หลักการและองค์ประกอบเขตอุตสาหกรรมยั่งยืน
ส่วนที่ 1 พัฒนาการและข้อเสนอเชิงแนวคิดในการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมสำหรับประเทศไทย
การเกิดขึ้นของ เขตอุตสาหกรรม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่สำคัญคือ นโยบายและกฎหมายของรัฐนั้นๆ ว่าจะกำหนดให้เขตอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร
นโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยใช้เขตอุตสาหกรรม เป็นการจูงใจให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศพร้อมทั้งมีมาตราการต่างๆที่เป็นการจูงใจ และอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆให้แก่ผู้ประกอบการ การประกาศนโยบายดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุน โดยหวังถึงความแตกต่างในด้านต่างๆ โดยเปรียบเทียบไม่ว่าจะเป็นในด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ด้านค่าใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ค่าที่ดิน ค่าจ้างแรงงาน พลังงาน ภาษีต่างๆที่จะได้รับการยกเว้น ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข็งขัน
แต่การมีเพียง นโยบาย ที่ประกาศออกมาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่เป็นการเพียงพอ สำหรับความมั่นใจของผู้ประกอบการ หรือผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น การมีบทบัญญัติกฎหมาย ที่จะทำให้มาตราการต่างๆที่เป็นการส่งเสริม หรือสนับสนุการลงทุนจากต่างประเทศ จึงเป็นการสร้างหลักประกันและความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ และผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติกฎหมาย ที่รัฐบัญญัติและประกาศใช้ในระดับสากลคือ สัญญาประชาคมที่ผูกพันรัฐว่าจะปฎิบัติ และระดับความผูกพันของเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในรูปของบทบัญญัติในทางกฎหมาย มีความมั่นคงแน่นอนกว่านโยบายที่รัฐประกาศออกมา
ในกรณีประเทศไทย การเริ่มจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมดำเนินการภายใต้ ประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 399 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และมีการดำเนินการจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมขึ้นเป็นจำนวนมาก กระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม ตามประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 399 เป็นอย่างมาก ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 โดยในพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเอื้อประโยชน์ และมุ่งแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นต่อการประกอบกิจการของผู้ประกอบการในเขตนิคมอุตสาหกรรม และที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของการนิคมอุตสาหกรรม ในการที่จะขยายเขตนิคมอุตสาหกรรมออกไปเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะกล่าวไว้ณ.ที่นี้ด้วยว่า นอกเหนือจากเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการจัดตั้งโรงงานที่ไม่ได้อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมด้วย ตามมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 โดยกรมโรงงาน สามารถที่จะประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้เป็น เขตประกอบอุตสาหกรรม ได้
นอกจากนั้น ยังมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอีกมากมายหลายฉบับ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ อาทิเช่น กฎหมายที่ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาอุตสาหกรรม กฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินเพื่อการส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรม กฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการส่งออกสินค้า กฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวกับการภาษีอากร และ กฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ในตลอดระยะเวลาที่มาเกือบ 40 ปีของการส่งเสริมการประกอบกิจการอุตสาหกรรม การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ นับได้ว่าเป็นการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการมา ซึ่งแม้จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องมลพิษ และปัญหาเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงวิถีชิวิต และสภาพของโครงสร้างทางสังคม ที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและในพื้นที่ใกล้เคียง ดังที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อต่างๆมาเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นข่าวที่หลุดรอดจากระบบการจัดการควบคุมข่าวผลกระทบในระดับพื้นที่มาแล้ว
และจากประสบการณ์ของเขตพัฒนาพิเศษดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยต้องการที่จะพัฒนาให้เกิดเป็นเขตส่งเสริมการลงทุน ในพื้นที่ต่างๆให้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุด เพื่อต้องการที่จะให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในบางด้าน ที่ศักยภาพของประเทศพอจะแข่งขันได้ ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายที่จะสนับสนุนให้เกิดเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังที่มีการดำเนินการมาแล้ว ในประเทศต่างๆ ซึ่งในหลักการแนวคิดของกฎหมายที่ว่าด้วยขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น จะเน้นที่การให้อำนาจแก่รัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แบบครบวงจร ที่จะทำให้เกิดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เอื้อต่อการลงทุน และเป็นการดึงดูดการลงทุน แต่เนื่องจากแนวคิดในการผลัดกันร่างกฎหมายดังกล่าว ได้รับการต่อต้านเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างใดต่อไป นอกจากการปรับปรุงในบางด้านที่ถูกต่อต้าน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว ตามที่คณะรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมาสั่งการ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแม้จะมีความพยายามในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆมากมาย และแทบจะทุกที่เมื่อมีการดำเนินการก็มักที่จะได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรง ในบางพื้นที่มีการใช้วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ ในหลายๆพื้นที่ใช้มาตราการทางเศรษฐกิจเป็นการจูงใจ ในหลายๆกรณีใช้วิธีการปิดล้อมทำให้จำยอมฯลฯ ประเด็นสำคัญจากปรากฎการณ์ดังที่กล่าวมา สำหรับการพัฒนาประเทศต่อไปข้างหน้าก็คือ หากจะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนควรจะพัฒนาอย่างไร
ในงานศึกษานี้ มุ่งที่แนวทางการกำหนดเขตพื้นที่ ( Area Approach )เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นหน่วยที่ใช้ในการศึกษา โดยสรุปจากประสบการณ์ด้านที่ไม่ได้ดำเนินการ หรือที่ดำเนินการแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จากกรณีพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย โดยพิจารณาประกอบกับ กรณีศึกษาการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม ในกรณีของต่างประเทศที่น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี มาจัดทำเป็นข้อเสนอที่ว่าด้วย เขตอุตสาหกรรมยั่งยืน
1. ข้อเสนอเกี่ยวกับจุดยืน หลักการ และปรัชญาของนโยบายของรัฐในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม
หากจะมีนโยบายที่ส่งเสริมให้เกิดเขตอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนแล้ว จะต้องตั้งอยู่หลักการและปรัชญาการป้องกัน ( Preventive Oriented ) เป็นหลัก ให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ และ ความสมดุล และศักยภาพของสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น บนปรัญชาและหลักการและจุดยืนดังกล่าว ในการดำเนินการทั้งหลายที่จะนำไปสู่การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม ในทุกๆขั้นตอนจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด และเข้มงวดว่าตั้งอยู่บนจุดยืนของหลักการและปรัชญาดังกล่าวหรือไม่ และเมื่อมีการดำเนินการไปแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบอยู่เสนอว่ายังคงเป็นไปตามจุดยืน หลักการ และปรัชญาตามที่ได้ประกาศไว้หรือไม่ และหากไม่เป็นไปตามจุดยืน หลักการ และปรัชญาดังกล่าวแล้วจะมีมาตราการดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมา การดำเนินการในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการดังกล่าว หากแต่เน้นหรือให้ความสำคัญต่อ ความสำเร็จในการจัดทำพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรม แล้วต่อจากนั้นนำเอาอุตสาหกรรมมาลงในเขตพื้นที่นั้นๆ โดยการใช้แรงจูงใจทุกๆทางที่จะทำให้เกิดการขายพื้นที่ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงเป็นการใช้แนวทางหรือปรัชญาการดำเนินการแบบ Can Do และแบบ ทำไปแก้ไป
จากการศึกษาสังเคราะห์ข้อมูล กรณีศึกษา และสถานขององค์ความรู้ที่เกี่ยวกับปัญหา สืบเนื่องจากการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยรูปแบบการพัฒนาจากประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศต้นแบบส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเทศอุตสาหกรรม ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อให้ประเทศพัฒนาเป็นประเทศที่ทันสมัย จะเห็นได้อย่างชัดเจนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐที่ผ่านมา ดังที่ปรากฎในงานศึกษาจำนวนมาก ที่เป็นการประเมินและสะท้อนความไม่สมมาตรของการพัฒนา ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่
ภายใต้นโยบายที่ดำเนินการอย่างเข้มงวด ที่ถูกผลักดันโดยกลุ่มผลประโยชน์ อย่างน้อยๆในยุคแรกมีอยู่สามกลุ่มใหญ่ และเนื่องจากในขณะนั้น รัฐไทยถูกครองงำโดยระบบราชการทหาร และข้าราชการสายเทคนิควิชาการ ซึ่งประสานความร่วมมือมาจากหลากหลายหน่วยงาน ดังนั้นจึงทำให้เกิดนโยบาย ที่ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่ไม่สมดุล กล่าวคือ เป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้น และตกอยู่ในอิทธิพลของคนกลุ่มน้อย เป็นการพัฒนาที่มีลักษณะพึงพิงต่างประเทศในแทบจะทุกๆด้าน ตั้งแต่ ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน บุคคลากร และตลาด ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อไม่ได้เป็นผู้ที่สามารถควบคุมกำกับปัจจัยการผลิต ในส่วนที่สำคัญๆทั้งหมดนอกจากวัตถุดิบ และไม่สามารถที่จะมีอิทธิพล ในการกำหนดราคาสินค้าได้ทิศทางในการผลิตทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อมายังทิศทางในการพัฒนาทั้งหมด ที่ดำเนินการมาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดระยะเวลาเกือบห้าสิบปี ก็ยังอยู่ในภาวะความเสี่ยงจากเงื่อนไขต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัว และเปิดประเทศรับการลงทุนของประเทศต่างๆมากมาย อีกทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการผลิต และการเปลี่ยนแปลงของตลาดสินค้า ในประการสุดท้ายคือพัฒนาการทางการเมืองในปัจจุบัน ที่เปิดกว้างมากขึ้นเกิดการเคลื่อนไหวในทางการเมืองภายในประเทศต่างๆ มีการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง รวมถึงการให้ความสำคัญ กับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งสี่ปัจจัยดังกล่าวทำให้จึงการเคลื่อนย้ายการลงทุน จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นการเคลื่อนย้ายของทุนในภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย ที่ทำให้เกิดความตื่นกลัวว่าการลงทุนจากต่างประเทศ ไหลไปยังประเทศอื่นที่มีเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุน และการได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบในการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ดีกว่า
2. การกำหนดเขตพื้นที่ที่จะดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตอุตสาหกรรมยั่งยืน
การกำหนดให้เขตหนึ่งเขตใด เป็นเขตอุตสาหกรรมที่จะมีความยั่งยืนนั้น ต้องคำนึงถึง ศักยภาพของพื้นที่เป็นหลักสำคัญที่สุด ว่าสามารถที่จะรองรับผลกระทบในด้านต่างๆได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด หากใช้แนวทางในการวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านต่างๆแล้ว ศักย์ภาพของพื้นที่กับประเภทของอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างไร ( โยงกับเรื่อง การประเมินผลทางด้านต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจ และโยงกับระบบการตรวจสอบประเมินผล )
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หลักการข้อนี้คือ การใช้ศักยภาพในทุกๆมิติของพื้นที่ เป็นการกำหนดประเภทของอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะให้เงินทุนในการประกอบอุตสาหกรรมมากำหนดพื้นที่
ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องกำหนดศักยภาพของพื้นที่ต่างๆ ว่าพื้นที่ใดสามารถที่จะเป็นเขตอุตสาหกรรมได้หรือไม่อย่างไร และได้ในระดับไหน ต้องมีความชัดเจน และมีสภาพบังคับอย่างแท้จริง ( ซึ่งในปัจจุบันก็มีกฎหมายอยู่หลายฉบับที่มีวัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์เช่นนี้ เช่น กฎหมายผังเมือง แต่ปัญหาคือ การใช้นโยบายแทนกฎหมาย และ/หรือ ใช้กฎหมายให้รับใช้นโยบาย ซึ่งส่งผลให้กลไกต่างๆในทางกฎหมายไม่สามารถที่จะทำงานได้ต่อไป เมื่อกลไกทางกฎหมาย ไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกในทางด้านอื่นๆ ก็ยากที่จะดำเนินการหรือปฎิบัติการต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นกลไกในทางการเมือง กลไกในทางสังคม กลไกของความรู้ที่จะจัดการปัญหาก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ต่อไป )
ข้อเสนอสำหรับการกำหนดพื้นที่คือ ในการกำหนดพื้นที่ว่า จะให้พื้นที่ใดเป็นเขตอุตสาหกรรมนั้น จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์หรือเงื่อนไข ที่จะต้องนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ดังต่อไปนี้
1.1 เงื่อนไขประเภทและศักยภาพของที่ดิน แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อม
1.2 เงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ
1.3 เงื่อนไขทางด้านสังคม และ
1.4 เงื่อนไขศักย์ภาพและประสิทธิภาพขององค์กรการบริหารจัดการของภาครัฐ
ในระดับพื้นที่
3. มีการกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมว่า ประเทศไทยจะรับ( หรือไม่รับ ) การลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมประเภทไหน ( ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1.และข้อ 2. ) และประเภทของอุตสาหกรรม ที่ประเทศไทยจะรับเข้ามาดังกล่าว จะมีมาตราการที่จูงใจอย่างไร ซึ่งจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายส่งเสริมการลงทุน อาทิเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมที่ของเสียเป็นศูนย์ ฯลฯ
ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบัน ภายใต้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายประสบอยู่ทำให้มีความพยายามที่จะขับไล่ บังคับ ส่งเสริม ให้อุตสาหกรรมเหล่านั้น ไปอยู่หรือไปดำเนินการในประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่ให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม มลพิษ
4. เมื่อสามารถที่จะเลือกพื้นที่ว่า เขตพื้นที่ใดเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมประเภทใด โดยตั้งอยู่บนเกณฑ์การประเมิน( ทั้งหลายที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนได้ และสามารถที่จะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ช่วยประกอบการตัดสินใจ) แล้ว
การออกแบบการใช้พื้นที่ที่ดี เพื่อจัดวางและสร้างระบบป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้ง การออกแบบบริเวณโดยรอบนอกเขตโรงงาน ( มี buffer zone ) , มีการจัดเป็น zone ย่อยๆ ต้องคำนึงถึงชุมชนและลักษณะของสภาพทางภูมิศาสตร์ อุตุนิยม และอุทกศาสตร์ ชลศาสตร์ , การจัดวางที่คำนึงถึงมาตราการในการป้อง และการแก้ปัญหาเรื่องความเสี่ยงทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงในทุกๆ zone จะต้องมีระบบและหน่วยที่ทำหน้าที่ในการจัดการของเสีย และระบบความปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการเตรียมตัวของหน่วยงานภาครัฐ ในระดับพื้นที่ ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคคลกร เครื่องมือ อุปกรณ์และงบประมาณเพื่อป้องกันความเสี่ยงความเสียหากที่อาจจะเกิดขึ้น
( ดูแบบอย่างกรณีของกลุ่มประเทศยุโรป ที่นำความรู้เกี่ยวกับการออกแบบภูมิทัศน์ไปใช้ ในการป้องกันผลกระทบจากเขตอุตสหกรรม )
5. มีระบบการควบคุม ตรวจสอบ ถึงความปลอดภัย ความพร้อมในทุกๆด้านทั้งก่อนและขณะที่ประกอบ พร้อมทั้งการมีหน่วยสนับสนุน ที่จะทำให้การประกอบการนั้นๆสามารถที่จะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
จากการศึกษาบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการในระบบโรงงาน ในปัจจุบันมีกฎหมายที่กำหนดหลักการ และแนวทางปฎิบัติอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เป็นไปตามหลักการในการบริหารงานสมัยใหม่ หลักการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวล้อม หรือต่อแรงงาน แต่ไม่ค่อยจะมีการปฎิบัติ ดังนั้น จะออกแบบระบบอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย
6. จะต้องสร้างและปรับปรุงระบบการติดตามการบังคับใช้กฎหมาย ข้อตกลงทั้งหลายที่ต้องสอดคล้อง ทันเหตุการณ์ และเป็นปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเปิดโอกาสให้ทุกๆฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดทำระบบฐานข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวกับการตรวจสอบในทุกๆด้านอย่างละเอียด ตามปรัชญาและหลักการการป้องกัน รวมถึงการสร้างมาตราการที่เป็นการจูงใจให้นำหลักบรรษัทภิบาลเข้ามาใช้ในการจัดการและการดำเนินการ
ปัญหาที่เป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุดของนิคมอุตสาหกรรมที่มีต่อชุมชน ผู้ใช้แรงงาน และต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัญหาการไม่บังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งระบบ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การส่งเสริมและการจัดทำเป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นกรณีที่รัฐกำหนดภาระกิจที่แตกต่างไปจากภาระกิจแบบเดิม ที่รัฐทำภาระกิจไม่กี่ประเภท แต่การส่งเสริมการอุตสาหกรรมในรูปแบบ เขตอุตสาหกรรม ซึ่งมีหลายระดับ มีอยู่หลายขนาด และความสลับซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นก็แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก การจัดองค์กรขึ้นมารับภาระกิจดังกล่าว ในกรณีการนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดที่ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ขององค์กรในระบบราชการปรกติ จึงจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่มีรูปแบบ โครงสร้าง อำนาจหน้าที่วิธีการดำเนินงานที่เป็นลักษณะพิเศษ ดังนั้น ในกรณีของปัญหาที่เกิดขึ้น จากเขตอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อประชาชน และประโยชน์สาธารณะ จึงไม่มีทางที่จะทำให้องค์กรตามระบบราชการที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น จะสามารถที่จะแก้ปัญหาได้
ดังนั้น แนวคิดที่จะใช้เป็นรากฐานความคิดในการแก้ไขปัญหา ความไม่สามารถขององค์กรก็คือ เมื่อภาระกิจของรัฐเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาหรือโจทย์ที่ต้องแก้ไขแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นจะต้องออกแบบ และสร้างองค์กรรูปแบบใหม่เพื่อแก้ปัญหา
สำหรับในกรณีเขตอุสาหกรรมในกรณีประเทศไทย มีการดำเนินการในแนวทางดังกล่าวอยู่บ้างในระดับหนึ่งเท่านั้น และเมื่อเกิดการประกอบการแล้ว ไม่ได้ดำเนินการจัดตั้งองค์กรอื่นๆที่มีความจำเป็นต่อให้สามารถรับภาระกิจ(หรือปัญหา) ที่จะเกิดติดตามมาอย่างที่อาจคาดหมายได้อยู่แล้ว
การดำเนินการจัดตั้งองค์กรที่ผ่านมาและที่ยังไม่ได้จัดตั้งในกรณีการส่งเสริมการอุตสาหกรรม คือ
1.ในระดับนโยบายและการให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม มีการจัดตั้ง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดนโยบายส่งเสริมภาคอุสาหกรรม และ ในกรณีของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก (Eastern Seaboard) มีการตั้งคณะกรรมการในการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการผลักดันให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวโดยเฉพาะ คือคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ( คพอ.) ในระดับจังหวัด มีการตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ และเอกชน ( กรอ.)
2.ในระดับองค์กรดำเนินการ มีการจัดตั้ง การนิคมอุตสาหกรรม มีการจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มีการจัดตั้ง การท่าเรือแห่งประเทศไทย
แต่ที่ขาดหายไปและไม่มีการพัฒนาต่อหรือดำเนินการใดๆคือ องค์กรที่ทำหน้าที่ในการรับเรื่องราวความเดือดร้อน หรือข้อร้องเรียนจากเอกชนหรือจากประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคเอกชนผู้ประกอบการ จะมีช่องทางของคณะกรรมการต่างๆในระดับนโยบายที่ค่อยให้ความดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริม ( ไม่ได้ทำหน้าที่ในการให้ความเป็นธรรม แต่ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบที่จะได้ประโยชน์ จากการผลักภาระให้กับสังคม) ในระดับชาวบ้าน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ใช้แรงงาน ก็ถูกกำหนดโดยกฎหมายให้ไปใช้ช่องทางปรกติ คือ ราชการส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ทางอาญา ปรกติ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น
3. ดังนั้น องค์กรที่ขาดหายไป และไม่มีการดำเนินการด้วยอุปสรรคทางการเมืองและปัญหาในระบบราชการไทย คือ
องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในลักษณะที่เป็น Tribunal[1]
3.1 ให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการ ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ การใช้อำนาจ และการบริหารงานของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในระดับพื้นที่ให้เป็นไปตามที่กฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆกำหนด [2]
3.2 ให้องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ในการระงับ หรือยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ โดยให้มีหน้าที่ในการชี้ขาดข้อพิพาทในบางเรื่อง เช่น การต้องดำเนินการตามแผนฯ การสั่งให้ชดใช้ค่าความเสียหาย การสั่งให้หยุดการดำเนินการ การสั่งปิดโรงงาน สั่งให้ทำตามคำสั่งในกรณีที่จะต้องมีการปรับปรุงโรงงาน กระบวนการผลิต ซึ่งการให้องค์กรดังกล่าวมีอำนาจในการชี้ขาด ( Quasi judicial ) หรือ อำนาจกึ่งตุลาการ จะสามารถที่จะทำให้ข้อพิพาทต่างๆสามารถมีข้อยุติ มีทางออกในระดับพื้นที่ ไม่เป็นคลื่นกระทบฝั่งเหมือนที่ผ่านๆมา
3.3 องค์ประกอบขององค์กรดังกล่าว มาจากตัวแทนจากฝ่ายต่างๆและจากผู้เชี่ยวชาญ โดยจะต้องมีการกำหนดวิธีพิจารณาเรื่องที่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงในกว้างขวางและเป็นจริง
3.4 นอกจากนั้น จะต้องพัฒนาระบบศาลเฉพาะทางขึ้นเพื่อตรวจสอบการใช้
7. มีระบบการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล และจัดทำฐานข้อมูลโรงงาน ผู้ประกอบการที่ไม่ดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตราการในการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และมาตราการในการส่งเสริมการลงทุน
8. แนวทางทั้ง 7 ประการข้างต้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับภาระกิจของรัฐในทางด้านการอุตสาหกรรม ที่ตั้งอยู่บนหลักการการป้องกัน หลักความยั่งยืน ขึ้นเป็นการเฉพาะ
ส่วนที่ 2 แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับองค์กรที่ใช้อำนาจกึ่งตุลาการ ( Tribunal ) สำหรับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากเขตพัฒนาอุตสาหกรรม
สภาพไร้อำนาจรัฐเหนือเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นสภาพที่ไม่เกินเลยไปจากความเป็นจริงเลย( de facto )[3] แม้แต่น้อย สภาพเช่นนั้น สะท้อนอะไรหลายๆประการที่เกิดขึ้น และกำลังเป็นไปในสังคมไทย กล่าวโดยเฉพาะในทางกฎหมาย ซึ่งควรที่จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำหน้าที่ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น กลับไม่สามารถที่จะแสดงออกถึงความหวัง ความเป็นธรรมที่ประชาชนจะพึงได้
เท่านั้นยังไม่พอ การว่าเฉยของระบบกฎหมาย การวางเฉยของกระบวนการในการใช้อำนาจรัฐเท่ากับเป็นการซ้ำเติม ผลักไส หรือแม้กระทั้งเป็นการชักนำให้ประชาชนไปเผชิญสภาพไร้รัฐสภาพไร้ซึ่งอำนาจ
การแสดงออกของอำนาจรัฐสามารถที่จะแสดงออกได้หลายทาง ปัญหาคือ วิธีการแสดงออกของอำนาจรัฐด้วยวิธีไหนที่จะเกิดการแก้ปัญหา วิธีไหนที่จะเกิดผลดีแก่ประชาชน วิธีไหนจะมีประสิทธิภาพ ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่เป็น วิธีคิดที่สำคัญที่สุด
หากประเมินย้อนรอยกลับไปข้างหลังเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยใช้อุตสาหกรรมเป็นตัวจักรสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะพบว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะเป็นปัญหาที่เกิดจากการจัดโครงสร้างของอำนาจรัฐ เสียเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาจากโครงสร้างการจัดองค์กร ดังกล่าวประกอบด้วย
1.ความไม่เป็นเอกภาพขององค์กรของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม ( ในขณะที่ในด้านการส่งเสริม กลับมีความเป็นเอกภาพ แม้จะไม่ได้มีการจัดองค์กรที่เป็นเอกภาพ แต่กลับใช้วิธีารประสานงานอย่างใกล้ชิดและนอกความเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการลงทุน )
ความไม่เป็นเอกภาพดังกล่าวสืบเนื่องจากทั้งบทบัญญัติกฎหมายในแต่ละฉบับ และทั้งจากการจัดองค์กรของรัฐที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ รวมถึงความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานในระดับพื้นที่ และความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานที่เป็นองค์กรราชการประจำ กับองค์กรที่เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น
2.ปัญหาการขาดความชัดเจนและขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างปรัชญาของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
3. ปัญหาการไม่บังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานต่างๆซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย
4.ปัญหาการขาดแนวทางและวิธีการในการแก้ปัญหาที่ชัดเจน รวดเร็ว เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ
5.ปัญหาการขาดระบบฐานข้อมูลกลาง ขาดระบบสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานทั้งหลายของรัฐ
6.ปัญหาการไม่มีระบบในการติดตามประเมินผลในภาระกิจต่างๆที่ได้ดำเนินการไป
7.ปัญหาความไม่เป็นอิสระในการใช้อำนาจเนื่องจากการถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง
จากปัญหาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างองค์กรดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากพิจารณาประกอบกับธรรมชาต ิหรือสภาวะความเป็นจริงของปัญหา จะทำให้สามารถที่จะเข้าใจถึงแกนของปัญหาได้ดังต่อไปนี้
1. ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้น และการสร้างปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใดแต่เพียงผู้เดียว หากแต่เกิดจากกลุ่มของบุคคลที่เข้ามามีส่วนในการก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา (และมีข้อที่น่าสังเกตด้วยว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่เข้ามามีส่วนในการก่อให้เกิดปัญหานั้น จะมีการพูดถึงองค์กรที่มีฐานะเป็นบุคคลในทางกฎหมาย( นิติบุคคล )ซึ่งไม่สามารถที่จะจับต้องได้ในความเป็นจริง ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อต้องหาตัวผู้กระทำก็จะเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก และยิ่งมาตราการทางกฎหมายไม่ชัดเจน การจัดโครงสร้างองค์กรไม่เป็นเอกภาพ ก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับองค์กรใดๆได้ แต่องค์กรเหล่านั้น ได้ผลประโยชน์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่คิดจะเข้ามาลงทุนในประเทศ)
2. จะเห็นได้ว่าปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นเกิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ สามารถที่จะย้อยรอยกลับไป แสดงให้เห็นได้ว่ามีขบวนการอย่างไร ที่ก่อให้เกิดปัญหากล่าวขึ้น[4]
3. แนวทางที่ถูกต้องและสามารถที่จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมา มีบทเรียนมามากมายทั้งในและต่างประเทศว่า ต้องสร้างและใช้มาตราการในการป้องกัน จึงจะเกิดประสิทธิภาพของระบบในการแก้ไขปัญหา เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการในการแก้ไข เพราะปัญหาที่เกิดจากอุตสาหกรรม มักจะมีพฤติกรรมของการเกิดที่มีรูปแบบการแตกตัวแบบทวีคูณ ดังนั้น เมื่อเกิดขึ้นในแต่ละครั้งก้จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง
4. ต้องเปลบี่ยนแปลงรูปแบบในการแก้ไขปัญหาจาก รูปแบบการร้องเรียนความเดือดร้อนไปสู่ รูปแบบการแก้ไขปัญหาแบบข้อพิพาท( ในลักษณะเชิงคดี )
จากสภาพความเป็นจริง และต้นต่อของปัญหาดังที่ได้ชี้ให้เห็นมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ากรณีเรื่อง เขตอุตสาหกรรม ในแง่ของพัฒนาการทั้งในทางความเป็นจริง ในทางปฎิบัติ และ ในทางทฤษฎีจะเห็นได้ว่า เป็นแนวความคิดที่เกิดจากสภาวะของปัญหา ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจาย ปะปนไปกับการใช้พื้นที่ในลักษณะต่างๆเช่น พื้นที่ทางการเกษตรกรรม พื้นที่พักอาศัย พื้นที่อนุรักษ์ ฯลฯ และในที่สุดก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่ถูกสุขลักษณะ ความไม่คุ้มค่า ฯลฯ ดังนั้นจึงมีการเสนอให้จัดตั้งเป็นเขตๆ ในการที่จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติผังเมือง
สภาพปัญหาที่การจัดรูปแบบองค์กรแบบเดิมไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา หรือไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา
รูปแบบการจัดองค์กรแบบเดิมที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในระดับชาติ
ระบบการร้องเรียนในระบบราชการปรกติ ( กรมต่างๆ / กระทรวง , คณะกรรมการตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการสวล. คณะกรรมการน้ำบาดาล ) ระบบการร้องเรียนไปยังกรรมาธิการของสภา ระบบการร้องเรียนไปยังองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ( ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา , คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ ) การฟ้องเป็นคดีต่อศาล ( ศาลปกครอง , ศาลยุติธรรม )
ในระดับพื้นที่
การใช้กลไกของจังหวัด/อำเภอ การใช้กลไกของอปท การใช้ช่องทางในทางการเมือง การใช้ช่องทางสื่อสาธารณะ
ระบบที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากเขตนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากมีแต่หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนเท่านั้น แต่ไม่มีหน่วยงานที่แก้ไขปัญหา ทั้งๆที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องทำ โดยไม่จำเป็นต้องถามถึงพื้นฐานความคิดระดับสำนึกของความเป็นผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติให้ใช้อำนาจสาธารณะ
หน้าที่และโครงสร้างขององค์กร
องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่หลัก ในการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ ( Quasi Judical ) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อำนาจนิติบัญญัติ องค์กรอิสระ องค์กรปกครองทั้งหลายในระบบราชการ และอำนาจตุลาการไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ดังนั้นองค์กรดังกล่าวจึงต้องทำหน้าที่หลัก สอง ประการ คือ
1. หน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการทำงานของส่วนราชการต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีเขตนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายนั้นๆกำหนดให้ต้องทำ โดยใช้แนวทางของหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในการดำเนินการ
2. หน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการมีเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ต่อชุมชน ต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ที่อยู่ในเขตหรือบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจจะเป็นข้อพิพาท ที่เกิดจากการที่รัฐ ไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรืออาจจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เพื่อการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ที่ดำเนินการกับผู้ประกอบการ
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับ ประชาชน สังคม ผู้ประกอบการ และ เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในขณะที่ มีองค์กรของรัฐมากมายที่เข้าร่วมสนับสนุนให้เกิดเขตนิคมอุตสาหกรรม สนันสนุนอย่างเต็มที่ในการทำให้เกิดโรงงาน โดยแทบจะทุกกรณีของเขตนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้เตรียมการอย่างใดๆในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่มีบทบัญญัติกฎหมาย กำหนดมาตราการต่างๆที่พอจะแก้ขัดไปได้ หากการจัดองค์กรและกระบวนการยุติธรรมทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง เป็นไปอย่างสอดคล้อง ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ต่างๆ อันเนื่องมาจากการมีเขตนิคมอุตสาหกรรม เข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรม ในพื้นที่เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น การปรับโครงสร้างองค์กร โดยให้องค์กรดังกล่าว เป็นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเขตพื้นที่ ด้วยวิธีการรับเรื่องราวร้องทุทข์ที่เกิดจากการที่หน่วยงานของรัฐ ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย
ดังนั้น ความสัมพันธ์ในระดับแรก คือ การเข้ามาติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล การทำงานของหน่วยงานทั้งหลาย ซึ่งมีผลโดยอ้อมที่จะทำให้ผู้ประกอบการ โรงงานจะต้องอยู่ในกรอบกติกา ที่มีองค์กรกำกับอย่างใกล้ชิดสองชั้น
ความสัมพันธ์ในระดับที่สอง คือ การมีตัวแทนของประชาชนทั้งในทางตรงและทางอ้อม ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของกรรมการ ในคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการทำงานของระบบราชการ
ความสัมพันธ์ในระดับที่สาม คือ การนำเอาข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นของการระงับข้อพิพาท
งบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการ
เมื่อเปรียบเทียบกับความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา การที่รัฐบาลมีมาตราการในการส่งเสริมการลงทุน โดยการยกเว้นภาษีให้กับผู้ประกอบการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบน โดยใช้มาตราการทางกฎหมายริบเวนคืนต้นทุนชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน การส่งเสริมให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวม ให้กับผู้ที่มีอำนาจที่มากกว่า การผลักภาระหน้าที่ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องจ่ายไปให้ประชาชนที่อยู่ใกล้ต้องแบกรับ โดยที่ระบบราชการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างใดๆ ในนามของสังคม ที่จะเรียกร้องค่าความเสียหายอย่างใดๆ จากผู้ทำความเสียหายและได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ดังนั้น หาจะจัดสรรงบประมาณที่เป็นเงินของแผ่นดิน เพื่อมากอบกู้ฟื้นฟูปรับเปลี่ยนระบบ ที่ไม่สามารถสร้างระบบสังคมที่เป็นธรรม ให้เป็นสังคมที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยกำหนดเป็นสัดส่วนจากการลงทุน และจากสัดส่วนภาษีที่ผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมการลงทุน มาเป็นงบประมาณในการดำเนินการ
ในขณะเดียวกัน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ บุคคลากร และสำนักงาน ก็เป็นส่วนที่รัฐบาล ในฐานะฝ่ายบริหารจะต้องดำเนินการ ในการปฎิรูประบบราชการ และดำเนินการให้ตรงตามความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมีพันธะที่จะต้องดำเนินการ
การเตรียมความพร้อม
นอกจากการที่จะต้องผลักดันให้เป็นบทบัญญัติในทางกฎหมายแล้ว[5] จำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่อง ระบบฐานข้อมูล ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบวิธีพิจารณาคดี ระบบการติดตาม ระบบการประสานงาน การจัดค่ามาตราฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะใช้อ้างอิง ฯลฯ
สภาพบังคับขององค์กร
ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และแจ้งผลการดำเนินการ(หรือที่ไม่ดำเนินการ)ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
จัดทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยงาน
เป็นผู้ดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย
คณะกรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม
องค์ประกอบของคณะกรรมการ
ระดับชาติ
1. ตัวแทนขององค์กรวิชาชีพที่มีประสบการณ์ ( วิศวกรรมสถาน / แพทย์สภา / นักสิ่งแวดล้อม )
2. ตัวแทนสภาอุตสาหกรรม
3. ตัวแทนของภาควิชาการที่มีประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ( วิศวะ/สิ่งแวดล้อม / วิทยาศาสตร์ / กฎหมาย / ..... )
4. ตัวแทนอปท.ที่มีนิคมตั้งอยู่
5. ตัวแทนประชาชนในพื้นที่มีโอกาสเสี่ยง
6. ตัวแทนอาชีวะอนามัย
ระดับพื้นที่
1.ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในบริเวณเขตที่อาจจะได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรม
2.ตัวแทนโรงงาน ตัวแทนผู้ประกอบการ
3.ตัวแทนแรงงาน
4.ตัวแทนกลุ่มผู้ตรวจสอบมาตราฐานขององค์กร
5.ตัวแทนฝ่ายสาธารณะสุขในพื้นที่
6.ตัวแทนการนิคมอุตสากรรมในพื้นที่
7.ตัวแทนฝ่ายสิ่งแวดล้อม
8.ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนทางด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ
9.ตัวแทนของอปท.
10.ตัวแทนของฝ่ายปกครอง
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
อำนาจคณะกรรมการในระดับชาติ
1.วางกรอบ นโยบายในการดำเนินการติดตาม การตรวจสอบ การประเมินผล
2.ดำเนินการประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงานทั้งหลายในเขตอุตสาหกรรมแต่ละเขต
3.จัดทำมาตราฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรม
4.จัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล รัฐสภา เกี่ยวกับการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายในระดับต่างๆ
อำนาจคณะกรรมการในระดับพื้นท
ี่1.อำนาจในการติดตามตรวจสอบ
1.1 ระบบฐานข้อมูล
1.2 การดำเนินการของหน่วยงานทั้งหลายของรัฐ
1.3 ระบบการป้องกันตามที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ จัดให้มี ตามกฎหมาย
1.4 การติดตามการทำตามข้อแนะนำที่การศึกษาผลกระทบทางสิ่งวดล้อม และผลกระทบทางสังคม ให้คำแนะนำ
2.อำนาจในการประเมินผล
2.1 การดำเนินการตามกฎหมายของหน่วยงานในระดับพื้นที่
2.2 การประเมินผลเครื่องมือในทางกฎหมายว่ามีเพียงพอ หรือมีประสิทธิภาพหรือไม่
2.3 การประเมินศักยภาพของหน่วยงานต่างๆที่มีหน้าที่ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุตสาหกรรม
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม
องค์ประกอบของคณะกรรมการ
คณะกรรมการระดับชาติ
ตัวแทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ตัวแทนจากองค์กรที่ติดตามปัญหาโรคที่เกิดจากการทำงาน
ตัวแทนจากองคืกรที่ติดตามปัญหาเรื่องสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม
ตัวแทนจากนักวิชาการ ( เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ )
ตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ
คณะกรรมการระดับพื้นที่
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
อำนาจคณะกรรมการในระดับชาติ
1.รับพิจารณาเรื่องที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชน ผู้ที่ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานของรัฐหรือกับผู้ประกอบการ หรือ โรงงาน ที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม
2. วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้หน่วยงานของดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อพิพาท
3. วางข้อกำหนด แนวทางในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม
อำนาจคณะกรรมการในระดับพื้นที่
มีอำนาจเช่นเดียวกับคณะกรรมการในระดับชาติ แต่มีขอบเขตการใช้อำนาจเฉพาะข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่ง เป็นการกระจายอำนาจมาสู่พื้นที่ที่เป็นปัญหา
ส่วนที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
ร่าง พระราชบัญญัติ
คณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
พ.ศ.............
----------
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. ..............
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
เขตนิคมอุตสาหกรรม หมายความว่า เขตนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมตามกฎหมายโรงงาน เขตประกอบกิจกรรมอุตสาหกรรมตามกฎหมายผังเมือง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่อย่างหนาแน่น
ข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม หมายความว่า บรรดาข้อพิพาททั้งหลาย ซึ่งบุคคลผู้ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการประกอบกิจการโรงงาน และให้หมายความรวมถึง ข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ หรือการงดเว้นการปฎิบัติตามหน้าที่ ของเจ้าพนักงานตามกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง กับเขตนิคมอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัตินี้
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ภาค ๑
คณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
----------------
หมวด ๑
บททั่วไป
----------------
มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง
คณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วยกรรมการสองประเภท คือ คณะกรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม และ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๒๔ และ มาตรา ๒๕
ประธานคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของคณะกรรมการ
มาตรา ๖ คณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) คณะกรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจหน้าที่
(ก) จัดการระบบฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทั้งหลายเกี่ยวกับเขตนิคมอุตสาหกรรม ระบบการผลิต ระบบการป้องกันและระบบเตือนภัยทั้งหลายที่จะมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม สุขภาพ อนามัย
เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลทั้งหลายที่จำเป็น ให้คณะกรรมการมีอำนาจที่จะเรียกให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมส่งข้อมูล แผนที่ แผนผังสถานที่ รวมถึงแผนปฎิบัติ ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าท ี่ต้องจัดทำตามกฎหมายให้แก่สำนักงานคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
(ข) กำหนดแนวทาง วิธีการ และ จัดทำแผนการดำเนินการทั้งหลายเพื่อการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหลายของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือตามแผนการป้องกันหรือเฝ้าระวังความไม่ปลอดภัยทั้งหลาย ที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินการทั้งหลาย ในเขตนิคมอุตสาหกรรม
(ค) ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ชุมชน เพื่อจัดทำมาตราฐานตัวชี้วัดความมีมาตราฐานของเขตนิคมอุตสาหกรรมตามหลักธรรมาภิบาล รวมตลอดถึงมาตราฐานความปลอดภัยทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ในเขตนิคมอุตสาหกรรมชนิดและประเภทต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีให้สอดคล้องกับมาตราฐานสากล โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย
(ง ) เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย
(๒) คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
(ก) วินิจฉัยข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
(ข) เสนอความเห็นต่อ เพื่อสั่งการต่อหน่วยงานของรัฐ ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๓๗ ( ๕)
(ค) รายงานผลการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัตินี้พร้อมทั้งเสนอวิธีการที่นายกรัฐมนตรี ควรสั่งการต่อไปในกรณีที่มีการปฏิบัติงานยังไม่เป็นผล
(ง) เสนอแนะคณะรัฐมนตรี เพื่อมีมติกำหนดระเบียบปฏิบัติราชการตามมาตรา ๖
(จ) เสนอความเห็นและข้อสังเกตตามเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ดำเนินการจัดให้มี แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย
มาตรา ๗ บุคคลใดจะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการทั้งสองประเภทตามมาตรา ๕ วรรคสอง ในขณะเดียวกันมิได้
มาตรา ๘ ให้กรรมการตามมาตรา ๕ได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้คณะกรรมการตามมาตรา ๕ และ เจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการติดตาม การตรวจสอบ และ รับผิดชอบในการสอบสวน รวมรวมข้อเท็จจริงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด ๒
กรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม
---------------
มาตรา ๑๐ ให้มี กรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมีจำนวนไม่เกิน 15 คนมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสามปี นับแต่วันที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
มาตรา ๑๑ ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ หรือการบริหารราชการแผ่นดินและต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
(๒) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า อัยการ ผู้พิพากษาศาล หรือตุลาการศาลปกครองที่เคยรับผิดชอบในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
(๓) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในสถาบันการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาของรัฐมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๔) เป็นบุคคลที่มีภูมิลำเนาและพักอาศัย อยู่ในเขตพื้นที่ที่เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน อย่างน้อยก่อนการประกาศตั้งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม
(๕) เป็นบุคคลที่มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ ์เกี่ยวกับการปกป้องรักษาอนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม
( ๖ ) เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการติดตามประเมินผล ให้เป็นไปตามมาตราฐานสากลในทางด้านสิ่งแวดล้อม ของโรงงานหรือสถานประกอบการ
มาตรา ๑๒ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรมพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก
เว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
มาตรา ๑๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ในเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจในการเรียกบุคคลให้มาให้ถ้อยคำ มีอำนาจในการเรียกเอกสารจากส่วนราชการทั้งหลายซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตามควบคุม ตรวจสอบ อนุมัติ อนุญาต หรือออกคำสั่งประการใดๆที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการติดตาม ตรวจสอบ หรือประเมินผล การดำเนินการทั้งหลายในเขตนิคมอุตสาหกรรม
มาตรา ๑๔ ให้ประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจ ออกระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไข ระยะเวลา วิธีการ สถานที่ เพื่อดำเนินการในการติดตามตรวจสอบการดำเนินกิจการของโรงงาน หรือ เพื่อส่งเสริม ติดตาม การปฎิบัติงานของส่วนราชการทั้งหลายที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๕ ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการติดตามตรวจสอบ เพื่อให้การประกอบการเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หรือตรวจสอบติดตามการดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมายของส่วนราชการใด ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในเขตนิคมอุตสาหกรรมเขตใดเขตหนึ่ง หรือหลายเขต คณะกรรมการติดตามตรวจสอบ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม อาจตั้งอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วย บุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสม ให้ทำหน้าที่ตามที่คณะกรรมการติดตามตรวจสอบ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมอบหมาย
มาตรา ๑๖ ในกรณีอันจำเป็นฉุกเฉิน และเพื่อเป็นการป้องกันภยันตราย ที่จะเกิดแก่สาธารณะคณะกรรมการติดตามตรวจสอบ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรม อาจมีความเห็นแจ้งไปยังคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวข้องกับเขตนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายนี้ ให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมายนั้นๆ
มาตรา ๑๗ ในกรณีเป็นที่สงสัยว่า หน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องบังคับใช้ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม หรือที่เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหน่วยใด หรือเป็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใด เพื่อประโยชน์ในการติดตาม และประเมินผลการดำเนินการทั้งหลาย ของหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันของหน่วยงานหรือของตำแหน่งนั้นๆ
หน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อความรับผิดทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง
หมวด ๓
กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม
-----------------
ส่วนที่ ๑
สิทธิการนำข้อพิพาทมาร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม
-----------------
มาตรา ๑๘ บุคคลทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมและไม่มีหน่วยงานของรัฐใด ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการแก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบหรือความเสียหายดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมได้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
สิทธิเสนอข้อพิพาทตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้เข้าไปดำเนินการอย่างใดๆแต่ผลกระทบหรือความเสียหายยังคงมีอยู่ด้วย
การเสนอข้อพิพาทตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิร้องทุกข์อันจะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น
มาตรา ๑๙ ข้อพิพาทที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมจะรับไว้พิจารณาได้ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) เป็นเรื่องที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการประกอบกิจการหรือการดำเนินการทั้งหลายในเขตนิคมอุตสาหกรรม และ
(๒) ความเดือดร้อนหรือความเสียหายตาม
(๑) นั้นเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(ก) ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
(ข) ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(ค) กระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือขัดหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
(ง) กระทำการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการนั้น
(จ) กระทำการโดยไม่สุจริตหรือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือ
(ฉ) ความเดือดร้อนหรือความเสียหายตาม (1) เกิดจากการจงใจฝ่าฝืนบัญญัติกฎหมาย หรือมีเจตนาทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย คำสั่งของหน่วยงาน หรือตามข้อตกลงของโรงงาน ผู้ประกอบการ หรือผู้รับช่วงงานจากโรงงาน
มาตรา ๒๐ ข้อพิพาทดังต่อไปนี้ไม่ให้รับไว้พิจารณา
(๑) ข้อพิพาทที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว เว้นแต่จะเป็นกรณีการก่อให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบจากการกระทำซ้ำ
(๒) ข้อพิพาทที่ยังมิได้ดำเนินการ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย ครบขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(๓) ข้อพิพาทที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีที่มีการพบพยานหลักฐานใหม่
(๔) ข้อพิพาทที่ไม่มีผู้ร้องทุกข์ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย
( ๕ ) ข้อพิพาทตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ เว้นแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพความปลอดภัย ในการทำงานของแรงงานในโรงงานหรือสถานประกอบการ
มาตรา ๒๑ การเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องทำเป็นหนังสือ และจะต้องมีเนื้อหาในสาระสำคัญดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
(๑) มีชื่อและที่อยู่ของผู้เสนอข้อพิพาท
(๒) ระบุเรื่องอันเป็นเหตุแห่งข้อพิพาทพร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับเรื่องที่พิพาท
(๓) ใช้ถ้อยคำสุภาพ
(๔) ลงลายมือชื่อของผู้เสนอข้อพิพาท ถ้าเป็นการยื่นข้อพิพาทแทนผู้อื่นจะต้องแนบใบมอบฉันทะมาด้วย
มาตรา ๒๒ คำร้องเสนอข้อพิพาทให้ยื่น ณ หน่วยงานธุรการของคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม หรือจะยื่นต่อกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม คนหนึ่งคนใด หรือยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ส่งต่อไปยังหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมก็ได้ การส่งข้อพิพาทต่อไปยังหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
ข้อพิพาท อาจส่งไปยังหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ส่วนราชการใดที่ได้รับเรื่องข้อพิพาท ถ้าเห็นว่าข้อพิพาทนั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม จะส่งข้อพิพาทนั้นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมก็ได้
ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับข้อพิพาทไว้ เห็นเป็นอย่างอื่น ให้ส่วนราชการนั้นแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นคำร้องทราบด้วย
มาตรา ๒๓ ข้อพิพาทที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม และคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมได้วินิจฉัยแล้วว่า มิใช่ข้อพิพาทที่จะรับไว้พิจารณาได้ ให้หน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม แจ้งให้ผู้ยื่นข้อพิพาททราบ และเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติราชการ จะส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนั้นทราบก็ได้
ส่วนที่ ๒
การแต่งตั้งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่
-------------------
มาตรา ๒๔ ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ดำเนินการเสนอรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแต่งตั้งให้เป็น คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวนไม่เกิน 15 คนประจำอยู่ที่ส่วนกลาง และให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนี้ ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททั้งหลายที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม และไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่
มาตรา ๒๕ เมื่อจะมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ใด ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ดำเนินการเพื่อเสนอรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๗ ต่อคณะรัฐมนตร ีเพื่อขอรับความเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม เฉพาะพื้นที่คณะหนึ่งเป็นอย่างน้อย จำนวนไม่เกิน 9 คน และให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนี้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในและเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ที่มีการจัดตั้งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี
มาตรา ๒๗ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ หรือการบริหารราชการแผ่นดินและต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นบุคคลที่ประชาชนที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มแรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม และ วิศวกรรมสถานเสนอชื่อเพื่อการคัดเลือกให้ทำหน้าที่
(๒) เคยเป็นกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติเรื่องราวร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๔๙๒
(๓) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือเทียบเท่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
(๔) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
(๕) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมาย หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ในสถาบันการศึกษาของรัฐในระดับมหาวิทยาลัย มาแล้วไม้น้อยกว่าหกปี
(๖) มีประสบการณ์ในการบริหารราชการไม่น้อยกว่าสิบปี ทั้งนี้ในการเสนอชื่อบุคคล จะต้องคำนึงถึงสัดส่วนของตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๒๘ ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จะต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่น ที่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ตามระเบียบที่คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมจะได้กำหนดขึ้น
กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๙ ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีอิสระในความคิดเห็นของตนในการพิจารณาวินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาท ให้กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมให้ดำเนินการเป็นองค์คณะ ในนามของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม ในองค์คณะต้องมีหัวหน้าคณะกรรมการ
มาตรา ๓๐ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือสอบถามหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็น เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ หรือของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
(๒) ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของรัฐนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ ประกอบการพิจารณาได้
(๓) มีหนังสือเรียกให้ผู้ยื่นคำร้องทุกข์นำพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา
(๔) มีหนังสือเรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทมาให้ถ้อยคำหรือ ให้ส่งพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา
( ๕ ) เข้าไปในพื้นที่ของสถานประกอบการ โรงงาน หรือบริเวณใกล้เคียงในเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทที่มีการร้องทุกข์
มาตรา ๓๑ ในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ วินิจฉัยว่า
(๑) เรื่องที่พิจารณานั้นไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม สั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น แต่ในกรณีที่กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดที่ประกอบเป็นองค์คณะพิจารณา เรื่องร้องทุกข์นั้น หรือเลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมเห็นว่า กรณีมีปัญหาอันควรแก่การรับไว้พิจารณา จะเสนอเรื่องร้องทุกข์นั้น ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ส่วนกลาง เพื่อพิจารณาวินิจฉัย ก็ได้
(๒) มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าเรื่องที่มีการร้องทุกข์เป็นข้อพิพาทดังกล่าว อาจจะมีสาเหตุมาจากการละเว้นการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย ของหน่วยงานของรัฐ และหรือจากการจงใจไม่ปฎิบัติตามกฎหมายของโรงงาน สถานประกอบการ หรือผู้รับงานช่วง ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม แจ้งให้คณะกรรมการติดตามตรวจสอบ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนิคมอุตสาหกรรมดำเนินการต่อไป
มาตรา ๓๒ การพิจารณาข้อพิพาทของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่โดยปกติให้กระทำ ณ สถานที่พิจารณาข้อพิพาทตามวันเวลาทำการ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน หรือจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกของราษฎรในเขตท้องที่ที่มีข้อพิพาทเป็นจำนวนมาก หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ จะสั่งให้มีการพิจารณาในสถานที่อื่นหรือในวันเวลาใดเป็นการเฉพาะคราวก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นผู้กำหนด และจะต้องทำเป็นประกาศกำหนดสถานที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา ๓๓ การเข้าฟังการพิจารณาข้อพิพพาท ให้เป็นไปตามระเบียบ ของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นผู้กำหนด
มาตรา ๓๔ การคัดค้าน การยื่นคำคัดค้าน การพิจารณาคำคัดค้านเพราะเหตุที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นผู้กำหนด
มาตรา ๓๕ การพิจารณาข้อพิพาทต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมีโอกาส
ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนตามสมควร
มาตรา ๓๖ ในขณะพิจารณาข้อพิพาท ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ เห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ร้องทุกข์เป็นการชั่วคราว ก่อนการวินิจฉัย ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากผู้ร้องทุกข์หรือไม่ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่
เสนอความเห็นในการดำเนินการพร้อมด้วยเหตุผลไปยังเลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ที่จะสั่งการได้ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือตามกฎหมายอื่น พิจารณาสั่งการเพื่อบรรเทาทุกข์นั้นก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ถ้าบุคคลดังกล่าว ไม่เห็นด้วยกับมาตรการหรือวิธีการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ ก็ให้มีอำนาจสั่งการได้ตามที่เห็นสมควร ภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมาย และเมื่อได้สั่งการไปประการใดหรือในกรณีที่เห็นว่า ไม่สมควรสั่งการให้แจ้งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ ทราบพร้อมด้วยเหตุผลภายในสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
มาตรา ๓๗ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ ต้องระบุ
(๑) ชื่อผู้ยื่นคำร้องทุกข์
(๒) เหตุแห่งการร้องทุกข์
(๓) ข้อเท็จจริงของเรื่องร้องทุกข์
(๔) เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย
(๕) ข้อเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบ ของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ที่จะสั่งการได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือตามกฎหมายอื่นโดยต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบควรจะสั่งการ ในเรื่องใดว่าอย่างไร พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบด้วย
(๖) ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตอย่างอื่น เกี่ยวกับการวางระเบียบปฏิบัติราชการ การให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เฉพาะพื้นที่ต้องลงลายมือชื่อของคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม เฉพาะพื้นที่ที่วินิจฉัยเรื่องข้อพิพาทนั้น
มาตรา ๓๘ เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เฉพาะพื้นที่ได้วินิจฉัยข้อพิพาทในเรื่องใดแล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เสนอคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา หรือผู้รับผิดชอบของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดโดยเร็วที่สุด แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัยเช่นนั้น
ภาค ๒
สำนักงานคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
----------------
มาตรา ๓๙ ให้มีสำนักงานคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม มีหน้าที่รับผิดชอบในงานราชการของคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม และโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม และศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
(๒) ช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฎิบัติตามกฎหมาย แก่หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
(๓) พิจารณาและจัดทำรายงานผลการดำเนินการ การติดตาม การประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ การจัดทำระบบฐานข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเขตนิคมอุตสาหกรรม อาทิเช่น ระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี ระบบการป้องกันภัย ระบบการเตือนภัย เป็นต้น
(๔) เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการปัญหาที่สืบเนื่องจากเขตอุตสาหกรรม
(๕) ให้ความเห็นหรือปฏิบัติงานอื่นอันเกี่ยวกับกฎหมายให้แก่หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
(๖) ประสานงานกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการในเขตนิคมอุตสาหกรรม
(๗) ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ธุรการและวางระเบียบการปฏิบัติราชการของสำนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับงานธุรการ
(๘) ติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐหรือของเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อ ได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมหรือเมื่อ ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน ได้สั่งการตามกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้นๆ
(๙) วิเคราะห์เหตุแห่งข้อพิพาท ตลอดจนหลักกฎหมายและระเบียบแบบแผนที่จะนำมาใช้กับกรณีข้อพิพาท
(๑๐) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการติดตาม ประเมินผล การดำเนินของหน่วยงานต่างๆ และการดำเนินการทั้งหลายเกี่ยวกับข้อพิพาทที่สำนักงานรับเข้ามาดำเนินการ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา
มาตรา ๔๐ ให้มีเลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานและ รับผิดชอบขึ้นตรงต่อประธานคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงาน
ให้มีรองเลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ
ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางการบริหาร การตรวจสอบองค์กรภาครัฐ และการบริหารราชการแผ่นดิน ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบของวุฒิสภา
ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม แต่งตั้งพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนข้อพิพาทจากข้าราชกา รซึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
เพื่อประโยชน์ในการทำสำนวนสอบสวนเรื่องข้อพิพาท ให้เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมมีอำนาจในการเรียกเอกสาร ขอให้บุคคลมาให้ถ้อยคำสำนวน หรือมาชี้แจงข้อเท็จจริง ในการนี้เลขาธิการคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
อาจมอบอำนาจเป็นหนังสือ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนข้อพิพาทหรือเลขานุการคณะกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทประจำเขตนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติแทนได้
มาตรา ๔๒ เลขาธิการคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในเขตท้องท ี่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ในระเบียบของคณะกรรมการติดตาม และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม
มาตรา ๔๓ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมขึ้น ในท้องที่ใด ในพระราชกฤษฎีกานั้น ให้กำหนดหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นหน่วยงานธุรการ ของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรม ดังกล่าวไว้ด้วย
ในกรณีที่พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ หน่วยราชการใดเป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม และส่วนราชการนั้นๆ มีงบประมาณไม่เพียงพอให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุน แก่ส่วนราชการนั้น
มาตรา ๔๔ หน่วยงานธุรการของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม มีหน้าที่ในการจัดหาสถานที่ พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน เจ้าหน้าที่ ตลอดจนปฏิบัติงานธุรการต่าง ๆ ให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งขึ้นเป็น สำนักงานคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่
ให้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเป็นเลขานุการ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในงานธุรการของคณะกรรมการ
การแต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ และพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน ข้อพิพาทประจำคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการของส่วนราชการที่เป็นหน่วยธุรการ
ภาค ๓
บทกำหนดโทษ
----------
มาตรา ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้น ไม่ปฏิบัติต่อผู้ที่ยื่นคำร้องข้อพิพาท มายังสำนักงานหรือต่อบุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุที่มีการร้องเรียนในปัญหาที่เป็นข้อพิพาท ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท
มาตรา ๔๕ ผู้ใดเอาความเท็จมาเสนอเป็นเรื่องร้องทุกข์ ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๖ ผู้ใดในฐานะเป็นพยานจงใจให้ถ้อยคำ หรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ในข้อสำคัญอันเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นข้อพิพาท ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ถ้าผู้นั้นลุแก่โทษแจ้งความจริง ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรม พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนข้อพิพาท หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ก่อน มีการวินิจฉัยเรื่องที่เป็นข้อพิพาทนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
มาตรา ๔๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในเขตนิคมอุตสาหกรรมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
----------
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
[1] ในต่างประเทศที่มีการกำหนดภาระกิจของรัฐใหม่ในลักษณะนี้จะมีการตั้ง องค์กรในลักษณะนี้เสมอ ซึ่งนอกจากจะเรียกว่า tribunal แล้ว ยังอาจจะเรียกชื่ออย่างอื่นอีกเช่น regulatory commission หรือ อาจจะเรียกว่า regulatory agency ก็ได้
และองค์กรที่จะถูกควบคุมติดตามตรวจสอบได้แก่ การนิคมฯ กรมโรงงาน กรมแรงงาน กรมควบคุมมลพิษ จังหวัด เป็นต้น
[2] ซึ่งจากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมหรือการป้องกันปัญหาในปัจจุบันก็มีอยู่เป็นจำนวนมากและน่าจะครอบคลุมปัญหาต่างๆได้ในระดับหนึ่ง
[3] ตัวอย่างเช่น การที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจโรงงาน ไม่สามารถที่จะเข้าตรวจได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจบังคับอย่างใดทั้งในความเป็นจริงและในทางกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าอำนาจอธิปไตย เหนือดินแดนในเขตท้องถิ่นที่เป็นมาตุภูมิของตนเองได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ไม่สามารถแม้กระทั้งเข้าไปดูสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาวะต่อประชาชน ที่เกิดขึ้นในโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในภาคเหนือได้ อำนาจตุลาการไม่(สามารถที่จะ)ทำหน้าที่ในการค้นหาความจริงทั้งหลายที่เกิดขึ้นเบื้องหลังโรงงาน และเกินความ(รับ) รู้ เหนือและใต้เขตพื้นที่โรงงาน อำนาจนิติบัญญัติในฐานะกรรมาธิการชุดต่างๆกลายเป็นตัวตลกในการใช้อำนาจ เพราะเรียก หรือสั่งข้าราชการที่ดูแลรับผิดชอบให้มาชี้แจง ก็เป็นการกระทำที่ไม่เกิดความหมายอย่างใดๆ ล่าสุด ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็กลัวแม้กระทั้งเงาของคำขู่ของโรงงานที่เอยปากว่าจะย้ายฐานไปยังประเทศอื่น หรือแม้กระทั้ง หมอที่เป็นผู้ที่ถือว่ามีความรู้ มีความคิด ทันต่อสภาพความเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยทั้งหลาย ก็ยังไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถปกป้องดูแลลูกหลานของตัวเอง ฯลฯ
[4] ระบบโครงสร้างที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างเป็นระบบเริ่มต้นจาก ความคิดในการพัฒนาที่เลือกตัวแบบของการพัฒนาแบบไม่สมดุลในทุกๆด้าน โดยมีระบบราชการ ระบบกฎหมาย ระบบกระบวนการยุติธรรม ให้การสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในลักษณะกระตือรือล้น และในลักษณะวางเฉยไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่รับรู้ ไม่ให้ความเป็นธรรม
ในกรณีเขตนิคมอุตสาหกรรมมีระบบการสนับสนุนและจัดโครงสร้างแบบพิเศษ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดการตั้งโรงงาน และประกอบการได้ ในทางด้านบริหารทั้งในระดับนโยบาย ที่มุ่งส่งเสริมโดยมีนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน มีการจัดตั้งองค์กรให้ทำหน้าที่ในการส่งเสริม ดูแล แก้ปัญหา ( ดังจะเห็นได้จาก การจัดตั้งสภาพัฒน์ มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเป็นการเฉพาะ ) มีการจัดระบบราชการให้ทำการสนับสนุน มีการใช้มาตราการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน มีการจูงใจให้เกิดการลงทุน มีมาตราการจูงใจให้สามารถือครองที่ดิน มีหน่วยงานในระบบราชการตั้งแต่ระดับบนและระดับล่างให้การสนับสนุน โดยขาดระบบการการประเมิน ขาดการติดตามผล การใช้วิธีการลดการบังคับ การให้เป็นไปตามกฎหมายจึงเป็นการจูงใจ ให้อุตสาหกรรมที่มีลักษณะที่มีแนวโน้ม จะไม่ชอบด้วยกฎหมายในด้านต่างๆ นิยมชมชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีรัฐที่ประกันความเสี่ยงที่เกิดจากการถูกบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้
ความพยายามล่าสุดของฝ่ายบริหาร คือ ความพยายามในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในทางด้านนิติบัญญัติ นอกจากไม่ปรับปรุงกฎหมายให้นำไปสู่การมีมาตราการป้องกันปัญหาแล้ว กลไกกรรมาธิการของรัฐสภาก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาให้ได้
กลไกกระบวนการยุติธรรมไม่มีการปรับตัว ระบบทั้งระบบเมื่อเปรียบเทียบกับความสลับซับซ้อนของปัญหาแล้ว ไม่สามารถที่จะหวังหรือเห็นได้ว่า ระบบกระบวนการยุติธรรม จะให้ความเป็นธรรมที่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่สังคมทุ่มเทให้ได้อย่างไร
[5] เนื่องจาก ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น มีสาเหตุมาจากอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานต่างๆขัดแย้งกัน ซึ่งรวมไปถึงอำนาจในการใช้งบประมาณ อำนาจในการบังคับบัญชากำลังคน และผลประโยชน์อื่นๆที่จะได้รับ มาจากความบกพร่องของระบบราชการ จึงทำให้ต้องปฎิรูปใหญ่ในส่วนที่ว่าด้วยการจัดระบบองค์กรเสียใหม่
ที่มา : ประชาไท
|