ไทย(ไม่)รักไทย?
 
 
29 ก.ค. 51
 
     
 
หลายปรากฎการณ์ในบ้านเมืองยามนี้ ใกล้กับคำว่า " สงครามประชาชน"ทุกขณะ ราษฎรในประเทศถูกผ่าออกเป็น2ซีก...
 
 



 
 
จากการปักหมุด ยึดมั่นสิ่งที่คิด ที่ทำ มีการโต้ตอบ ห่ำหั่นกัน ทั้งใต้ดิน บนดิน มีการลากจูงทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้ามาเป็นแนวร่วม แนวรบ เป็นเกราะกำบัง คุ้มภัยตนเอง และตีโต้ผลักฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาไม่ถูกกฎหมาย ไม่รักชาติ ไม่รักแผ่นดิน และไม่จงรักภักดี

กระบวนการตีโต้-ฟาดฟัน เริ่มตั้งแต่สมัยปี 2548 (ทักษิณ ครองอำนาจ) ลากยาวต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน แม้รัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช " จะกุม จุดยืน ที่มีใบรับรองมาจากการ "เลือกตั้ง" แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าทั้งตัวหัวหน้ารัฐบาลและเสนาบดีในสังกัดต่างเป็น "สายล่อฟ้า" ที่ฉุดรั้ง ถีบถอย จนรัฐบาลใกล้ถึง "มุมอับ" หลายครั้ง ผ่านปรากฎการณ์ แหลมคม ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ เขาพระวิหาร หมิ่นเบื้องสูง ฯลฯ

ด้วยกลไกของอำนาจนิติบัญญัติผ่านสภาสูง (สว.สรรหา 74 คน สว. เลือกตั้ง 76 คน) และสภาล่าง (สส.ฝ่ายค้าน164 คน) ทำให้การตรวจสอบ การขับเคลื่อนในสภา ทำอะไรไม่ได้มาก (แม้รัฐบาลจะยอมให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว) ส่วนอำนาจบริหาร แน่นอนว่าเป็นของรัฐ

ดังนั้นน้ำหนักของการต่อสู้จึงไหลเทไปยังอาณาบริเวณของอำนาจ "ตุลาการ" ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ตุลาการภิวัฒน์รอบ 2 " โดยผลงานเด็ด หัว "ขุนพล" ฝ่ายรัฐบาลไปแล้วหลายคน ยิ่งเฉพาะ "จักรภพ-ยงยุทธ-นพดล" ที่รู้กันว่าใกล้ชิดกับนายใหญ่ระดับ "วงใน" ..ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามแก้เกมด้วยการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตุลาการทั้งที่มา ตัวบุคคล ความเหมาะสม ความเชื่อมโยงกับคณะปฎิวัติ ฯลฯ

และที่สำคัญกำลังมีคดีการเมืองที่ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง " นัด ฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหวยบนดินหรือไม่ ... (28 ก.ค.51) และคดีที่รัฐบาลทำผิดมาตรา190 และกำลังรอ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)" ชี้มูลความผิด

ที่ผ่านมาสู้กันหลายศึก ดูเหมือนรัฐบาลจะเพลี่ยพล้ำ ฝ่ายรัฐบาลจึงงัดกลยุทธ์ทุกวิถีทางในการพลิกเกม ทั้งการใช้มาตรการประชานิยม และ การยื่น กกต. ให้ตรวจสอบการถือหุ้นของ ส.ส.ประชาธิปัตย์และสมาชิกวุฒิสภา และการดิสเครดิตองค์กรอิสระที่คมช.ทำคลอด

งานนี้ "สมัคร" อ่านเกมว่า ... "เป้าหมายกำหนดไว้วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ รออะไร รอให้ศาลจัดการเอารัฐบาลชุดนี้ออกไปให้หมด ให้มันพ้น รอให้ ป.ป.ช.จัดการให้รัฐบาลนี้ถูกยุติการทำงาน " จากนั้น "สมัคร" ก็ออกมาขยายประเด็นที่มาของปปช.และกกต. ไม่โปร่งใส จากนั้นพล พรรคพลังประชาชนก็นำไปขยายความต่อ จนเป็นเรื่องเป็นราว

ขบวนการดิสเครดิต ปปช. ผ่านช่อง "สื่อรัฐในสังกัด" และเล่นในแง่ช่องกฎหมาย ผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่ สส.ค่ายพลังประชาชนแพลมว่าในการพิจารณางบประมาณขององค์กรอิสระ (29 ก.ค.51 )จะเสนอไม่ให้พิจารณางบของ ป.ป.ช.และ กกต. เพราะ 2 องค์กรมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ดังนั้นยังไม่สามารถรับเงินเดือนได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550

และยังไปไกลถึงกับจะให้มีการถอดถอนปปช.... "ชูศักดิ์ ศิรินิล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคพลังประชาชน บอก "การยื่นเรื่องถอดถอน ป.ป.ช.ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ ส.ส.ของ พรรคพลังประชาชน ตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 248 นั้นสามารถกระทำได้ "

ไม่เท่านั้นการเล่นงานป.ป.ช. กกต. คตส. ในเรื่อง "ที่มา" แล้ว ยังเลยลามไปถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลในองค์กรเหล่านี้ด้วย(กล้าณรงค์-สดศรี-จารุวรรณ) มีการขยายประเด็นไปยังสื่อในสังกัดด้วยข้อกล่าวหาหลายรูปแบบ

การเล่นงาน ป.ป.ช.และกกต.นั้นถูกตั้งข้อสังเกตุอย่างกว้างขวางว่า หากสามารถกำจัด หรือ ทำให้องค์กรตรวจสอบทั้งป.ป.ช.และกกต.ต้องเสีย ความชอบธรรม และยิ่งถอดถอนได้สำเร็จ คดีความต่างๆ ก็จะต้องกลายเป็นโฆษะ เพราะอย่าลืมว่า ป.ป.ช.คือองค์กรที่กำลังเดินหน้าตรวจสอบ คดีทุจริตของคนในรัฐบาลนี้หลายคดี ทั้งคดีของปปช. เอง และคดีที่ไหลมาจากคตส. ในขณะที่กกต. ก็มีส่วนสำคัญในการเลือกตั้งและเป็น กรรมการด่านแรกที่จะแจกใบแดงให้กับบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ในส่วนของ "สื่อ " นั้น หลัง "สมัคร" เปิดแนวรบสื่อในรายการตัวเอง ประกาศกร้าวตอบโต้ "ข้อมูลข่าวสาร" จากฝั่งพันธมิตรทุกดอก หลังจากนั้นรายการ "ข่าวหน้า 4 " ทางช่องเอ็นบีที ที่ช่วงหลังไม่ค่อยสนองรัฐบาลเท่าไรนัก จึงกระเด็นตกจอ รายการที่เสียบแทนคือรายการ "ความจริงวันนี้ " (ชื่อเดิม-ชาวสนามหลวง)ที่มีดาวดัง อย่าง "วีระ มุสิกพงศ์" อดีตแกนนำ นปก. "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ "จตุพร พรหมพันธุ์ " ส.ส.พรรคพลังประชาชน ซึ่งงานนี้เป็นการหักดิบ " 18อรหันต์" อย่าง "พญาไม้" จึงกลับลำมาจวกรัฐบาล ว่า "ถูกถอดรายการโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า" และจะไปไกลถึงหาช่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ด้าน "เนื้อหา-สาระ"ของ รายการ "ความจริงวันนี้ " นั้นเปรียบดัง "พีทีวีภาคฟรีทีวี" ชัดเจนยิ่งว่าตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม และดิสเครดิตอำนาจยุติธรรมอย่างป.ป.ช. กกต. และไหลถ่ายข้อมูลไปยัง "สื่อในสังกัด" ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ หรือนสพ. ประชาทรรศน์ ฯลฯ

นอกจากแนวรบทางด้านสื่อแล้ว การใช้ "ขีปนาวุธทางการเมือง " อย่าง ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 นั้นจัดเป็น "ที่นิยม" เพราะที่ผ่านมาทั้ง 2 ฝ่าย งัดข้อหานี้มาเล่นงานกันอย่างหนักหน่วง ไล่ไปตั้งแต่กรณี "จักรภพ" ที่มีทัศนะคดิที่เป็นอันตราย ต่อมาเป็น "โชติศักดิ์ อ่อนสูง" คนนปก. ไม่ยืนในโรงหนัง มาถึง การดำเนินคดีกับ "สมเกียรติ " แกนนำพันธมิตร ศิษย์ประชาธิปัตย์

จนถึงปรากฎการณ์ "ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล-ดา ตอร์ปิโด " ที่กลายเป็นไฟลุกโชน จากคำปราศรัยสุดฮารด์คอร์ ที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 18 ก.ค.51 นำไปสู่การขยายประเด็นบนเวทีพันธมิตรฯ ตามด้วยกองทัพบกส่งหนังสือกระตุ้นต.ร. อันนำไปสู่การจับกุม ในข้อหากระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

อีกฟากตีโต้ทันควัน ทนายของ "ศุภชัย ใจสมุทร" สส.พลังประชาชน แจ้งความเรื่องที่ "สนธิ ลิ้ม" กล่าวบนเวทีพันธมิตร อ้างถ้อยคำ ดา ตอร์ปิโด ที่ถูกหมายจับก่อนหน้านี้ ซึ่งศาลอาญาออกหมายจับ "สนธิ " หมิ่นเบื้องสูงทันควัน งานนี้ปรอดความแตกแยกพุ่งแน่นอน เพราะ "สนธิ" นั้นจัด เป็น "คนเรียกแขก" ที่มีอิทธิพลต่อมวลชน การจับ"สนธิ" จะยิ่งเพิ่มปริมาณมวลชนให้มากยิ่งไปอีก

นอกจากศึกร้อนๆในประเทศ ในเวลาเดียวกัน " ศึกนอกประเทศ" ใน ประเด็นเขาพระวิหาร ภายใต้กระแส "ชาตินิยม" นั้นไปไกลสุดกู่ มี ประชาชนคนไทยเลือดสีเดียวกัน ปะทะกันเลือดทาแผ่นดิน ความตึงเครียดในแนวชายแดนปะทุ ทหาร 2 ฝ่ายขนคนเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์... "ผบ.ส.ส." ของไทยบินไปเจราจา 8ชั่วโมง ไม่คืบ รัฐบาลกัมพูชาไม่สน ชิงฟ้องสหประชาชาติขอให้ส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลพื้นที่ทับซ้อน สร้าง ภาพว่าประเทศตนเองอ่อนด้อย ถูกพี่เบิ้มอย่างไทยรังแก นอกจากนั้น กัมพูชา ยังต้องการให้ประเทศสมาชิกของกลุ่มอาเซียน (ASEAN) เข้ามา มีบทบาทในการจัดการกับเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายก็เกรงว่าจะบานปลายกลายเป็นสงครามไป

ไม่เท่านั้นสิ่งที่น่าจับตาคือ ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังเปิดประชุมสภาผู้แทนฯในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งงานนี้รัฐบาลเทหมดหน้าตัก เพราะแก้- ไม่แก้รัฐธรรมนูญ พันธมิตรก็ไม่ถอยอยู่แล้ว และอีกประเด็นต้องจับตาคือ "บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี" ที่จะมีขึ้นในเดือนก.ย.นี้ ( บุญสร้าง-ชลิต-สถิรพันธุ์ พ้นอำนาจ เหลืออนุพงษ์ )ว่าจะเป็น "เงื่อนไขสุดท้าย"ของเหตุการณ์อะไรบางอย่างหรือไม่ อย่างไร ?

ในทางคู่ขนาน การเมืองนอกสภาอย่าง "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ก็สร้างตำนาน กว่า 2 เดือนที่ปักหลัก เหนี่ยวแน่น สร้าง กระบวนการเกลียดชัง "ทักษิณ-สมัคร-ครม.ทั้งคณะ" ต่อไป อีกฝั่ง "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)" ก็ปลุดระดมฝ่านเวที สนามหลวง เติมความชิงชังแกนนำพันธมิตรและพวก พร้อมเชลียรรัฐบาลและนายใหญ่อย่างสุดลิ่มต่อไป

จะว่าไปแล้วเรื่องราววุ่นวายทุกบริบทประเทศในขณะนี้ มาจาก "พรรคไทยรักไทย" ที่ถูกฆ่าตัดตอน พร้อมกับแบ่งคนเชียร์เป็น2ข้าง "หลัก การ-ความเหมาะสม" ถูกตั้งคำถาม เรื่องลุกลามไล่เรื่ยมาจนพ.ศ นี้ ที่กลายเป็นวันที่ "ไทยไม่รักไทย" ผ่านปรากฎการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นงานทั้งในระดับการเมืองระหว่างพรรค การโหนอำนาจตุลาการ การปลุกระดม การด่าทอ การเลือกข้าง การป้ายสี การทำลาย การบ่มเพาะเชื้อ เกลียดชัง นำไปสู่การปะทะกันระหว่างคนของ2ฝั่งทั้งในกรุงเทพ และลุกลามไปยังต่างจังหวัด (ที่ชายแดนเขมร-คนไทยใช้ธงชาติไทยตีกัน)

ยิ่ง "สมัคร" ออกมาปูดข่าวว่า "กลุ่มผู้ชุมนุมจะใช้ยุทธการดาวกระจายยึดศาลากลางทั้ง 73 จังหวัดทั่วประเทศ หรืออาจจะรวมอีก 3 จังหวัดชาย แดนภาคใต้ด้วย เพื่อให้ทหารออกมาอีกครั้ง เพื่อล้มรัฐบาลนี้" ซึ่งเสมือนเป็นการให้สัญญาณการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะถ้าพันธมิตรจะ ไปยึดศาลากลาง กลุ่มต้านก็ย่อมจะไม่ยอม การปะทะ เลี่ยงไม่ได้แน่นอน

มาวันนี้คนไทยยิ่งเฉพาะชนชั้นกลางและล่างต่างตกเป็น "เครื่องมือ" ของการต่อสู้ของคนชั้นอีลิต ที่อยากจะรักษาโครงสร้างสังคมแบบดังเดิม ไว้ให้นานที่สุด กับคนชั้นกลางที่ล้นทรัพย์มากบารมีบางกลุ่มที่อยากล้มกระดาน เล่นเกมของตัวเองบ้าง

ประชาชนต้องตั้งสติให้มั่น อย่ากระโจนเข้าไปสู่เกมอำนาจ ประสบการณ์ในอดีตก็มีบันทึก เพราะเวลาสิ้นสุดของสงคราม คนที่บาดเจ็บ ล้ม ตาย มักจะเป็นคนธรรมดาสามัญ ที่มีค่า เสมอด้วยราคาแค่ "ทหารราบ" ไว้กรุยทางแห่งอำนาจเท่านั้น!!
 
     
 




 
  เรื่องประกอบ
สำรวจแนวรบ 5 ด้าน สงครามประชาชน!
 
 

สงครามการสู้รบของ2 ฝ่าย (เอารัฐบาล-ไม่เอารัฐบาล)ในเวลานี้ ยืนประจันหน้ากันแล้ว ไม่มีเกียร์ถอยหลัง พร้อมปะทะ พร้อมแตกหัก หวังรอ สถานการร์อะไรบางอย่าง และเมื่อมองไปยังสรรพกำลังของขุมข่ายทั้ง2ฝ่ายแล้ว จะพบ5แนวรบ ที่พร้อมพรั่ก และ สูสีอย่างยิ่ง

เริ่มที่แนวรบ1. "อำนาจรัฐ" ดูตามหน้าเสื่อแล้วย่อมเป็นของพรรคพลังประชาชน ที่เป็นรัฐบาลกุมอำนาจรัฐ ผ่านกลไกที่มาจากการเลือกตั้ง คือ คณะรัฐมนตรีทั้งหมด บวกรวมกับ สว. สายเลือกตั้ง ที่ว่ากันว่ามีคนของฝั่งรัฐบาลมากกว่าครึ่ง ส่วนทางด้านฝ่ายต้านรัฐบาล นั้นจะมีเส้นสายอยู่ ในระดับ"ข้าราชการระดับสูง" ที่บางคนยังไม่โดนโยกย้าย อีกทั้งคนในกระบวนการตุลาการ ที่เชื่อกันว่าเป็นคนของฝ่ายอำมาตย์ เมื่อเทียบกำลังกันดีฝ่านรัฐบาลเป็นต่อแน่นอน ทั้งอำนาจที่เห็นชัด อย่างอำนาจการบริหาร การจัดการ งบประมาณ ฯลฯ

แนวรบที่2 "มวลชน" แน่นอนว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้น ปรากฎชัดในนามของพันธมิตรฯทั้งในประเทศ(ต่างจังหวัดเขตหัวเมืองใหญ๋ -เขต1 ส่วนใหญ่เป็นพวกพันธมิตร) และต่างประเทศ เอ็นจีโอ นักวิชาการบางส่วน ที่ใช้ยุทธวิธี ทั้งปักหลัก และดาวกระจาย ที่ส่วนอีกด้านเด่นชัด ด้วยพลังเครือข่ายกลุ่มสนามหลวง- นปก. อันประกอบไปด้วย วิทยุชุมชนคนแท็กซี กลุ่มวิทยุเสรีชน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่ม ๒๔ มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 มูลนิธีวีระชนประชาธิปไตย ฯลฯ ที่ยึดสนามหลวง และตามติดพันธมิตรทุกที่ทุกสถาน

ซึ่งเมื่อดูชื่อชั้นของระดับแกนนำทั้ง2ฝ่ายแล้ว ดูเหมือน คนฝ่ายพันธมิตรน่าจะมีต้นทุนสังคมสูงกว่า และเป็นที่รู้จักมากว่า ส่วนระดับมวลชน นั้น ชัดเจนว่าฝ่ายพันธมิตรจะเป็นชนชั้นกลางเสียส่วนมาก ในขณะที่กลุ่มสนามหลวงนั้น ออกไปทางคนรากหญ้าถึงชนชั้นกลางบางส่วน ซึ่ง เมือเทียบภาพรวมแล้ว น้ำหนัก เนื้อหา สาระ ข่าวสารของทางฝ่ายพันธมิตรแจ่มกว่าอย่างชัดเจน

แนวรบที่3 "ทุน" ...เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนใหม่(รัฐบาล-นายใหญ่)กับทุนเก่า(อำมาตย-ศักดินา-ชนชั้นสูง) ซึ่งที่ผ่านมาก็ประกาศฝ่ายเลือก ข้างมาตั้งแต่ 2548 แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังดำรง มีบางทุนที่เคลื่อนย้านบ้าง บางทุนก็ถอนตัวบ้าง ซึ่งทุนเก่านั้น ที่ชัดจะเป็นกลุ่มธนาคาร อสังหริ มทรัพย์ ในขณะที่ทุนใหม่ก็คือทุนสื่อสาร ทุนปิโตรเคมี ทุนพลังงาน ซึ่งทั้ง2ฝ่ายน่าจะสูสีกันในเรื่องของทุน

แนวรบที่ 4 "กองทัพ" ถ้าดูจากฝั่งรัฐบาล แน่นอนผบ.ทบ. รุ่นตท.10 (รุ่นเดียวกับทักษิณ) ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่านายมหารรุ่นนี้ผงาดยกแผงแน่ ก.ย.นี้ ซึ่งทางพล.อ.อนุพงษ์ วางสายกำลัง ไว้แทบทุกหมวด ส่วนกำลังทหารฝ่ายต้านรัฐบาล ก็จะเป็นทหารตท.6 (คมช.) ตท.7 (พล.อ.ปฐมพงษ์- พล.อสพรั่ง-พล.ร.อ. บรรณวิทย์) ตท.9 (พล.อ.มนตรี) ตท.12 บางส่วน และจปร. 7(พล.อ.พัลภล-พล.ต.จำลอง -พล.ต.มนูญกฤษ) นอกจากนี้ก็ เป็นทหารสาย "ลูกป๋า" ระดับเข้มขัน(พล.อ.ปานเทพ-พลร.อ.พะจุลณณ์ ) โดยสรุปในโหมด"ขุนทหาร"แล้วฝั่งต้านรัฐบาลเสียเปรียบแน่นอน

แนวรบที่5 "สื่อ" ทางฝ่ายรัฐบาล สื่อทีวี แทบทุกช่อง ที่ชัดสุดช่องเอ็นบีที สื่อวิทยุ ก็มีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ วิทยุเสรีชน สื่อสิ่มพิมพ์ เช่นนสพ. ประชาทรรศน์ โลกวันนี้ บางกอกทูเดย์ สื่ออินเตอร์เนตเช่นเว็บประชาไท เว็บไทยอี-นิวส์ เว็บรากหญ้าไทย บอรด์พันธทิพย์ฯลฯ ส่วนข้าง ต้านรัฐบาล ประกอบด้วยสื่อหลักในกระแสเกือบทั้งหมด สื่อทีวี- ไทยพีบีเอส เอเอสทีวี สื่อวิทยุ-คลื่นเอเอสทีวี คลื่น92.25 สื่อสิ่งพิมพ์-ผ้จัดการ เนชั่น แนวหน้าไทยโพสต์ สื่ออินเตอร์เนต เว็บหนังสือพิมพ์กระแสหลัก

ถ้าวัดฝีมือ ประสบการณ์ เทียบกันแล้ว หมวด "สื่อ" ฝ่ายต้านรัฐบาลน่าจะเหนือกว่าหลายขุม แต่ทางด้านออนไลน์ดูเหมือนฝ่ายรัฐบาลจะมี เครือข่ายที่เข้มแข็ง และกำลังรุกคืบกินอาณาเขตเข้าไปเรื่อยๆ

ในภาพรวมทั้งหมดแล้ว ทั้ง2ฝ่ายต่างมีขุมข่ายกำลัง ทุน คน กองเชียร์ใกล้เคียงกัน จังหวะ โอกาสก็ผลัดกันรุก ผลัดกันรับตลอดเวลา ทำให้ศึกนี้ ยืดเยื่อ ยากหาจุดบรรจบได้ในเวลาอันใกล้นี้!
*********************
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats