|
| |
กำสรวลอู่ทองใน |
|
| |
10 ต.ค. 51 |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
กำสรวลอู่ทองใน
**************
อู่ทองในนองเลือดน้ำตา...
ปวงประชาหวีดร้องร่ำไห้
เสียงปืนลั่นสะท้านใจ
คือไทยฆ่าไทย...หรือใครฆ่า
หัวใจสะอื้นร่ำไห้กำสรวล
ไทยทั้งมวลล้วนหมองเศร้า
ไม่มีใครเขาฆ่าเรา...มีแต่เราฆ่ากันเอง
......ฤาปราถนาอำนาจใด.....?
หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจารึกไว้ว่า วันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องสังเวย ชีวิต เลือดเนื้อ น้ำตา รอยแผลทั้งกายและ ใจของประชาชนให้กับความขัดแย้งสุดขั้วทางการเมือง ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เข้าไปในอาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน เพื่อประกาศนโยบายของรัฐบาลในหัวข้อหลักที่ว่า "การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ" ??
วันนี้ ความความปรองดอง ความสมานฉันท์ กลายเป็นวาทะกรรมขยะ ภาพลวงตา ไม่มีใครฟัง ...พฤติกรรมของ ตำรวจ รัฐบาล ทหาร ประชาชน(พันธมิตร) แก๊สน้ำตา อาวุธ ขาขาด ระเบิด เป็นเรื่องจริง เสียงจริง ที่จบลง(ชั่วคราว)โดยมีนามของ "อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ " คน พธม.กลายเป็นวีรสตรี(ตาย7 ต.ค.51) ชื่อของ "ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง" คนนปก.กลายเป็นวีรบุรุษ(ตาย 2 ก.ย. 51 ) เพื่อเซ่นประชาธิปไตย76ปี อีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และ 17-18-19 พฤษภาคม 2535 ที่ผ่านมา |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
อรุณรุ่งหลังวันอัปยศ (8 ต.ค.51) พาดหัวหน้าหนังสือพิมพ์รายงานไว้ว่า ... "ไทยรัฐ" : ตำรวจปะทะม็อบ นองเลือด พันธมิตรหญิงดับ "เดลิ นิวส์" : จลาจล ตาย 2 ตร.สลาย พธม.สาหัสอื้อ ใช้แก๊สน้ำตาระเบิดควัน "ข่าวสด" : ตาย 1 เจ็บ 300 '3 ทัพ' เสริม ตร. ตรึงกรุง "มติชน " : ทหารคุม! ตร.เอาไม่อยู่-ปะทะทั้งวัน แก๊สน้ำตาถล่ม-บึ้ม-ยิง ตาย2 บาดเจ็บกว่า 300 'อนุพงษ์' ปฎิเสธปฎิวัติ
"กรุงเทพธุรกิจ" : 'มิคสัญญี'กลางกรุง ม็อบปะทะตำรวจ ตาย 2 บาดเจ็บร่วม 400 "คมชัดลึก" : ตุลาทมิฬ ยิงแก๊สใส่ม็อบดับ 2 เจ็บร่วม400 สม ชายไม่ใช้ พรก. ไม่ออกไม่ยุบ "แนวหน้า" : ตุลาทมิฬ รัฐบาลอำมหิต ก่อมิคสัญญี "ไทยโพสต์" : ทรราช ชายทมิฬปราบประชาชน 'จิ๋ว' อดสู ไขก๊อก 'เขยแม้ว' "ผู้จัดการ" : ทรราชฆ่าประชาชน พระราชินีพระราชทานเงิน-รับผู้ป่วยพันธมิตร "ประชาทรรศน์" : สร้างสถานการณ์ ป่วนเมือง! นปช.เคลื่อนต้านรัฐประหาร |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
ก่อนหน้าที่สงคราม 2 ฝ่ายจะเดินมาบรรจบในจุดนี้(7 ต.ค.51)นั้นได้ผ่านการเพาะบ่ม การสะสม "ความเกลียดชัง-ความพยาบาท" ซึ่งกันและกัน มาอย่างอย่างนาน โดยมี "ตัวละครหลัก" ที่โลดเล่นอยู่ไม่กี่คน แต่ก็มีอานุภาพพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมให้มาถึงจุดนี้
จากวันที่ 25 พ.ค.2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เข้าเกียร์หนึ่งเดินหน้าขับไล่ "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกนอมินี โดยมีกลุ่ม นปก. ที่มีความเห็นต่าง กับกลุ่มพันธมิตรออกมาปกป้องรัฐบาลและโจมตีพันธมิตร อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน วันเวลาเคลื่อนคล้อย ระดับของปัญหาและความรุนแรงถูก พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนพันธมิตร บุกยึด เอ็นบีที ยึด ทำเนียบรัฐบาล แลกกับข้อหา 9 กบฎ ก่อนจะมาถึงจุดพีคในต้นเดือนต.ค.51
หลังจากที่ "ตัวละครหลัก" นาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี การจับ "ตัวละครรอง" อย่าง "ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ " 1 ใน แกนนำพันธมิตรฯ ต่อเนื่องด้วย " พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" (ตัวละครหลัก)เดินไปให้ตร.จับ หลังจากที่ "สมชาย" เข้าบ้านสี่เสาคารวะ "ป๋าเปรม" ( ตัวละครหลัก)พร้อมๆกับข่าว "ทักษิณ ชินวัตร" (ตัวละครหลัก) จะขอลี้ภัยในราชอาณาจักร ในขณะที่ วันที่ 21 ต.ค.51 จะมีการอ่านคำพิพากษา คดีของเขาในคดีที่ดินรัชดา พ่วงไปกับข่าวว่า "สมัคร" (ตัวละครหลัก) ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะที่3 ต้องเดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศ แต่กลับ มีข่าวลอยมาว่าแอบไปสอบใบขับขี่สากลมาแล้ว
ว่ากันว่าพันธมิตรฯ เปิดเกมแรง เมื่อหงายไพ่ "ไชยวัฒน์" หยั่งเชิง คนไม่ฮือ ต้องงัดไพ่ "จำลอง" ออกมาพร้อมกับการปั่นกระแสของสื่อกระแส หลักว่าระวังซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ ทำให้เรียกคนได้พอควร ประกอบกับรัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายในรัฐสภา เพื่อความชอบธรรม พร้อมกับ มีการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนปก.เข้าสภา ทำให้พันธมิตรฯ ถึงเวลาต้องเคลื่อนพลไปปิดสภาในคืนที่ 6 ต.ค.51
ที่ผ่านมาการยึดทำเนียบ เพื่อทำลายสัญลักษณ์ของฝ่ายบริหาร และสร้างความอับอายต่อชาวโลก ไม่สามารถสร้างแรงเสียดทานให้รัฐบาลได้ มากพอ แม้จะการปะทะกันบ้างเมื่อคราวที่ตร.เข้าไปติดหมายจับ9 แกนนำในทำเนียบ แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นล้มตาย
แต่การยึดสภาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นทางรัฐบาลรู้ว่าต้องเล่นเกมที่แรงกว่าที่ผ่านมา แต่คราวนี้เลือกที่จะไม่ถอย แม้ว่าจะมีข่าว ว่าในการประชุมครม.นัดพิเศษตอนเที่ยงคืนของวันที่ 6 ต.ค.51นั้น "บิ๊กจิ๋ว" จะพยายามโน้มให้เปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบาย แต่เสียงส่วนมาก ในครม. ไม่สนใจ จึงทำให้ต้องมีการไปสภา และต้องรับมือกับสถาการณ์ที่รุนแรงกว่าที่ฝ่ายรัฐประเมิน |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
ด้านพรรคฝ่ายค้านอย่าง "ประชาธิปัตย์" และสว.สรรหา กว่า 40คน ก็เล่นเกมล่มสภาเหมือนเดิม บอยคอตการประชุม แต่ก็มี สว.กรุงเทพ "รสนา" บุกเดี่ยวเข้าไป เหมือนจะไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย แต่ท้ายสุด รัฐบาลก็สมประสงค์ใช้ 3 ชั่วโมงสนองตัณหาได้การรับรองจากสภา ตามรัฐธรรมนูญเรียบร้อย แต่เรื่องที่น่าจับสัญญาณอย่างยิ่งคือ เมื่อสมชายแถลงนโยบายเสร็จ ได้เล็ดลอดออกไปจากรัฐสภา พร้อมกับไปขึ้นเฮ ลีคอปเตอร์ และเรียกประชุม ผบ.เหล่าทัพ และออกมาแถลงยืนยันว่า "ไม่ยุบสภา-ไม่ลาออก-ขออยู่ทำงานต่อ" โดยมีภาพของพล.อ.อนุพงษ์ยืน อยู่ข้างหลังนายกสมชาย อย่างจงใจสื่อสารไปยังคนบางกลุ่มบางพวกในทำนองว่า "ทหารอยู่ข้างใคร?"
จากนั้นก็เป็นศึกสงครามระหว่างประชาชนพันธมิตรฯ และตำรวจ ท้องที่ ตำรวจตะเวนชายแดน ที่มีผลลัพท์อย่างที่ปรากฎเป็นข่าว มีทั้งฝ่าย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ และตาย มีการขับรถทับตำรวจ หรือใช้ด้ามธงแทงตำรวจจนโคม่า ฯลฯ
มีการตั้งข้อสังเกตุ ข้อคำถามมากมาย ไม่ว่าชายคนขาขาดนั้นขาดมาก่อนแล้วหรือไม่ ? ตร.ใช้อาวุธอย่างอื่นนอกจากแก็สน้ำตาหรือไม่? พันธมิตรฯ พกอาวุธรุนแรงนอกจากไม้ หรือไม่ ?คนที่ตายพร้อมกับรถจิ๊ป เหตุจากอะไร? น้องโบว์พันธมิตรตายเพราะอาวุธอะไร? และอีก มากมายแต่ทั้งหมดก็ได้กลายเป็น "โศกนาฎกรรมเมืองหลวง" ไปอีกครั้ง พร้อมกับคำถามในเรื่องของความชอบธรรมของการกระทำทั้ง2ฝ่ายว่า มีมากน้อยขนาดไหน? พร้อมกับคำถามคลาสลิกว่าสมชาย ถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่าง 1.ยุบสภา 2.ลาออก หรือยัง?
ประเด็นเรื่องการเคลื่อนไปรัฐสภานี้ เมื่อถามถึง "ความชอบธรรม" ทางพันธมิตร ก็ยกเหตุผลต่อหน้าสาธารณชนที่ว่าเพื่อไม่ให้มีการแถลง นโยบาย และประธานรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับเหวง-จรัล เข้าสู่วาระพิจารณา แต่ทางพันธมิตรก็ถูกตั้งคำถามเชิงเปรียบ เทียบว่า เมื่อครั้งที่นปก.เคลื่อนจากสนามหลวงมาที่มัฆวาล จนมีคนตายไปนั้น ก็ถูกประณามว่าถ้าไม่เคลื่อนพลก็จะไม่มีการปะทะ และไม่มีการ สูญเสีย ครั้งนี้ก็เช่นกันพันธมิตร ถูกข้อหล่าวหาว่า "พาคนไปตาย" ถ้าไม่เคลื่อนจากทำเนียบ ก็จะไม่มีการปะทะ และไม่มีการสูญเสีย เช่นกัน
ด้านรัฐบาลก็อ้าง "ความชอบธรรม" ที่จะเข้าไปประกาศนโยบายในรัฐสภาตามศักดิ์ ตามสิทธิ์ รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกตั้งคำ ถามด้วยเช่นกันว่า ถ้ารัฐบาลยอมเลื่อนการแถลงนโยบายออกไป ก็จะไม่มีการปะทะ และไม่มีการสูญเสีย เช่นกัน
ประเด็นที่มีการประณามว่าการสลายการชุมนุมของตำรวจที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ จำนวนกว่า 400คน นั้นเป็นการกระทำที่เกิดกว่าเหตุ เป็นกระทำ รุนแรงต่อประชาชน จน "สนธิ ลิ้ม" ประกาศเป็นศัตรูกับตร.อย่างชัดเจนบนเวทีพันธมิตรนั้น ถ้ามองไปที่ "ความชอบธรรม" ของตร.ขั้นปฎิบัต การ ก็ไม่อาจปฎิเสธคำสั่งได้ แต่ทว่าคำถามคือทำไมไม่มีการเจรจาก่อนลงมือสลาย? ส่วนจะกระทำรุนแรงหรือไม่นั้นต้องไปพิสูจน์ทราบกัน อีกขั้นตอนหนึ่ง แต่เริ่มต้นก็ผิดวีธีการเสียแล้ว
ในขณะเดียวกับกรณีที่พันธมิตรที่แทงตำรวจ ขับรถชนตำรวจ ที่พันธมิตรอ้าง "ความชอบธรรม" ว่าถูกกระทำก่อน จึงต้องรุนแรงกลับไป นั้น เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นหรือไม่? ซึ่งก็ต้องไปพิสูจน์ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่แน่ๆการกระทำเช่นนั้นสร้างรอยหมางใจ โกรธแค้นให้กับฝ่าย ตำรวจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฝ่ายพันธมิตรที่ชิงชังตำรวจ
เหมือนกับการบอกว่าตร.ใจร้าย ไม่เห็นใจลูก เมีย สามีของผู้บาดเจ็บหรือตาย หรือ?ในทางกลับกันตร.ก็มีลูก มีเมีย ที่คอยเป็นห่วงเขาอยู่เช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์กลับกลายให้ช่องว่างระหว่างประชาชนกับตร.ถูกถ่างห่างออกไปเรื่อยๆจนยากจะบรรจบ
ว่าไปแล้วความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับประชาชน(ยิ่งเฉพาะพันธมิตร) ฝังรากมาตั้งแต่สมัยที่นายใหญ่ครองเมือง แล้วใช้กลไก สายสัมพันธุ์ ความเป็นตร.เก่าของตนเอง ดันก้นพี่ภรรยา เพื่อนร่วมรุ่น ลูกน้องต่างๆ สภาปนา "รัฐตำรวจ" จนเป็นเชื้อไฟสำคัญทำให้ปัญหา3จังหวัดใต้ไม่ สามารถจบลงได้ถึงในปัจจุบันนี้ จากนั้นมาพันธมิตรกับตำรวจก็กลายเป็นคนละฝั่ง มีเรื่องกระทบกระทั่งกันมากบ้าง น้อยมาก จนมาถึงครั้งล่า สุดที่ตำรวจจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาพันธมิตรอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับผลพวงที่ตามมาหลังจาก 7 ตุลานั้น สังคมยิ่งแตกแยก ความบาดหมางกรีดลึกกว่าเดิม ความเกลียดชังปกคลุมแทบมืดมิด อย่างเช่นทาง พันธมิตรปราถนาจะใช้ศพของน้องโบว์มาต่อยอดเพิ่มผู้ชุมนุม แต่พ่อของน้องเขาปฎิเสธ หรือกรณีที่เตรียมจะฟ้องยูเอ็น และร้องศาลปกครอง กลางไต่สวนฉุกเฉินให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งสลายการชุมนุม กล่าวหา ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ หรือกรณีพรรคฝ่ายค้านฟ้องอาญานายกฯ กรณี สลายการชุมนุม หมอประเวศ เรียกร้อง ให้สมชายลาออก ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ให้ทหารเป็นคนกลาง
หรือกรณีกัปตันการบินไทย ปฎิเสธผู้โดยสารสส.พลังประชาชนจนถูกพักงาน หรือกรณีหมอบางโรงพยาบาลงดตรวจรักษาตร.เจ็บจากเหตุ สลายม็อบ จนต้องออกมาแถลงข่าวแก้ตัวกันอลม่าน หรือกรณีแอบอ้างเบื้องสูงในเรื่องของเงินบริจาคช่วยเหลือ ฯลฯ
และที่สำคัญมีข่าวปล่อยมาว่าในวันที่ 9 ต.ค. นี้ ศาลจะยกเลิกหมายจับ 9แกนนำพันธมิตร เพราะตามข่าวรายงานว่าภายในคืนที่7 ต.ค. พันธมิตร ไม่สามารถปิดเกมได้ ขุนทหารก็ไม่ขยับ จึงจำต้องใช้ "ตุลาการภิวัฒน์" อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อเกมยังไม่จบ พันธมิตรก็ยังต้องต่อสู้กับรัฐบาลและระบบทักษิณ ต่อไป ทั้งๆที่คนที่ไปชุมนุนกับพันธมิตรยังไม่รู้จริงๆเลยว่า กำลังสู้อยู่กับอะไร? สู้เพื่ออะไร? ชนะครั้งนี้แล้วจะได้อะไร? แพ้แล้วจะเป็นอย่างไง ? รู้เบื้องหลังเบื้องลึกของบรรดาแกนนำนั้นดีพอหรือไม่ อย่างไร? พลเมืองที่กอดเกี่ยวความเชื่ออย่างสุดลิ่มว่าอีกฝ่ายมันเลว มันชั่วต้องถอนรากให้สิ้น จริงๆแล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? แต่ท้ายสุด แล้วพันธมิตร ต้องทำให้จบ แต่จะจบแบบไหน จะใช้ศาล ใช้กฎหมาย หรือใช้ความรุนแรง?
ในทางกลับกันรัฐบาลและคนในระบอบนายใหญ่ ก็ไม่เคยตรวจสอบพฤติกรรมในอดีต หรือค้นหาปฐมเหตุแห่งความเกลียดชังนั้นมาจากผู้ใด คดีความต่างๆ ก็ไม่เคยเชื่อว่าตนเองผิด มองแต่มุมถูกแกล้ง พลเมืองในสังกัดก็หัวปักหัวป้ำ ไม่แยกความดี ความถูกต้อง ออกจากกัน แต่ที่สำคัญ ที่สุดในประเด็นวันที่7 ต.ค. นี้ คนไกลบ้าน รัฐบาล ตำรวจ ผู้สั่งการ จะรับผิดชอบอย่างไร?
ทั้งหลายทั้งปวง การที่คนชั้นนำทำสงครามกัน แต่ทำไม? ประชาชน หรือตร.ชั้นผู้น้อย ต้องเป็น"ผู้เจ็บ-ตาย"ทุกครั้ง ความสูญเสีย ความแตก แยกจากคนในประเทศเดียวกัน เลือดสีเดียวกัน มีองค์ประมุขแห่งรัฐคนเดียวกัน มันน่าปวดร้าวใจ เป็นเรื่องน่าเศร้า หรือเพียงเพราะอำนาจ และความคิดที่เป็นปฎิปักษ์ต่อกัน ต้องแลกด้วยสงครามประชาชน โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด
กว่าที่จะถึงวันที่สงครามครั้งนี้จบลง ระหว่างเส้นทางไปถึงจุดจบ ต้นหญ้า กิ่งไม้ ที่หักร่วง เลียบลู่กับพื้นดินก็จะถูกลืมเลือน ถึงวันนั้นคนไทย จะแพ้ทุกคน และจากกำสรวลอู่ทองใน จะกลายเป็นกำสรวลประเทศไทย!
ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น. |
|
| |
|
|
| |
จำนวน
ครั้งที่แสดง |
|
| |
แสดงความคิดเห็น
คนกลาง
26 ต.ค. 2008, 12:57
เห็นด้วยครับ อำนาจบ้านเมืองไม่เคารพ จะเอากฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย
โลกได้รับรู้ตรงนี้ว่าเป้นเรื่องของผู้สูญเสียประโยชน์
เรื่องความแค้นส่วนตัวเอามาทำให้ประเทศชาติเสียหาย
ถ้าวันนั้นรถจี๊ปขนระเบิดโดยเป็นถึงแกนนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่ระเบิดเสียก่อน
ประเทศชาติจะเป็นอย่างไรไม่เห็นมีใครอ้างถึง ฝ่ายไหนจะรับผิดชอบ
และทำไมถึงว่าตำรวจทำร้ายประชาชนในเมื่อฝ่ายยั่วยุมีอาวุธร้ายแรงในครอบครองถึง
เพียงนี้ ก็ต้องมีการปราบปรามในขอบเขต
แน่นอนย่อมต้องมีบาดเจ็บในเมื่อเจ้าหน้าที่ต้องป้องกันบุคคลสำคัญระดับประเทศ
และบุคคลที่สามหรืออาจจะเป็นฝ่ายเดียวกันนั่นเองที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้มี
การบาดเจ็บล้มตามเพื่อล้มล้างรัฐบาล
มองยังไงก็มองว่าเป็นการฆ่ากันเองเพื่อสร้างภาพเสียหายให้กับตำรวจ
somchaia@Berkeley,Ca
26 ต.ค. 2008, 12:42
สังคมจะพัฒนาถ้าประชาชนเคารพกฎหมายไม่ใช้กฎหมู่ อ้างแต่ชุมนุมโดยสงบ
ปราศจากอาวุธ เป็นจริงตาม
ที่กล่าวอ้างหรือไม่ทุกคนก็รู้ดี ว่าความจริงเป็นเช่นไร?
รถจี๊ปที่เกิดระเบิดถ้าไม่เกิดระเบิดขึ้นมาก่อน แล้วมีการ
นำระเบิดไปใช้ในที่ชุมนุมจะเกิดการสูญเสียมากมาย
ขนาดใหน? แล้วก็คงอ้างว่าตำรวจเป็นผู้กระทำ?
เหมือนที่เด็กผู้หญิงคนนั้นแน่ใจหรือว่าเกิดจากแก๊สน้ำ
ตา แล้วทำไมไม่ยอมให้มีการตรวจสอบเสื้อผ้าของผู้
ตายเพื่อพิสูจน์คราบเขม่าที่ติดอยู่ เพื่อเป็นข้อยืนยัน
ทุกอย่างควรมีที่มาที่ไป ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว
พวกกฎหมู่พวกนี้โดนสลายตั้งแต่บุกทำเนียบแล้ว
แล้วข่าวปล่อยก็เป็นจริงใช่ใหม? ประเทศชาติจะล่มจมก็ระบบยุติธรรม
ของเราที่เอนไปโอนมา
มีคนอยู่เหนือกฎหมาย อยู่ไม่กี่คนที่สั่งอะไรก็ได้
มีคำสั่งศาลมา ก็ไม่เห็นจะมีอะไร? แถมออกมาว่า
จะล่าลายชื่อถอดถอนศาล เล่นเอาศาลเองก็ใบ้
รับประทาน ตกลงบ้านนี้เมืองนี้ต้องให้ผู้มีอำนาจ
กลุ่มนี้เป็นผู้ชี้นำ ชี้ถูกชี้ผิดเท่านั้นเองหรือ?
อนาจใจประเทศไทย!
kkk
24 ต.ค. 2008, 12:44
รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ทำร้ายประชาชน ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติภาพ
ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำร้ายประชาชน มีสิทธ์ในการรักษาสันติภาพให้กับประชาชน
เพราะรัฐและตำรวจมีอำนาจและอาวุธ มีกำลังอยู่ในมือ แต่ประชาชน
เป็นเพียงมือเปล่า
เขาเดือดร้อนเขาจึงชุมนุมประท้วงกันตามสิทธิ์ที่จะพึงกระทำได้ ถ้าเหตุการณ์
ก็สามารถทำให้สงบได้แต่ไม่ใช่จะไปทำร้ายประชาชน หรือทำให้วุ่นวายเพิ่มขึ้น
จึงขอให้รัฐบาลและตำรวจจงรีบกอบกู้เกียรติและศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปให้กลับคืนม
าโดยเร็ว ถ้ามิเช่นนั้นต่อไป ปชช.จะไม่เชื่อถือตร.และจะไม่ให้ความสำคัญ ฯ
แล้วจะมีความหมายอะไร ???
kkk
24 ต.ค. 2008, 10:34
ถ้าคนไทยไม่สำนึกถึงความรักสามัคคีกัน อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองแน่
และเมื่อนั้นก็จะสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย
แต่ถ้าผ่านไปได้ก็จะทำให้สังคมไทยพัฒนาไปมาก
ที่สำคัญอย่าทิ้งพุทธศาสนาและสถาบันกษัตริย์
|
|
| |
|
|