั่นเพราะปัญหาคือประวัติศาสตร์เป็นสิ่งเคลื่อนไหวได้เหมือนมีชีวิต ตราบเท่าที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าสิ่งใดกันแน่คือข้อเท็จ-คำจริง แถมประวัติศาสตร์ยังเป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพ สามารถทิ่มแทงจิตวิญญาณหรือปลุกระดมผู้คนให้มีเลือดรักชาติได้เพียงเพราะ เจตจำนง ของผู้เล่า
ด้วยประสบการณ์ค่อนชีวิตที่ลงไปคลุกคลีพื้นที่ของ รศ.ดร.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคม มอ.ปัตตานี นักวิชาการทางธรณีวิทยาที่สนใจด้านมิติวัฒนธรรมสัมพันธ์ผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีผลงานเขียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ปัตตานี : การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต และรวมถึงมีผลงานด้านวิชาการอีกมากมาย จึงได้ฝากแง่คิดที่สะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ คือกุญแจเปิดโลกแห่งความ สมานฉันท์ ของคนต่างศาสนิกในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยแท้จริง
รศ.ดร.ครองชัย เห็นว่า ประวัติศาสตร์เหมือนเชื้อเพลิง หากใช้ให้ถูกก็เป็นประโยชน์ ถ้าใช้ไม่ถูกต้องอาจเป็นโทษร้ายแรงอย่างยากจะประเมินได้ ช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องต้องยอมรับว่าได้มีการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการ ปลุกระดม หรือกระทั่งทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันในหมู่คนไทยด้วยกัน
เช่นนี้แล้วหมายความว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐที่ต้องอธิบายว่า ความจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกที่จะไม่อธิบายด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น เคยได้ยินคล้ายๆ ว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นของไทยอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายก็ได้ เรารักษาไว้ให้ได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ถูกต้องในยามเหตุการณ์ไม่รุนแรงอย่างนี้ แต่ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามได้ใช้บางประเด็นของประวัติศาสตร์ในการขยายผล ใช้ในการยุแหย่ให้เยาวชนหรือประชาชนได้เข้าใจในทางที่จะเกิดประโยชน์ต่อฝ่ายที่ก่อความไม่สงบ แล้วบังเอิญว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐที่จะลุกขึ้นมาบอกกล่าวประชาชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนว่าภาครัฐไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน่วยงานเช่นกระทรวงศึกษาธิการควรต้องรีบลุกขึ้นมาบอกกล่าวว่าความจริงของประวัติศาสตร์คืออะไร จะได้ใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันสำหรับครู อาจารย์ หรืออุสตาสที่จะต้องสอนเด็กๆ ในปอเนาะหรือตาดีกาต่างๆ ในพื้นที่
ผมยังมองว่าฝ่ายรัฐค่อนข้างจะกบดานในเรื่องนี้ ผมใช้คำที่อาจจะรุนแรงไปนิดหนึ่ง แต่เป็นความจริงว่าฝ่ายรัฐควรจะต้องบอกกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริง ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ส่งผลให้คนที่รับราชการอยู่ลำบากใจ โดยเฉพาะครู อาจารย์ถูกถาม ผมเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ก็ถูกถามมาก เราจะเลือกอธิบายอย่างไรดีเพื่อให้ประวัติศาสตร์มีประโยชน์ต่อแนวทางสมานฉันท์ เพื่อยุติปัญหาข้อโต้แย้งร่วมกัน
เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วหรือยัง? สำหรับทางออกเรื่องนี้ที่จะต้องมีหน่วยงานที่ต้องเร่งตอบคำถามโดยเป็นตัวแทนที่ฝ่ายรัฐได้รับรองแล้ว เช่น กระทรวงศึกษาธิการ หรือคณะทำงานที่รัฐบาลมอบหมายให้เป็นผู้สื่อความจริงออกมาว่าเป็นอย่างไร หากฝ่ายรัฐมีข้อมูลหลักฐานที่ตรงกัน เพื่อที่จะให้ครู ชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป อุสตาส หรืออาจารย์ที่สอนนักเรียนอยู่ในพื้นที่ ได้เข้าใจตรงกันทั่วทั้งหมด
เป้าหมายสำคัญก็เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าทุกคนเป็นพลเมืองของรัฐ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรหรือเชื้อชาติพันธุ์ใดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ควรต้องตระหนักและนำไปสู่การคิดหาวิธีการทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกกลมกลืนกัน
ด้วยการตามติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน รศ.ดร.ครองชัย ถึงกับแสดงความแปลกใจว่า ทำไมการปลุกระดมเรื่องมลายูกับสยามถึงได้ผลเหลือเกิน ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่าเป็นคนละพวกคนละฝ่าย ทั้งที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ชายแดนใต้มาด้วยกัน
แรกๆ แทบจะไม่ต้องเรียกว่ามลายู-สยามเลย ช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธแต่เดิม โดยเฉพาะสมัยศรีวิชัย เพราะตอนนั้นมลายูและสยามเป็นเจ้าของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งต่างนับถือศาสนาพุทธ และแทบไม่มีการแบ่งแยกว่านี่คือคนไทย คนมลายู ต่างนับถือพุทธด้วยกัน เราควรจะใช้ความรู้สึกนี้ว่า คนไทยและคนมลายูนั้นเคยได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของโลกคืออาณาจักรศรีวิชัยมาด้วยกัน ก่อนมีประเทศไทย คนกลุ่มนี้อยู่สืบทอดต่อมา มีลูกหลานต่อมาถึงปัจจุบัน
สรุปแล้ว ณ แผ่นดิน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่กาลก่อน ย่อมไม่ใช่แผ่นดินของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นสมบัติของทุกคน ดังนั้นใบปลิวที่เต็มไปด้วยเนื้อหาเพื่อขับไล่คนสยามให้ออกจากพื้นที่จึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ใบปลิวหรืออักษรวิ่งที่บอกว่าคนมลายูจงออกไปก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ทั้งหมดล้วนเป็นเจ้าของประเทศไทย เป็น คนไทย เช่นกัน
เราต้องสร้างความรู้สึกให้เกิดแก่คนไทยทั้งประเทศและคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเราเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ร่วมกัน
ทั้งนี้พิจารณาแง่หลักฐานของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลากหลายสถานที่ที่สามารถสะท้อนความกลมกลืนกลมเกลียวกันระหว่างคนต่างศาสนา ย้อนยุคไปถึงเมื่อ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ปีมีคนตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า โอรันอัสลี คือคนดั้งเดิม ส่วนหนึ่งคือเซมังซาไกซึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่เรียกว่า มองโกลอยด์ใต้ อยู่ทางโซนเอเชียอาคเนย์ ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่พวกที่เรียกในภายหลังว่าพวกเซนอย ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองผิวเหลือง อยู่แถวชวา มลายู สยาม มอญ พม่า เวียดนาม
กลุ่มคนเหล่านี้ต่อมาคือบรรพบุรุษของคนไทย คนมลายู คนชวา คนเวียดนาม คนเขมร อยู่อาศัยกระจายทั่ว การเรียกชื่อว่า มอญ เขมร ลาว เวียดนามนั้น เป็นเพียงการเรียกตามที่อยู่ตามภูมิศาสตร์ แต่ความจริงแล้วคือคน ชาติพันธุ์เดียวกัน มาก่อน มีสายเลือดสายตระกูลทางชาติตระกูลมนุษยวิทยาเป็นพวกเดียวกัน
ผมว่าถ้าไม่ได้คุยให้ชาวบ้านเข้าใจ ให้เด็กๆ รุ่นใหม่เข้าใจว่าเราอยู่กันอย่างไรมาก่อน มันแก้ไม่ได้ ถึงหยุดก็จริงแต่หยุดชั่วคราว หยุดเพื่อรอคนยุแล้วบึ่งต่อไปอีก ผมมองจุดนี้ว่าจะทำอย่างไรให้เข้าใจกันว่าเราอยู่กันมาอย่างไร ว่าเราคือใคร มีความเป็นมาอย่างไร แล้วอยู่กันต่อไปไม่ได้หรือ ขออยู่กันต่อไปเถอะ อะไรที่ไม่ดีก็บอกมาจะได้แก้ไข แค่นั้นแหละผมมอง ส่วนปัจจัยอื่น ปัจจัยเสริม การยุแหย่จากบุคคลภายนอกเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วทั่วโลก ขอให้เราเข้มแข็ง เข้าใจว่าเราคือใคร เห็นคนพุทธก็เข้าใจว่าเขาเป็นคนดั้งเดิมอยู่กันมานานแล้ว ให้เข้าใจอย่างนั้น อย่ามองเป็นคนแปลกแยก แล้วขอให้คร่อมกัน เข้าใจกันข้ามวัฒนธรรม นั่นเป็นหนทางที่จะสามารถยุติปัญหาได้เป็นอย่างดี รศ.ดร.ครองชัย หัตถา ทิ้งท้ายให้แง่คิดสถานการณ์ช่วงชิงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแหลมคม.
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกใน นสพ.สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ |
|