สงครามยังไม่จบ!?
 
 
12 ก.ค. 51
 
 
 
     
  นาทีนี้"อำนาจตุลาการภิวัตน์" กำลังขับเคลื่อนประเทศไทย ผ่าน "คำพิพากษา-คำตัดสิน"หลากหลายคดี หลายหลากศาล จนทำให้เกิดการจับตามองว่า "สารพัดปัญหา" จะถูกปลดล็อกคลี่คลายลงได้หรือไม่?
 
     
 
ก่อนหน้านี้ไม่นาน "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง " สั่งจำคุก 3 ทนาย ของอดีตนายฯ หรือคดี "ศาลปกครองกลาง" ได้คุ้มครองชั่วคราวกรณีเกี่ยวกับพระวิหาร หรือ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ออกใบรับรองความมีตัวตนและอำนาจหน้าที่ของคตส. หรือการที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีคำตัดสินว่าการกระทำของ "นพดล ปัทมะ" ผิดมาตรา 190 กรณีเขาพระวิหาร หรือคดีที่ "ศาลฎีกาแผนก คดีเลือกตั้ง " พิพากษาให้ใบแดง " ยงยุทธ " ล่าสุดที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ฟัน "ไชยา" ว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี หรือการที "ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" สั่งถอนประกัน ออกหมายจับ " วัฒนา อัศวเหม " ในคดีคลองด่าน ที่ลือกันว่าหนีไปทางสิบสองปันนา ประเทศพม่า

นอกจากนี้ยังคดีจ่อคิว เช่น "คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)" นัดพิจารณาลงมติกรณีนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติในการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรายการ “ชิมไปบ่นไป” ...(16 ก.ค.51)และ " ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง " นัด ฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหวยบนดินหรือไม่ ...(28 ก.ค.51) และ " ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง " นัดฟังคำสั่งว่าจะ รับฟ้องคดีรัฐบาล ทักษิณ สั่งให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้พม่าหรือไม่ .....(30 ก.ค.51) และ " ศาลอาญา " นัดนัดอ่านคำ พิพากษาคดีคุณหญิงพจมาน และพวกเลี่ยงภาษีหุ้น บ.ชินวัตร คอมพิวเตอร์...(31 ก.ค.51)

หลัง "คำพิพากษา" แน่นอนย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และมองต่าง ตาม "ธง" ในอุดมการณ์ ความรัก ความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละฝ่าย ซึ่งจากหลายคดีที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่อง "บังเอิญ" ที่ "ผลลัพธ์" ออกมาเป็น "ลบ" ต่อฝ่ายรัฐบาล และอดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้หลายฝ่ายมองไกลถึงแนวโน้มในคดีที่ยังไม่ได้ตัดสินว่าอาจจะออกมาในลักษณะทิศทางเดียวกันหรือไม่ อย่างไร?
 
     
 
 
     
 
ส่วนผลของคำพิพากษาที่ตามมานั้น ยิ่งประเด็น "เขาพระวิหาร" ที่กลายเป็นมรดกโลกไปแล้วนั้น เรื่องราวยังไม่จบ ลำพัง แค่ " นพดล ปัทมะ " ลาออก ก็คาดว่าไม่อาจทัดทานกระแสลงได้ เพราะเรื่องของ "ชาตินิยม" นั้นเมื่อถูกปลุกขึ้นมาแล้ว ยากที่จะลดรา ยิ่งไปผูกเรื่อง ราวของ "การแลกผลประโยชน์บางอย่าง" อีกทั้งเส้นทางของนพดล ที่แนบสนิทนายใหญ่มาก่อน ยิ่งทำให้กระแสต่อต้านโหมรุนแรงมากขึ้น

ทำให้ฝ่ายค้านงัด มาตรา271(สส.1ใน4 หรือ20000ชื่อ) ยืนเรื่องให้สภาสูงถอดถอน ด้าน สว. ก็เตรียมกล่าวโทษ ครม.ต่อป.ป.ช.ให้ ส่งเรื่อง ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และงัดมาตรา157ละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ มาตอกลิ่ม ปิดประตูรอดอีก ซึ่งถ้าถ้าปปช.รับเรื่อง ครม.ทั้งคณะก็ต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่โดยปริยาย

สำหรับ "ใบแดง ยุทธ ตู้เย็น" ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะเดินไปสู่ "การยุบพรรค" หรือไม่ เพราะเมื่อดูจากเส้นทางของคดีที่ ไหลมาจากกกต.(3เสียงเห็นว่าผิด 1เสียงไม่ผิด 1เสียงงดออกความเห็น) สู่การพิจราณาของ "ศาลฎีกาแผนก คดีเลือกตั้ง " นั้นแทบจะเป็นทิศทางเดียวกันทั้งหมด และการผ่านลูกไปยัง "ศาลรัฐธรรมนูญ" โอกาศที่ผลสรุปจะออกมาก็น่าจะเหมือนต้นธาร อันแปลได้ว่าอาจจะได้เห็น ประวัติศาสตร์ 2 พรรคการเมืองที่มี "คนคนเดียว" เป็นเจ้าของ ต้องถูกยุบพรรคถึง2ครั้ง!

ด้วยสถานการณ์ในคาบเพลานี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลและ "อดีตนายกฯ" จะเพลี่ยงพล้ำ และใกล้แตะจุดพ่ายแพ้ จากการใช้กลไกอำนาจ ตุลาการของอีกฝั่ง อย่างงั้นหรือ? ถ้ามองเฉพาะในเหตุการณ์แต่ละซ๊อตๆ อาจสรุปได้เช่นนั้น แต่ถ้ามองพินิจอย่างลึกชึ้งจะพบว่าสงครามครั้ง นี้ยังไม่จบ และไม่มีทางจบลงอย่างง่ายดายอย่างแน่นอน

เพราะทางฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มคนรักทักษิณ ไม่ยอมศิโรราบ และพร้อมสู้ทั้งในระดับมวลชน ระดับรากหญ้า หหารราบไพร่พล กำลังเงินอัดฉีด เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมที่จะสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างเรื่อง "ตุลาการภิวัฒน์" นั้นฝ่ายนี้ปฎิเสธ "คำตัดสิน" โดยโยงให้เห็นภาพว่าเป็นคำตัดสินของบุคคลในอำนาจตุลาการที่มาจากการรัฐประหาร มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เชื่อกันว่าออกแบบโดยทหาร เพื่อศักดินา

แต่เดิมที่บ้านเมืองเกิดวิฤกตการณ์ใด ที่แบ่งแยกคนออกเป็น2ข้าง และไร้ทางออก ตีบตันในปัญหา "ตุลาการ" จะกลายเป็น ผู้ชี้ขาด ตัดสินปัญหา นั้นให้คลี่คลาย และก็ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้ง2 ฝ่าย เมื่อคำตัดสินออกมาแล้ว ก็ก้มหน้ารับในชะตากรรมที่เกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้หาได้เป็นอย่างนั้นแล้วหรือ? อาจด้วยเพราะมีการตั้งข้อสังเกตุ ใน "ความสงสัย-ความเคลือบแคลง" ของขบวนการของตุลาการหลายเรื่อง หลายลักษณะ จนทำ ให้สถานการณ์ของตุลาการกำลังถูกตรวจสอบในมาตราฐาน ในเส้นทางเดิน ในความสัมพันธุ์ส่วนตัว และพฤติกรรมที่แสดงออก
 
     
 
 
     
 
"สมัคร สุนทรเวช" หัวหน้ารัฐบาลแสดงความไม่พอใจผ่านรายการของเขาว่า " ขณะนี้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อันได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา อำนาจบริหาร คือ รัฐบาล และอำนาจตุลาการ คือ ศาล กำลังจะเสียความสมดุล เนื่องจากศาลปกครองใช้อำนาจจนเป็นอุปสรรคขัด ขวางการบริหารงานของรัฐบาล (กรณีเขาพระวิหาร) " ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ สมัคร โดน "ข้อกล่าวหา" ว่า เป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายบริหารที่ พยายามก้าวล่วงเข้าไปก่าวก่ายแทรกแซง หรือเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลอันเป็นฝ่ายตุลาการ หรือไม่ อย่างไร?

อย่างในเรื่องที่ "ศาลปกครองกลาง" ได้คุ้มครองชั่วคราวกรณีเกี่ยวกับปราสาท พระวิหาร เมื่อ วันที 28มิ.ย.51นั้นก็มีเสียงวิจารณ์ว่า ศาล ปกครองมีอำนาจในการพิจราณาเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร รวมไปถึงมีการยกคดีอย่างเจเทมป้า มาเทียบเคียงในมาตราฐานของการตัดสิน

หรืออย่างในเรื่องศาลรธน. ตัดสินว่า "แถลงการณ์ร่วม" นั้นถือเป็นสัญญา ทำให้ต้องผ่านสภาก่อน ตามมาตรา190 นั้น เกิดการตั้งคำถามว่าทำไม ศาลรธน. จึงตีความต่างจากของกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการกฤษฎีกา?

หรืออย่างในคดีใบแดงของยงยุทธ ก็มีการกล่าวหาว่ามี "ธง" ไว้แล้ว มีการกล่าวหาในรายละเอียดเดิมๆว่ามีคำสั่งจาก "ผู้มีบารมี" ให้ทำลายล้าง พรรคพลังประชาชน หลังจากที่เคยลบชื่อพรรคไทยรักไทยมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์ว่ามีคนในวงการตุลาการบางคนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองกับคณะรัฐประหาร แล้วได้รับตำแหน่งสำคัญในฝ่าย บริหาร เช่นตำแหน่งปลัดกระทรวง และ รัฐมนตรี คณะกรรมการในบอรด์ต่างๆ

เรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ " สถาบันศาล " ได้รับแรงสั่นสะเทือน และถูกตอกย้ำด้วยแรงกระเพื่อมจากกรณี รร.ราชวินิตกับ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ถูก จัดว่าอยู่ในฝั่งของ "ศักดินา-ราชการ-ทุนเก่า-อำนาจเดิม-ฝ่ายค้าน"

ซึ่งกรณีนี้ ครูและผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ฟ้องศาลแพ่ง ให้กลุ่มพันธมิตรฯ รื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งขนย้ายสิ่งกีดขวางอื่นๆ ซึ่ง ต่อมา ทนายความพันธมิตรฯ ก็ยื่นคำร้องคัดค้านการขอคุ้มครองชั่วคราวแต่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ถอนเวที คืนผิวจราจร ต่อ มาทนายความพันธมิตรฯยื่นให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครอง แต่ศาลเพ่งยืนคำตัดสินเดิม จนทำให้ "จำลอง" น็อตหลุด จะรวบรวม20000ชื่อถอด ถอนผู้พิพากษาศาลแพ่ง 2คน ในคดีนี้ แต่ต่อมาก็กลับลำ บอกไม่ยืนถอดถอนแล้ว แล้วแก้เกี้ยวว่ายังๆไม่ถึงเวลา

เรื่องนี้กลายเป็น "จุดอ่อน" ทำให้ความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ลดน้อยลงไปอย่างมาก เพราะกลายเป็นการยึดหลักการ "เห็นต่างคือศัตรู" รวมไปถึงการเลยเถิดไปถึงจะเล่นงานศาลที่ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน ทำให้ เรื่องราวของ ตุลาการ ยิ่งดูวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

ในขณะที่อำนาจตุลาการกำลังแสดงพลังเหนือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจที่4 อย่าง "กองทัพ" ก็มีข่าวลือมาโดนตลอดทั้งเรื่องจะ ปฎิวัตรัฐบาลนี้ หรือ ตท.10 เพื่อนทักษิณปฎิวัตตนเอง กระชับอำนาจ ทาง "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาทหารบก ออกมาพูด หลายครั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีการรัฐประหาร ปฎิวัติแน่นอน(ผบ.ทบ. คนที่แล้วก็พูดในลักษณะเดียวกัน)

สงครามที่เชื่อกันว่าฝ่ายอำมาตย์ กับกลุ่มทุนใหม่นี้ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะมี "สัญญาณสั่งสู้" เช่นการคัมแบ็คของ " พีทีวี " หลังจากปิดตัวไปเมื่อ วันที่ 30 มีนาคม 51 ... "เราไม่ยอมให้พันธมิตรฯยึดบ้านเมือง" ..เป็นคำประกาศของ " จักรภพ เพ็ญแข " เฟื่องจักรตัวใหญ่ของพีทีวียุคใหม่ พร้อม " วีระ มุสิกพงษ์-จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ " ที่ชัดเจนอย่างยิ่งในภารกิจ ชน-ปทะ กับค่ายเอเอสทีวี ฐานข่าวของกลุ่มพันธมิตร

หรือการปลุกระดมในวิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในสังกัด ว่าให้ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลทุกศาล อ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ จะมีการจะล่ารายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระ อย่างกกต. ปปช. มีการออกข่าวเล่นงาน "อำนาจตุลาการภิวัตน์" ว่าทำให้บ้านเมือง เสียหาย มีการเล่นข่าวตุลาการบางท่านเพื่อดิสเครดิต

ทางฟากต่อต้านรัฐบาลอย่างสุดขั้วอย่างพันธมิตร ก็ยังปักหลักชุมนุนอย่างไม่เลิกรา วันก่อนก็มี " พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ " ประธานที่ปรึกษา กระทรงกลาโหม และ "พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์" อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเวทีขย่มรัฐบาล เคียงคู่ไปกับบรรดาแกนนำ ที่มองว่ารัฐบาลหมดความชอบที่จะอยู่ในตำแหน่งแล้ว

ปรากฎการณ์ต่างๆ หลายฝ่ายก็มองตรงกันว่ารัฐบาลน่าจะอยู่ลำบากแล้ว ขึ้นว่าจะเลือกทางไหน "ลาออก-ยุบสภา-ปรับครม." แม้ว่านายกฯ สมัครจะเอ่ยปากหลายครั้งว่า "ไม่ออก-ไม่ยุบ" แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว เชื่อว่า "สมัครกับเจ้าของพรรคตัวจริง" น่าจะหารือกันอย่างหนักหน่วงว่า จะแก้เกมอย่างไร ในสงครามที่ยังไม่มีทางจบ ทางสงบได้ในเร็วนี้อย่างแน่นอน!
 
     
 


 
     
 
***********************************
เรื่องประกอบ
***********************************
นพดล-ยงยุทธ เพื่อนรักในวิบากกรรมเดียวกัน!
***********************************

เวลานี้ "นพดล ปัทมะ" เจ้ากระทรวงต่างประเทศ มีสภาพไม่ต่างไปกับเพื่อนสุดรักอย่าง "ยงยุทธ ติยะไพรัช" เพราะ "ยงยุทธ" อาจ จะกลายเป็นคนที่กำลังจะถูกจารึกว่าเป็นเหตุที่ทำให้พรรคพลังประชาชนต้องล่มสลาย และ "นพดล " ถูกตีตราว่าทำให้ไทยเสียอธิปไตย

นพดลกับยงยุทธเคยเป็นศิษย์สำนัก "ค่ายประชาธิปัตย์" มาด้วยกัน มีความสนิมสนมกันมาก ด้วยมุมมอง ทัศนะคติที่คล้ายกัน อีกทั้งยังอายุเท่ากัน เกิดเดือนเดียวกันอีกต่างหาก(ยงยุทธ 3 เมษายน 2504-นพดล 23 เมษายน 2504 )

ต่อมาก็แยกกับไปตามวงโคจร และเมื่อยงยุทธผงาดใน ตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอธิบดีมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งที่เคยคบหาสนิทกับนพดลและยงยุทธ ได้ ติดต่อไปยังยงยุทธว่านพดลว่างอยู่ ให้ไปช่วยงาน ดังนั้นนพดลจึงกลายมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯในปี 2549

และหลังรัฐประหาร ยงยุทธคนนี้แหละที่เป็นคนบอกทักษิณว่าถ้าต้องการทนายมือดี แม่นข้อมูล และที่สำคัญภักดีสูงสุด ต้องชื่อนพดล จาก นั้นมา นพดลก็กลายเป็นคนสนิท ทนายคู่ใจทักษิณ และในช่วงที่มีการคัดเลือกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลสมัคร.. ยงยุทธอีกเช่นกัน ที่ส่งชื่อนพดลเข้ามาเป็นรมว.ต่างประเทศ ซึ่งนายใหญ่ก็เห็นชอบไฟเขียวผ่านฉลุย

ด้านยงยุทธก็ได้นพดลในการหารือ และเลือกเส้นทางการเป็นประธานสภาแทนตำแหน่งรัฐมนตรีเกรดเอ เพื่อเบี่ยงกระแสต่อต้าน แต่สุดท้าย ก็ไปไม่รอด ต้องใบแดง หมดอนาคตไปอีก 5ปี ซึ่งคนที่โทรไปแสดงความเห็นใจคนแรกๆก็ชื่อนพดลนั้นเอง ในทางกลับกันเร็วๆ นี้ยงยุทธอาจต้องโทรไปแสดงความเสียใจต่อนพดลบ้างก็ได้

"ผมมีเพื่อนรักในวงการเมืองอยู่ไม่กี่คน แต่คุณยงยุทธก็เป็นหนึ่งในนั้น... คุณยงยุทธจะเป็นคนมีความสามารถ ยังมีความรับผิดชอบต่องานสูง ไม่ทิ้งเพื่อนฝูง ไม่ขี้อิจฉา และมีความภักดีกับเจ้านาย อย่างถึงที่สุด " ...เป็นหนึ่งในคำสัมภาษณ์ที่นพดลกล่าวถึงยงยุทธ

ยงยุทธกล่าวกับคนสนิทในวันที่โดนใบแดงว่าอาจจะไปสอนหนังสือ เกจิการเมืองรายหนึ่งบอกว่า "ก็ไม่รู้ว่ายงยุทธจะไปสอนวิชาใด แต่ถ้าจะให้ดีพวงอดีตนักเรียนทุนหลวงไปสอนวิชานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยชินวัตร ก็จะสมบูรณ์แบบ!"

***********************************
 
 
 
     
 
ต้องยุบสภา ไม่มีทางเลือก!
"พันตำรวจโทกานต์ เทียนแก้ว " รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

***********************************
@ทิศทางของพรรคเป็นอย่างไรหลังคดี ยงยุทธมองว่าเป็นเรื่องของส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งไม่น่าเกี่ยวกับพรรคหรือเปล่า

คือท่านก็ต่อสู้คดีมาโดยตลอด แต่ว่าคำสั่งศาลออกมาอย่างนี้ ก็เข้าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนในปี 50 ที่คณะกรรมการบริหารพรรคมี การถูกร้องเรียนและศาลพิพากษาให้ใบแดง ในมาตรา 237 คิดว่าคงยุบแน่นอน เพราะ 3 – 4 พรรคในปัจจุบันก็โดยข้อหาเดียวกันคือคณะ กรรมการบริหารพรรคศาลพิพากษาโดนให้ใบแดง

@กรณีที่ข่าวว่าบางฝ่ายอาจไปยื่นเรื่องกับ ปปช.เสนอถอดถอนในกรณีที่เราไปขัดมาตรา 190

น่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตร เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีใครอยากยุ่ง ประชาธิปัตย์และพันธมิตรเขาคงอยู่ด้วยกัน ถ้าออกอย่างนั้นก็ต้องรอศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัย บ้านเมืองก็วุ่นวาย

@ถ้าถึงตอนนั้นอาจไม่มีคณะรัฐมนตรีบริหารงาน

ก็ต้องมีแต่งตั้งตามมา เพราะว่าหายไปก็ยังเป็นรัฐบาลก็ยังจัดการได้อยู่ในช่วงขณะหนึ่ง คงไม่นาน รัฐบาลอยู่ไม่นาน ถ้าดูตามเกณฑ์ก็คงอยู่ไม่ นาน

@และแนวทางที่เคยคุยไว้เรื่องของการยุบสภา

มันคงเป็นในทางนั้นเพราะไปทางอื่นมันไม่มีทาง มีทางเดียวก็คือมันน่าจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะว่า ส.ส.ที่ไม่ได้เป็นกรรมการ บริหารพรรคเขาได้ไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ที่ปลอดภัยเมื่อถูกคุกคาม คงกลับมาเหมือนเดิมพี่น้องประชาชนเขายังให้ความเห็นอกเห็นใจนะ ยิ่งคดีคุณยงยุทธคนเห็นอกเห็นใจมาก

@ป็นไปได้ไหมที่ว่าไปตั้งพรรคใหม่เอง

ตั้งพรรคใหม่ก็เป็นไปได้เพราะว่ามันไม่นาน 2 – 3 อาทิตย์เองตั้งพรรคใหม่

@เห็นบอกว่าไปรวมกันที่พรรคเพื่อไทย

เขาตั้งอยู่แล้ว มีหลายพรรคให้เลือกได้อุดมการณ์พรรคไหนก็เลือกพรรคนั้น

@คุณยงยุทธอยู่ไหน

ตอนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ท่านขอพักช่วงนี้ กำลังใจดี ท่านกำลังใจดี ท่านรู้อยู่แล้วว่าจะวเกิดเหตุการณ์ใคขึ้น ก็เลยไม่ได้ตกใจอะไร ต่อไปคาด ว่าท่านอาจไปสอนหนังสือ

@เรื่องของคุณนพดลมองอย่างไร

ผมคิดว่าท่านอาจจะลาออกไป เพราะสิ้นสุดกระบวนการแล้วก็คงต้องลาออกไป


ที่มา : เวปไซต์ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น.
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats