ที่กรมศิลปากร เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 7 พ.ย. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมคณะเดินทางมารับฟังความคืบหน้าในการก่อสร้าง จากนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และ น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะออกแบบและจัดสร้างพระเมรุ
นายชวรัตน์ได้สอบถามถึงวิธีการกว้านอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนสะพานเกรินบันไดนาคว่า สามารถใช้มอเตอร์หมุนกว้านแทนแรงคนได้หรือไม่ และลิฟต์ทางเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด น.อ.อาวุธ กล่าวว่า วิธีการกว้านแบบแรงงานคนเป็นไปตามโบราณราชประเพณีสามารถใช้แรงงานคนได้ไม่หนัก เพราะได้ทดแรงไว้ให้แล้ว 2 ตับ และจากการทดสอบถึง 2 ครั้งก็เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ส่วนลิฟต์ทางเสด็จฯทดสอบแล้วทำงานได้ดี โดยใช้ระบบรีโมตและใช้แรงหมุนยกขึ้น จากนั้นนายชวรัตน์ เดินทางไปตรวจพระเมรุและพระที่นั่งทรงธรรม ภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พร้อมกล่าวว่า เป็นการตรวจความพร้อมเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการก่อสร้างพระเมรุเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการปูพรมเท่านั้น โดยจะมีการปูพรมก่อนวันจริง 1 วัน หลังจากนี้จะลงนามในหนังสือ แจ้งต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงการก่อสร้างพระเมรุว่า เสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมใช้ในพระราชพิธีฯแล้ว
ด้าน น.อ.อาวุธกล่าวว่า หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯ กรมศิลปากรจะจัดนิทรรศการพระเมรุและอาคารประกอบ โดยจะนำเครื่องประกอบพระอิสริยยศมาจัดแสดงให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.เป็นต้นไป ในเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน คณะทูตานุทูตและภริยาจาก 42 ประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ได้เข้าชมพระเมรุและอาคารประกอบ โดยมี ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นวิทยากรบรรยาย ซึ่งคณะทูตานุทูตได้ให้ความสนใจถ่ายรูป และซักถามเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระมหาพิชัยราชรถ จากนั้นได้นั่งรถรางของกรุงเทพมหานคร ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ชมพระเมรุและอาคารประกอบ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย ได้กล่าวชื่นชมถึงประเพณีและวัฒนธรรมอันงดงาม และว่ากษัตริย์ไทยเป็นเทพที่มีชีวิตจริง ที่เกิดมาบนโลกมนุษย์และทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร ประชาชนจึงแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไม่มีที่ไหนเหมือนในโลก
ขณะที่นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง กล่าวถึงกรณีกรุงเทพมหานคร เพิ่มจำนวนดอกไม้จันทน์เป็น 350,000 ดอก ให้กับประชาชนในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้มาถวายดอกไม้จันทน์เป็นจำนวนมากว่า ไม่มีปัญหา สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่รอรับดอกไม้จันทน์รวม 8 จุด มาบรรจุในพระเมรุทั้งหมด ซึ่งดอกไม้จันทน์ที่ถวายแด่พระศพ จะได้รับการจุดเพลิงในเวลา 22.00 น. ทุกดอก
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รอง ผวจ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ในวันที่ 13 พ.ย. จังหวัดกับชมรมมูลนิธิพี่ น้องชาวไทยเชื้อสายจีนทุกตระกูลแซ่ในจังหวัด จะร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามธรรมเนียมจีน หรือพิธีกงเต็กถวายแด่ดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนาฯ ถวายเป็นพระราชกุศล ที่วัดเกตการาม อ.บางคนที โดยจะมีพิธีบรรพชาสามเณรจำนวน 86 รูปและเปิดพิธีโดยคณะสวดภาวนา หรือเก็งซือ เพื่ออัญเชิญพระบารมีแห่งองค์พระรัตนตรัยและคุณพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย มาเป็นทิพยพยานในการประกอบพระราชกุศลพิธี นอกจากนี้ อบจ.สมุทรสงคราม ได้จัดพิมพ์พระสาทิสลักษณ์ของพระพี่นางฯ แจกให้กับผู้มาร่วมงานในวันที่ 13 และ 15 พ.ย. ซึ่งเป็นการจัดพร้อมกับที่กรุงเทพฯและเตรียมอาหารเจไว้ให้แขกที่มาร่วมงานรับประทานฟรีตลอดทั้งงานด้วย--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ |