พระมหาพิชัยราชรถ ราชรถส่งเสด็จ‘นางฟ้า’สู่สวรรค์
 
 
11 พ.ย. 51
 
 
ชุติมา สุวรรณเพิ่ม-วรกุล ศรีเลิศ
 
     
 
 
     
 
ราชรถองค์สำคัญในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ พระมหาพิชัยราชรถ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อการพระบรมศพพระปฐมบรมมหาราชชนก เมื่อปี 2338 พระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชรถขนาดใหญ่ คือมีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตร ยาว 1,530 เซนติเมตร ใช้คนฉุดชักทั้งหมด 216 คน

ปี 2342 เมื่อ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง

และนับจากนั้นมา พระมหาพิชัยราชรถก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถเฉพาะ อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตลอดมา

ราชรถทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

ถึงวันนี้ “พระมหาพิชัยราชรถ” มีอายุถึง 213 ปีแล้ว จึงทรุดโทรมลงตามกาลเวลา และได้มีการซ่อมแซมเพื่อให้ใช้งานได้เป็นระยะ เช่น ในรัชกาลที่ 6 นอกจากซ่อมแซมพระมหาพิชัยราชรถให้สวยงามแล้ว ยังโปรดให้เพิ่มล้อ เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักองค์ราชรถ และบุษบกยอด ที่รวมแล้วกว่า 14 ตัน ได้ดีขึ้นอีกด้วย

การบูรณะครั้งต่อมา ในปี 2539 ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยกรมศิลปากร เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายพระมหาพิชัยราชรถเข้าขบวนพระราชพิธี รวมทั้งความงดงามของงานศิลปกรรมประณีตศิลป์ จึงได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคงโดยทำให้น้ำหนักเบาขึ้นแต่รักษาความงดงามทางศิลปกรรมเดิมไว้อย่างครบถ้วน

และในปีนี้ การบูรณะเพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้รับผิดชอบคือกรมสรรพาวุธทหารบก โดย พ.อ.ศักดา ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการกองโรงงานช่างแสง ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ นำคณะทหารช่างกว่า 30 นาย เข้ามาถอดอุปกรณ์ช่วงล่างของราชรถอย่างละเอียดพิถีพิถัน ซึ่งครั้งนี้จะใช้ราชรถ 2 องค์ คือ พระมหาพิชัยราชรถ และราชรถน้อย หมายเลข 9783 ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงราชรถองค์ใหญ่คือมีส่วนตัวรถที่แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก คานที่ยื่นออกมาเป็นรูปนาคราช บนราชรถมีบุษบกตั้งอยู่เช่นกันแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก

ในอดีตมีการจัดขบวนใช้ราชรถน้อย 3 องค์ คือองค์แรกสำหรับสมเด็จพระสังฆราชประทับทรงสวดนำขบวน องค์ที่ 2 เป็นราชรถโยงผ้าจากพระโกศ และอีกองค์ใช้เป็นรถสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ประทับเพื่อทรงโปรยทาน แต่ในรัชกาลปัจจุบันจะใช้เป็นราชรถเพียง 1 องค์ สำหรับสมเด็จพระสังฆราชประทับทรงสวดนำขบวนเท่านั้น

สำหรับราชรถน้อยเลือกองค์นี้ หมายเลข 9783 เพราะสภาพทรุดโทรมที่สุด จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์ พ.อ.ศักดา กล่าวให้ความรู้ว่า เครื่องประกอบพระอิสริยยศ โบราณวัตถุเหล่านี้จะไม่นำมาซ่อมโดยไม่มีสาเหตุ เพราะจะถือเป็นลางไม่ดีของประเทศ

“ราชรถทุกองค์มีปัญหาตรงช่วงล้อเพราะต้องรับน้ำหนักตัวรถ พระมหาพิชัยราชรถน้ำหนัก 14 ตัน แล้วเมื่อเชิญพระโกศที่มีน้ำหนักเกือบ 3 ตัน ช่วงล่างจึงต้องแข็งแรงมาก โดยเฉพาะล้อนำที่มีหน้าที่บังคับเลี้ยวโดยมีคันบังคับใช้ทหาร 2 นายประจำจุดนี้ คันบังคับเป็นไม้ยาว ประดับหัวขุนทองเหลืองเพื่อความงดงาม ในครั้งนี้กรมสรรพาวุธได้ดูแลซ่อมแซมให้เหมือนกันทุกองค์ เพราะแต่เดิมไม่เหมือนกันเลย คงเพราะสร้างมาต่างยุคต่างสมัย” ผู้การศักดา อธิบาย

ของสำคัญช่วงล่างอีกอย่างขององค์พระมหาพิชัยราชรถ คือ ห่วงร้อยเชือกใช้แรงคนดึงชักลาก แต่เดิมเป็นห่วงเดี่ยว ก็เพิ่มเป็นห่วงคู่เพื่อให้รับแรงชักลากได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้ามี 4 ห่วง ด้านหลังอีก 2 ห่วง สำหรับฉุดชะลอเบรก

สำหรับล้อองค์พระมหาพิชัยราชรถตกแต่งปิดทองประดับกระจก มี 4 ล้อ ซึ่งก็เป็นเพียงล้อประดับเท่านั้น พ.อ.ศักดา ชี้ให้ดูล้อเหล็กสภาพแข็งแกร่งอีกหลายล้อ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องรถซึ่งทำหน้าที่รับน้ำหนัก และขับเคลื่อนตัวรถอย่างแท้จริง

“สมัยงานสมเด็จย่า ล้อประดับวงนอกชำรุดทุกครั้งเลยครับ ที่ชักลากราชรถเคลื่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ เพราะเป็นล้อทำด้วยไม้ มีแกนเหล็กหุ้มด้านในเวลาเลี้ยว ยิ่งที่แคบๆ ก็ยิ่งทำให้ล้อไม้บิดงอเสียหาย กรมสรรพาวุธแก้ไขโดยตั้งศูนย์ล้อใหม่ แล้วใช้เครื่องมือที่ช่วยยกล้อรถให้ลอยขึ้นพ้นจากพื้นถนน เรียกว่า ‘ชุดยกระดับล้อ’ เวลาเลี้ยวล้อประดับจึงไม่เบียดกับถนนทำให้ล้อไม่บิดงออีกต่อไป รับรองว่าวันที่ 15 พ.ย. นี้ เลี้ยวได้สบายมาก” พ.อ.ศักดา ยืนยัน

อุปกรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เกรินบันไดนาค เป็นเครื่องมือสำหรับเลื่อนพระโกศขึ้นสู่ราชรถ ประกอบด้วยแท่นเลื่อนตั้งอยู่ตรงบันไดนาค ทำงานด้วยการกว้านชักรอกให้แท่นเลื่อนขึ้นลงบันไดนาคตามต้องการ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (พระเจ้าพี่นางเธอในรัชกาลที่ 1) ทรงประดิษฐ์ขึ้นใช้งานครั้งแรกในการพระบรมศพ รัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2354

ส่งเสด็จสู่สวรรค์ด้วยอาลัย

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโบราณราชประเพณีไทยถ่องแท้ เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันไทยคดีศึกษาได้จัดนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง บุหลง ศรีกนก บรรยายเรื่อง ส่งเสด็จสู่สวรรค์ด้วยความอาลัย ณ หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ โดยให้ความรู้เรื่อง

การสร้างราชรถ จะจำลองราชรถเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ คือ จากฐาน เป็นนาคซึ่งอยู่ในภพล่างสุดที่เรียกว่า ภพอสูร ครุฑ นาค แล้วถัดขึ้นมาเป็นสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่เป็นที่อยู่ของเทวดา ก่อนจะขึ้นไปเป็นบุษบกปราสาทชั้นสูงสุด ซึ่งก็คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
การส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยจึงมีการจำลองของใช้สิ่งต่างๆ ในงานพระศพจึงให้เสมือนอยู่บนวิมาน เช่น การเชิญราชรถให้ยาตราเคลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่เคยลงจากสวรรค์ชั้นฟ้าเลย ราชรถขนาดใหญ่ มี 2 องค์ คือ พระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตรราชรถ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่จะมีความแตกต่างกันอยู่ตรงกระจังด้านล่างสุด ถ้าหากเป็นเวชยันตรราชรถ กระจังจะพลิ้วไปตามน้ำ ส่วนพระมหาพิชัยราชรถ กระจังก็จะทวนน้ำ เวชยันตรราชรถนั้น จำลองมาจากสวรรค์ชั้นไพชยนต์ ซึ่งเป็นวิมานของพระอินทร์ ส่วนสาเหตุต้องมีราชรถถึง 2 องค์ สันนิษฐานว่าหลังจากงานพระราชพิธีครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพี่นางทั้งสองพระองค์ของพระองค์สิ้นพระชนม์ในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงมีราชรถถึง 2 องค์ ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏไว้เลย

ในอดีตราชรถต่างๆ จะเทียมด้วยม้า และมีพระมาตุลี เป็นคนขับ ก่อนจะกลายมาเป็นการชักไปข้างหน้า และฉุดไปข้างหลัง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งว่ากันว่ามาจากการชักนาคดึกดำบรรพ์เพื่อแย่งน้ำอำมฤต เป็นที่น่าสังเกตว่าในการซ้อมพิธีต้องมีฝนตกทุกครั้งไป ยกเว้นครั้งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมการซ้อมด้วย

ในบรรยากาศงดงามศักดิ์สิทธิ์ของพระราชพิธีส่งเสด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สู่ทิพยวิมานสรวงสวรรคาลัย นอกจากเราจะได้ชื่นชมศิลปะริ้วขบวนงดงามสุดวิจิตรตระการตาที่หาดูได้ยากแล้ว เกร็ดความรู้เหล่าน ี้ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าศึกษาประดับไว้เป็นความรู้ เป็นความภาคภูมิใจ ที่แสดงถึงความเป็นชนชาติมีวัฒนธรรมสืบเนื่องมายาวนาน

บรรยายภาพ
1.งดงามยิ่งนักเมื่อพระมหาพิชัยราชรถเคลื่อนสู่บริเวณพระเมรุ
2.คันบังคับประดับหัวขุนทองเหลืองให้งามขึ้น
3.ล้อประดับองค์พระมหาพิชัยราชรถ
4.ช่วงล่างแข็งแรงพร้อมยาตรา
5.เกรินบันไดนาคยกพระโกศขึ้นสู่สวรรค์
6-7 ลวดลายเทวดา และลายกระจังนาคทวนน้ำประดับพระมหาพิชัยราชรถ
///ล้อมกรอบสกู๊ปพระพี่นางฯ/วันอังคารที่ 11 พ.ย.51
การจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์
การจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามซุ้มรับดอกไม้จันทน์ วันที่ 15 พ.ย. 2551 บริเวณท้องสนามหลวง
กรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมดอกไม้จันทน์ จำนวน 250,000 ดอก สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมสนับสนุนดอกไม้จันทน์ หรือสนับสนุนเงินในการจัดหาดอกไม้จันทน์ หรือนำดอกไม้จันทน์มาร่วมพิธี โดยกำหนดจุดจัดตั้งซุ้มรับดอกไม้จันทน์ บริเวณท้องสนามหลวง และบริเวณใกล้เคียง จำนวน 10 ซุ้ม ดังนี้
- บริเวณท้องสนามหลวง (ด้านทิศเหนือ) จำนวน 4 ซุ้ม
- หน้าศาลหลักเมือง 1 ซุ้ม
- บนทางเท้าฝั่งตรงข้ามรูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผม 1 ซุ้ม
- บนทางเท้าถนนราชดำเนินบริเวณด้านข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ 1 ซุ้ม
- บนทางเท้าถนนราชดำเนินบริเวณด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 ซุ้ม

นอกจากนี้ มีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเขตทั้ง 46 เขต (ยกเว้นสำนักงานเขตที่มีพื้นที่ใกล้สนามหลวง คือ สำนักงานเขตพระนคร สำนักงานเขตดุสิต สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์) ซึ่งการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยจัดเตรียมดอกไม้จันทน์ วัดละ 10,000 ดอก สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. และจะนำดอกไม้จันทน์ไปเผาตั้งแต่เวลา 22.00 น. ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

ส่วนในต่างจังหวัด กระทรวงมหาด ไทยมอบหมายให้จังหวัดและอำเภอ พิจารณาวัดที่สมพระเกียรต ิสำหรับจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เวลาพร้อมกับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เวลา 22.00 น. ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง และเผาดอกไม้จันทน์ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายพระเพลิงพระศพ (จริง)


ที่มา : โพสต์ทูเดย์
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats