การเมืองคืออะไร
 
 
ชำนาญ จันทร์เรือง
 
 
 
     
 

คำถามง่ายๆแต่ตอบแสนจะยากคำถามนี้ ผมยกขึ้นมา สำหรับผู้ที่กำลังเบื่อการเมือง และผู้ที่พยายามไม่ให้การเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการหรือองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือแม้กระทั่งในการใช้อำนาจตุลาการ โดยทั้งๆที่ ยังไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่าการเมืองเลย แต่ก็พากันปฏิเสธและชิงชัง “การเมือง” เสียแล้ว

เมื่อเรายกคำถามนี้ขึ้นมาถามว่าการเมืองคืออะไร เราก็จะได้คำตอบที่หลากหลาย อาทิ

การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐและการบริหารประเทศ

การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายของรัฐ

การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์

การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง โดยเห็นว่าเนื่องจากทรัพยากรของชาติมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ผู้คนที่ต้องการใช้ทรัพยากรนั้นมีอยู่มาก และความต้องการใช่ไม่มีขีดจำกัด การเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่คนในสังคมไม่อาจตกลงกันได้ หรือเกิดความขัดแย้งขึ้น

ในส่วนมุมมองของนักรัฐศาสตร์แล้วก็มีหลายนักคิดที่ให้นิยามความหมายของคำว่าการเมือง อาทิ

เพนนอคและสมิธ (Pennock and Smith) กล่าวว่า การเมือง หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอำนาจ สถาบันและองค์กรในสังคมที่ได้รับการยอมรับว่ามีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมสังคมนั้น ในการสถาปนาและทำนุบำรุงรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม มีอำนาจในการทำให้จุดประสงค์ร่วมกันของสมาชิกในสังคมได้บังเกิดผลขึ้นมา และมีอำนาจ ในการประนีประนอมความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในสังคม

เดวิด อีสต์ตัน (David Easton) กล่าวว่า การเมืองเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรร แจกแจง สิ่งที่มีคุณค่าต่างๆให้แก่สังคมอย่างชอบธรรม (the authoritative allocation of values to society)

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวว่า การเมือง เป็นเรื่องของการแข่งขันกัน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งปัน คุณค่าที่ให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นได้ (the competition for the authority to determine the authoritative allocation of values to society)

ณรงค์ สินสวัสดิ์ กล่าวว่า การเมืองเป็นการต่อสู้ช่วงชิง การรักษาไว้และ การใช้อำนาจทางการเมือง โดยอำนาจทางการเมืองหมายถึงอำนาจในการที่จะวางนโยบาย ในการบริหารประเทศหรือสังคม อำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลเพื่อช่วยในการนำนโยบายไปปฏิบัติ และอำนาจที่จะใช้ข้าราชการ งบประมาณหรือเครื่องมืออื่นๆในการนำนโยบายไปปฏิบัติ 

แต่ผู้ที่นิยามความหมายของคำว่าการเมือง ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุด คือ ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ชาวอเมริกันที่กล่าวว่า “การเมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร (Politics is,who gets “What”, “When”, and “How”)

คำว่า “อำนาจ” ในที่นี้หมายความถึงพลังอะไรบางอย่าง ที่จะสามารถบังคับ ให้คนหรือกลุ่มบุคคล ที่มีพลังน้อยกว่ากระทำตามที่ต้องการ เช่น พ่อแม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ลูกไปโรงเรียน ตำรวจมีอำนาจบังคับให้ผู้คนปฏิบัติตามกฎจราจร กลุ่มโอเปกรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคาน้ำมันในตลาดโลก ฯลฯ โดยอำนาจอาจจะอยู่ในรูปแบบอะไรก็ได้ เช่น ข้อมูลข่าวสาร ฐานะทางการเงิน เกียรติยศทางสังคม เป็นต้น

การเมืองเกิดจากความเป็นจริงที่ว่า ความจำเป็นต่างๆ ของมนุษย์มีจำกัด เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม ในขณะที่ความต้องการของมนุษย์มีอยู่อย่าง ไม่จำกัด การเมืองจึงเกิดขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นกฎเกณฑ์ในการแบ่งสรรความจำเป็นต่างเหล่านี้ ซึ่งต้องเกี่ยวพันกับ “อำนาจ” อย่างเลี่ยงไม่ได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การเมืองมิใช่เป็นเพียงเรื่องที่รัฐบาลจะทำอะไร รัฐสภาจะออกกฎหมายอะไร เทศบาลจะสร้างเตาเผาขยะที่ไหน ฯลฯ แต่เกี่ยวพันไปในทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง ที่เกี่ยวพันกับการได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร ดังนั้น การเมืองย่อมแทรกซึมไปทุกที่ นับตั้งแต่ระดับใหญ่สุดคือระดับระหว่างประเทศ ไปจนถึงระดับเล็กสุด เช่น การจดทะเบียนมรดกโลกประสาทพระวิหาร การเมือง ในชุมชนหรือหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งการเมืองในองค์กรหรือการเมืองในสำนักงาน ที่มีการต่อสู้ ช่วงชิงยศ ช่วงชิงตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆอยู่เสมอ

การดำเนินการทางการเมืองนั้น รวมไปถึงไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจุดสร้างโรงไฟฟ้าหรือการสร้างเขื่อน การจะขึ้นหรือลดภาษี การสรรหา สว.การสรรหาคณะกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลาย การเลือกตั้งคณะกรรมการในองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพใดก็ตาม (รวมทั้งองค์กรตุลาการด้วย) การตกลงว่าจะให้พระภิกษุรูปใดรับผ้ากฐิน การตกลงกันภายในกลุ่มพลังต่างๆ ว่าจะกำหนดแนวทางการต่อสู้อย่างไรนี่ก็คือการเมือง

ฉะนั้น ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ เราไม่สามารถหลีกหนีการเมืองไปได้ การที่พยายามจะไม่ให้มีการเมืองในกิจกรรมที่จะต้องแบ่งสรรอำนาจ จึงขัดธรรมชาติและเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราจะจัดสรรอย่างไรให้มีข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

แทนที่จะเราเบื่อการเมืองหรือหลีกหนีการเมือง (ซึ่งหนีไม่พ้น) เราควรจะกลับมามองการเมืองอย่างพินิจใคร่ครวญ ว่าเหตุแห่งความยุ่งยากทั้งหลายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น เกิดจากอะไร ข้อกล่าวหาต่างๆที่แต่ละฝ่ายสาดใส่เข้าหากันนั้นจริงและเท็จแค่ไหน เราฟังความครบทุกข้างแล้วหรือไม่ ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกข้าง (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีเฉพาะข้างรัฐบาลกับพันธมิตรเท่านั้น)

เมื่อเราหนีการเมืองไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่กับการเมืองอย่างฉลาด โดยเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับบรรดาอำนาจทั้งหลาย เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร นั่นเอง 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2551

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats