สถานการณ์ระเบิด สถานการณ์การยิงปืน อันสัมพันธ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระยะนับแต่วันที่ 22 ตุลาคม มาถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
น่าศึกษาเพราะว่าดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ดำเนินไปอย่างจงใจ
1 มีรถตู้สีขาวแล่นเข้ามาแล้วขว้างระเบิดเข้าใส่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม
1 เวลา 03.20 น.ของวันที่ 30 ตุลาคม การ์ดพันธมิตรที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ถูกระเบิดเอ็ม 79 บาดเจ็บ 9 คน รุนแรง 6 สาหัส 2 ยังอยู่ในห้องไอซียู 1
1 เวลา 04.25 น.ของวันที่ 30 ตุลาคม มีการยิงปืนเข้าใส่บริเวณใกล้สี่แยกสวนมิสกวัน
1 เวลา 02.00 น.ของวันที่ 31 ตุลาคม เกิดระเบิดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
1 เช้าวันที่ 31 ตุลาคม มีผู้พบศพชายชุดดำนอนเสียชีวิตข้างกำแพง กองบัญชาการตำรวจนครบาล
1 เวลา 02.30 น.ของวันที่ 2 พฤศจิกายน ชาย 4 หญิง 1 ขับรถมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จากนั้น มีเสียงปืน 4-5 นัด 1 ใน 5 คนบนรถบาดเจ็บและแจ้งความ ณ สน.นางเลิ้ง
1 เวลา 02.00 น.ของวันที่ 4 พฤศจิกายน มีการยิงระเบิดใส่ด่านตรวจสะพานอรทัย
1 เวลา 01.00 น.ของวันที่ 7 พฤศจิกายน เกิดระเบิดที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ข้างกระทรวงศึกษาธิการ
1 เวลา 04.30 น.ของวันที่ 8 พฤศจิกายน เกิดระเบิดในทำเนียบรัฐบาล
บทสรุปจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พุ่งเป้าว่าเป็นการกระทำ เป็นการก่อกวนจากรัฐบาล
ขณะที่เสียงจากตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของพวกก่อกวน
ตำรวจบางคนถึงกับยืนยันว่าไม่ใช่มือที่ 3 หากแต่มาจากฝ่ายที่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน หากตัดสถานการณ์กลุ่มนักเที่ยว 5 คนในรถออกไป เพราะว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุมากกว่าตั้งใจ เป็นอุบัติเหตุจากกลุ่มนักเที่ยวที่ไม่คุ้นเส้นทางในกทม. เพราะมาจากพระประแดง เป็นอุบัติเหตุจากการ์ดพันธมิตรที่เพิ่งหวาดผวาจากระเบิดก่อนหน้านั้น
8 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากฝีมือของมืออาชีพที่สันทัดในเรื่องปืนผาหน้าไม้ สันทัดในเรื่องระเบิดอย่างเป็นพิเศษ
แม้กระทั่งการตายของชายลึกลับข้างกำแพงกองบัญชาการตำรวจ นครบาลก็มีเงื่อนงำ
ยิ่งประสานเข้ากับคำขู่อันมาจาก พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ยิ่งแจ่มชัดว่าหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีผู้จองกฐินมากมายระดับนี้คงมิอาจชุมนุมอยู่ได้อย่างปกติสุขแน่นอน
เพราะคนจองกฐินมิได้เป็นมือสมัครเล่น หากแต่เป็นมืออาชีพ
ปมเงื่อนอยู่ตรงยุทธภูมิของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือในทำเนียบรัฐบาล อยู่ในลักษณะเป้านิ่ง
ในทางการเมือง อาจเป็นเรื่องดีเพราะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
เมื่อชุมนุมอยู่ ณ ที่ตั้งยาวนานพอสมควร ก็สามารถสร้างเงื่อนไขก่อการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจายได้
แต่ในทางการทหารจะอยู่ในลักษณะตั้งรับมากกว่าจะเป็นฝ่ายรุก
ยิ่งชุมนุมยาวนาน ยิ่งชุมนุมยืดเยื้อ ยิ่งทำให้การรักษาความปลอดภัยมีความสลับซับซ้อนและยากลำบากมากยิ่งขึ้น
เอ็ม 79 ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เหมือนกับการประกาศศึก
การยิงระเบิดเข้าไปบริเวณจุดตรวจสะพานอรทัย เหมือนกับเป็นการชิมลาง และต่อมาก็นำระเบิดเข้าไปถึงเต็นท์ในทำเนียบรัฐบาล
ห่างจากตึกสันติไมตรี 1 เมตร ห่างจากเวทีปราศรัย 3 เมตร
หากระเบิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน เกิดจากบุคคลภายนอกนำเข้าไปซุกใต้แผ่นไม้ อย่างที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงจริง เท่ากับว่าการตรวจค้นของการ์ดมีช่องโหว่ และผู้ที่มาชุมนุมบุคคลแปลกปลอมสามารถแฝงตัวเข้าไปได้
แสดงว่าอาวุธแห่งอนาธิปไตยเริ่มหวนกลับมาหาพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว
ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod |