แตกเพื่อต่อ?
 
 
21 ส.ค. 51
 
 
 
     
 
จากกลไกการทำงานของ"รัฐธรรมนูญ 2550" และ"ตุลาการภิวัฒน์" ที่ทำให้ "ภาคประชาชน" เข็มแข็ง แต่ "สถาบันพรรคการเมือง" อ่อนแอ ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองในบ้านเราในช่วง2-3 เดือนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคดีความที่เกี่ยวข้องกับการเมือง -คำพิพากษาแต่ละคดีมีทั้งที่ส่งผล ต่อตัวบุคคล และเกี่ยวโยงไปถึงพรรคในสังกัดด้วย (ลุ้นยุบพรรคพลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมา-ประชาธิปัตย์)
 
 
 
     
 
ในเวลาไล่เรื่ยกันก็มี "สัญญาณ" บางอย่างมาจาก "มังกรเติ้ง-บรรหาร ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ให้สัมภาษณ์ในวันเกิดของตัวเอง แสดงความ "อึดอัดใจ" ในเคส "ชาติไทยจ่อโดนยุบพรรค"

"พรรคชาติไทยเจอใบแดงเพียงไม่กี่วัน กกต.ก็ให้ใบแดงแล้ว โดยกรรมการสอบสวนชุดแรก ส่งผลมาทีหลังกรรมการสอบสวนชุดที่สอง แต่ กกต.ก็ถือผลสรุปของกรรมการชุดที่สองและมีมติยุบทันที ซึ่งทำภายในไม่กี่วัน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราอึดอัดอยู่ในใจ ตรงกันข้ามกับบางเรื่อง บาง พรรคที่ใช้เวลา 2-3 เดือนยังไม่โผล่เลย ตรงนี้ถือเป็นการทำแบบสองมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งผมก็จะไม่อุทธรณ์แต่จะจำไว้เท่านั้นเอง ...ไม่ทราบ ดินกลบหน้าแล้วถึงจะลืมเรื่องนี้ลงได้ "

บทอวสานของ "พรรคพลังประชาชน " ตามกฎหมายยังไม่เกิด (ล่าสุดสุดวันที่19 ส.ค.2551 กกต. มีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นำเอกสารการสอบสวนทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม ก.ก.ต. ในวันที่ 26 ส.ค. แล้วนัดลงมติในวันที่ 2 ก.ย.2551)

แต่บทสุดท้ายของ "พรรคพลังประชาชน " เหมือนได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องแตกแน่! เพราะจากกระแสข่าวสารที่หลั่งไหลถาโถมไปยัง " พรรคพลังประชาชน " ในห้วงยามนี้ หนักไปในทาง "ข่าวลบ " ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรม เนรคุณ ของบางคนใน แก๊งออฟโฟร์-เงิน10ล้าน แลกตำแหน่งรัฐมนตรี-คนสนิทนายกฯมีพฤติกรรมสีเทา-แก๊งออฟโฟร์ เตรียมแยกตัวตั้งพรรคการเมืองใหม่ แอบดูดปากกับพรรคประชาธิปัตย์-ความแตกแยกระหว่างกลุ่มที่ยังภักดีนายห้างกับกลุ่มเอาใจออกห่าง -หรือความปีนเกลียวของนายห้างกับนายกฯ

บริบท "ความขัดแย้ง" ที่เด่นชัดน่ามาจาก กลุ่ม-ก็วนต่างๆ ที่แบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มเพื่อนเนวิน(แก๊งออฟโฟร์-กลุ่มนครปฐม( ไชยา สะสมทรัพย์- กลุ่มภาคกลาง (สรอรรถ กลิ่นประทุม )- กลุ่มชากังราว (วราเทพ รัตนากร) กลุ่มกรุงเทพฯ ของ เจ๊หน่อย กลุ่มบ้านริมคลอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม (เชื่อมบิ๊กจิ๋ว) กลุ่มอีสานพัฒนา สายของ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข กลุ่มโคราช สายของ สมชาย เพศประเสริฐ กลุ่มสมุทรปราการ กลุ่มวาดะห์ กลุ่มยงยุทธ กลุ่ม เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

ความขัดแย้ง ของ "ศึกใน" ที่พัฒนาไปสู่ "ความเชื่อ" ที่ว่า "พรรคพลังประชาชน แตกแล้ว" จากกรณีคำแถลงการณ์ดุดัน สุดกร้าว จากสมาชิก พรรคพลังประชาชน ส่วนหนึ่ง ที่ฉายโชว์เอาใจนายห้างอย่างสุดลิ่ม ต่อการที่ตำรวจในความดูแลของ "สมัคร" แพร่ภาพหมายจับของนายห้าง- นายหญิง จนทำให้ "สมัคร" ออกลูกนักเลงว่าถ้าเคลียร์ไม่รู้เรื่อง เล่นกันไม่จบ ก็เลิก วงแตก!

เขาคำรามว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนทำให้ผมขึ้นมาอยู่ที่นี่ และผมไม่ได้เป็นคนที่คิดว่ากูชนะแล้ว ได้เป็นนายกฯแล้ว อย่างนั้นไม่ใช่ "

และ "ถ้าพูดกันรู้เรื่อง ให้จบเสียตรงนี้ แล้วผมก็จะทำหน้าที่นายกฯต่อไป แต่ถ้าพูดไม่รู้เรื่องผมก็ต้องพิจารณา เพราะเรื่องแบบนี้ทำกันเอามันเจ้า นายกูอย่างเดียว ทำไปอย่างนั้นไม่ได้ " ต่อด้วย " ที่สำคัญคือคนในพรรคเราต้องการทำลายผมด้วยการไปปลุกปั่น"

แถมด้วย "ไอ้ 200 คนนี้จะมาลงชื่อกัน ออกข่าวกันไปอย่างนี้แสดงว่าไม่เอานายกฯคนนี้แล้วใช่หรือไม่ ถ้าไม่เอานายกฯคนนี้แล้วก็จบ " ตบท้าย แสบสันต์ว่า "ไปคิดดูให้ดีก็แล้วกันว่าจะเอาอย่างไร พูดกันเสียให้จบตรงนี้ ถ้าพูดกันรู้เรื่องตรงนี้ได้ผมก็จะไปทำงานต่อ ถ้ามีเสียงอะไรออกมา อีกนิดหน่อยผมก็จะพิจารณาตัวเอง ผมก็จะยุติและจบกันด้วยดี " ....( สมัครชี้แจง กรณีสตช.ออกหมายจับทักษิณ และภรรยา ระหว่างการประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2551)

เมื่อถอดรหัส คำพูด "สมัคร" แล้ว ดูเหมือนเป็นการตอกย้ำ 2ประเด็นคือ1. เขาไม่ได้เกาเหลากับนายห้าง(ความจริงอาจไม่ใข่) 2. โชว์ให้ลิ้วล้อนายห้างเห็นว่าไพ่ใบ สุดท้ายในมือของเขา(ยุบสภา)ยังคงเข้มขลังอยู่ อย่าบีบบังคับให้เขาต้องทำ (มีแหล่งข่าวยืนยันว่านายกฯพูดขนาดว่า "ถ้าเคลียกันไม่ได้ ก็นับ ถอยหลังได้เลย" พร้อมกับข่าวว่ามีสายตรงจากแดนไกลผ่านรัฐมนตรีคนหนึ่งให้บอกลูกพรรคว่าอย่าแตกแถว!)
 
     
 


 
     
 
ปรากฏการณ์การทะเลาะกันใน "พรรคพลังประชาชน " แม้จะดูรุนแรง ก้าวร้าว ดุดัน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้ว มันอาจมองได้ว่าเป็นแค่ สงครามช่วงชิงอำนาจการนำเท่านั้น ไม่ถึงขั้นแตกหัก หรือไม่ได้หวังจะฟาดฟันอีกฝ่ายให้ตายไปต่อหน้าต่อตา เมื่อบริหารจัดการภายในได้ เรื่องก็เงียบสงบ เหมือนอย่างพลพรรคอีสานพัฒนาที่ออกโรงจวกสมัครอย่างแข็งขัน แต่เมื่อสมัครเอาจริงขู่จะยุบสภา อีสานพัฒนา ก็เก็บดาบ ทำตัวเป็นแมวเชื่องๆของนายกฯไปเสียแล้ว

และยังมีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่าด้วยเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงกันเป็นลำดับ อาจเป็นการกำหนดไว้แล้วว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุการเมืองเข้าจริงๆ "พรรค พลังประชาชน " ต้องแตกสลาย ด้วยการยุบพรรค หรือจะมีการชิงยุบสภา เมื่อล้างไพ่ เล่นกันใหม่ ต้องมีการเลือกตั้ง ใหม่นั้น

ก็จะเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตที่ "แยกเพื่อโต" ดังกรณีที่เคยเกิดกับ "พรรคไทยรักไทย" มาแล้ว ที่มีการแตกตัวออกไปสังกัดพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น "พรรคพลังประชาชน" หรือแยกไปแฝงตัวอยู่ใน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมา ธิปไตย แล้วถึงเวลาก็กลับมารวมตัวหันเหมือนเดิมในนามของ "รัฐบาลผสม" ...(อ่านเรื่องประกอบ)

ดังนั้นปรากฎการณ์เหล่านี้จึงถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า เมื่อถึงเวลาที่ "พรรคพลังประชาชน " ต้องล่ม ก็จะดำเนินแผนการส่งคนของ "พรรคพลังประชาชน " ออกไปฝังตัวสังกัดยังพรรคอื่นๆ แล้วเมื่อวันเวลาที่เหมาะสมก็จะกลับมาต่อความสัมพันธ์กันเหมือนเดิม

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าอุดมการณ์ คือ "ทุน " และเมื่อกวาดตามองไปทั่วบรรพิภพการเมืองไทย ยังไม่มี "ทุน" ไหนยิ่งใหญ่ ไปกว่าทุนของ นายห้างคนเดิม ดังนั้น เมื่อถึงฤดูการเลือกตั้งที่ต้องการน้ำเลี้ยงก็ต้องมีการพึงพานายทุนชุดเดิมนี้แน่นอน จึงทำให้เป็นแรงดึงดูดให้กล่มก๊วน ต่างๆกลับมารวมพลภายใต้การบงการสูงสุดของนายห้างเหมือนเดิม

งานนี้ "รวมกันเราก็อยู่ แยกกันเราก็ยังอยู่อีก!"
 
     
 
 
     
     
 
เรื่องประกอบ

ย้อนรอย ไทยรักไทย...แตกเพื่อต่อภาค1

หลังการ รัฐประหาร 2549 ไม่นาน "ทักษิณ " หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ตัดสินใจ ลาออกจาก หัวหน้าพรรค โดยส่งจดหมายลาออกซึ่งเขียนด้วยลายมือตัวเอง

หลังจากที่หัวหน้าพรรคลาออกไม่นาน สมาชิกพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรค ต่างก็ตัดสินใจลาออก จากกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค ทันที อันเนื่องมากระแสข่าวและทิศทางของขุนทหาร คมช.ต้องการที่จะ "ยุบพรรคไทยรักไทย" เพื่อ ที่จะ "ตัดตอน" ทำให้ กรรมการบริหาร พรรคต้องเว้นวรรคทางการเมืองถึง 5 ปี และการคาดหมายก็เป็นความจริง

เมื่อ "ไทยรักไทย" สูญสลาย ก็ต้องหา "พรรคใหม่" มาเสียบแทน กลุ่มไทยรักไทย มีมติที่จะส่งอดีต ส.ส.เก่า สมัครเป็นสมาชิก "พรรคพลัง ประชาชน" เช่น "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" น้องสาว พ.ทักษิณ "ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร" "พินิจ จันทรสุรินทร์" "เรืองวิทย์ ลิกค์ " "สมศักดิ์ คุณเงิน" " เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช" "อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ " " จำลอง ครุฑขุนทด " "ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก " "วิชัย ชัยจิตวณิชกุล" "เนวิน ชิดชอบ " "ไชยยศ สะสมทรัพย์" "วันมูหะมัดนอร์ มะทา "

บางส่วนไปอยู่กับ พรรคชาติไทย เช่น "สนธยา คุณปลื้ม สุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ ปวีณา หงสกุล "บ้างไปอยู่กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน. "พินิจ จารุ สมบัติ " "สุชาติ ตันเจริญ " "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" "ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" " ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" "นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล" "เอกภาพ พล ซื่อ" "ลลิตา ฤกษ์สําราญ"

หลายคนไปอยู่กับรวมใจไทยชาติพัฒนา .. "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ " "สาคร พรหมภักดี" "ปกรณ์ บูรณุปกรณ์" "วีระกร คําประกอบ" "พิมล ศรีวิกรม์"

บางคนไปอยู่กับ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ...เช่น "สมศักดิ์ เทพสุทิน" "ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์" "นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ".."ชูชัย มุงเจริญพร" "ทอง หล่อ พลโคตร"ส่."ธีระยุทธ วาณิชชัง ""อนุชา นาคาศัย

และนักโทษบ้านเลขที่11 "ก็ส่ง "ลูก-พ่อ-สามี-ภรรยา-ญาติ " เข้าชิงชัยในสนามเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 แล้วก็ได้รับเลือกกลับมา ทั้งที่บางคนก็ โนเนม บางคนก็ลงสนาม ครั้งแรก และท้ายสุด บางคนนั้นก็ยังบุญาพวาสนาส่งเข้าป้ายเป็นรัฐมนตรีอีกเสียด้วยในการกลับมารวมพลในนาม พรรคร่วมรัฐบาล 6พรรค และเหตุการณ์จ่อยุบพรรคพลังประชาชนกำลังเดินรอยตามการยุบไทยรักไทย ซึ่งต้องจับตาว่าจะมีการแตกตัวไปเพื่อ กลับมารวมกันอีกครั้งหรือไม่ อย่างไร?
 
     
  จาก สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น.  
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats