| |
พล.อ.มงคล เคยเปิดใจถึงสภาพการณ์เมื่อเข้าไปทำงานที่ทีพีไอว่า
ผมได้รับมอบหมายให้เข้ามาบริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทีพีไอ ๖ บริษัท ซึ่งมีทั้งหมด ๓๔ บริษัท ที่มีสัดส่วนถือหุ้น ๙๙ % แต่ทำไปสักพักบอกว่าไม่ใช่ ที่จริงต้อง ๑๒๐ บริษัท ตอนนี้อยู่มา ๖ เดือนแล้ว ถามใครยังไม่มีใครรู้ว่า ที่จริงแล้วกี่บริษัทกันแน่ แต่เราก็ยึดกันที่ ๓๔ บริษัท ๒๖ ผลิตภัณฑ์ (นสพ.มติชน,๗ เม.ย.๒๕๔๗,น.๒)
เข้ามาทำงานที่ทีพีไอไม่ใช่เรื่องง่ายๆ วันไหนเรียกประชุมกันที่ชั้น ๙ ในตึกทีพีไอ คุณประชัยก็จะเรียกประชุมทันทีที่ชั้น ๒๙ สูงกว่าประธานเสียอีก และข้อมูลบางอย่างก็ยากที่จะหามาได้ เช่นสัมปทานเหมืองปูน จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเอกสารอยู่ที่ไหน ถามใครก็ไม่มีใครรู้ (นสพ.มติชน,อ้างแล้ว)
เอกสาร สรุปผลดำเนินงานของคณะผู้บริหารแผน ถึงกระทรวงการคลัง เป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่ง ที่เนื้อหาสะท้อนบรรยายกาศการทำงาน ของคณะผู้บริหารแผนในช่วงนั้น
การปฏิบัติงานในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรก มีความยุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาความสลับซับซ้อน และไม่มีมาตรฐานในระบบการบริหารจัดการ และการจัดองค์กรของบริษัท ประกอบกับไม่มีคู่มือการปฏิบัติงานเป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งการมอบอำนาจ ให้ผู้แทนผู้บริหารแผน ลงนามในเอกสารทางการเงิน ต้องได้รับการรับรองจากธนาคารต่างๆ ให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน จึงเกิดการสะดุดชะงัก ในการสะสางเอกสารทางการเงินค้างเก่าจำนวนมาก จากผู้บริหารแผนชุดก่อนๆ นอกจากนั้น การตรวจพิจารณาเอกสารเกือบทุกเรื่องมีปัญหาข้อกฎหมาย ข้อสัญญา และเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆอยู่เป็นอันมาก ทำให้ต้องใช้เวลาตรวจพิจารณาโดยรอบคอบมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็สามารถคลี่คลายปัญหานี้ลงได้ โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานบริษัทมากขึ้นตามลำดับ
คณะผู้บริหาร คิด Solution และมีการเจรจากับเจ้าหนี้และคณะกรรมการเจ้าหนี้กว่า ๓๐ ครั้ง กว่าจะได้ข้อสรุป ในการแก้ไขแผนฯ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เจ้าหนี้และศาลล้มละลาย
ในเอกสารรายงานการปฏิบัติงาน ของสายงานบัญชีและการเงิน(ระหว่างวันที่ ๑๑ กรกฎาคม-๒๒ กันยายน ๒๕๔๖) ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ซึ่ง สำเนา เพื่อโปรดทราบ แก่ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนั้น ในข้อ ๔ เรื่อง อุปสรรคและปัญหา ระบุว่า
..ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้ยังไม่พบปัญหาอุปสรรครุนแรงใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามแผน อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการเจ้าหนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ ยังคงถูกซักถามและรับฟังข้อเรียกร้องในประเด็นต่างๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการชำระดอกเบี้ยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการเจ้าหนี้และที่ปรึกษากฎหมาย
ความจริงมีประเด็นน่าสนใจ ที่ไม่ได้สรุปเป็นบันทึกรายงานก็คือ ท่าทีของคณะกรรมการเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้
เอกสารบันทึกการประชุมระหว่างผู้บริหารแผน และคณะกรรมการเจ้าหนี้ครั้ง ที่ ๗ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๖ มีการสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
Steering Committee(SC) ต้องการทราบว่า คุณประชัย ยังคงมีบทบาทในบริษัทฯหรือไม่ ซึ่ง PA (Plan Administrator) แจ้งว่า คุณประชัยไม่ใช่ CEO แล้ว แต่บริษัทฯยังคงจ่ายเงินเดือนให้คุณประชัยตามสิทธิที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม SC ไม่ต้องการให้บริษัทฯ จ่ายเงินเดือนให้คุณประชัยอีกต่อไป
เอกสารบันทึกการประชุม ระหว่างผู้บริหารแผนและคณะกรรมการเจ้าหนี้ครั้ง ที่ ๘ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๖ ในวาระเรื่องการโอนย้ายพนักงาน ทีพีไอ โดย
ดร.ประมวล ระบุว่า
ดร.ศิริแจ้งว่า Plan Administrator จะทำการทบทวนอีกครั้ง ซึ่งหากการโอนย้ายดังกล่าวสมเหตุผล Plan Administrator ก็จะมีคำสั่งยืนยันการโอนย้ายดังกล่าวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะห้ามไม่ให้มีการโอนย้ายโดย ดร.ประมวลอีก
KFW (เครดิตอัลสตัล เฟอร์ วิเตอร์ราฟบาวน์-สถาบันการเงินเยอรมัน) ถามว่า ดร.ประมวลยังมีตำแหน่งที่จะดำเนินการใดๆใน TPI ได้อีกหรือไม่ ดร.ศิริแจ้งว่า ปัจจุบันคุณประชัย ยังมีตำแหน่งเป็น CEO ในขณะที่คุณประทีปและดร.ประมวล มีตำแหน่งเป็น President แต่ทั้ง ๓ คนไม่มีอำนาจในการบริหาร ใน TPI อีกโดยไม่ได้เป็นลูกจ้างของ TPI แล้ว อย่างไรก็ตาม ดร.ประมวล ได้ช่วยงาน Plan Administrator ในส่วนของการผลิตเพื่อให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี
KFW ถามว่า ทั้ง ๓ คนยังได้รับเงินเดือนอยู่อีกหรือไม่ ดร.ศิริ แจ้งว่า บอร์ด ของ Plan Administrator ได้มีมติให้จ่ายเงินเดือนใหทั้ง ๓ คนในฐานะที่เป็น Debtor executives คนละ ๓๔๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้มีการจ่ายเช็คให้แล้วแต่ทั้ง ๓ คนยังไม่มารับเช็คดังกล่าว
เอกสารบันทึกการประชุม ระหว่างผู้บริหารแผนและคณะกรรมการเจ้าหนี้ครั้ง ที่ ๙ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๖ ในวาระแรกเรื่อง Unpaid Interest and Working Capital Requirement ระบุว่า
KFW ถามว่า การกำหนดระดับการผลิตขึ้นอยู่กับคุณประชัยหรือผู้บริหารแผน ดร.ศิริแจ้งว่าเป็นการำกำหนดโดยผู้บริหารแผนเท่านั้น ซึ่งดร.ศิริ รายงานว่าการผลิตที่ ๑๔๐,๐๐๐ บาเรลต่อวัน เป็นการผลิตในระดับที่เหมาะสม โดยจะได้ highest marginal return และจากการทำ marketing analysis พบว่าเป็นระดับที่เหมาะสมเช่นกัน ซึ่งผู้บริหารแผนได้มีการจัดทำประมาณการเป็น ๓ ระดับ คือ ๑๒๕,๐๐ ๑๔๐,๐๐๐ และ ๑๙๕,๐๐๐ บาเรลต่อวัน
ดร.ศิริ ยืนยันว่า Debtors Executive ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อวัตถุดิบรวมทั้งการดำเนินงาน นอกจากนี้ การผลิตน้ำมัน จะไม่สามารถผลิตได้เกินระดับ ที่ผู้บริหารแผน Stipulate เนื่องจากไม่มี Crude oil ที่ใช้ผลิตเพียงพอ...
ประชุมเดือนเดียวแต่เจ้าหนี้ถามถึงความเกี่ยวข้องของประชัยถึง ๓ ครั้ง นัยยะจากข้อมูลนี้สะท้อนท่าทีระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็น การตกอยู่ในสภาวะ หว่างเขาความขัดแย้ง ที่ เจ้าหนี้ก็บีบ-ลูกหนี้ก็กดดัน
การพยายามประนีประนอมของผู้บริหารแผน กลับนำมาซึ่งคำยืนยันแบบ Strongly ที่ไม่เอาประชัยจากฝ่ายเจ้าหนี้
ประมาณปลายปี ๒๕๔๖ ประชัย นำส่ง Financial Restructuring Plan July ๒๐๐๓ ให้ผู้บริหารแผน พล.อ.มงคล ส่งเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมายวิเคราะห์และเปรียบเทียบ พร้อมส่งให้เจ้าหนี้พิจารณา คำตอบที่ได้รับจากเจ้าหนี้ก็คือ การยืนยันว่า แผนของผู้บริหารแผนเหมาะสมกว่า และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณารายละเอียด และแนวทางของประชัยอีก
ประชัย พยายามอีกครั้ง โดยแก้ไขแผนใหม่ พร้อมเข้าชี้แจงในที่ประชุมคณะผู้บริหารเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ เจ้าหนี้ทำหนังสือเป็นทางการ ยืนยัน ไม่ประสงค์จะเจรจาแก้ไขแผนกับผู้บริหารลูกหนี้ และหวังว่าคณะผู้บริหารแผนจะไม่ร่วมเจรจากับผู้บริหารลูกหนี้ด้วย (The committee has expressed a clear wish not to become involved with the Debtor/Debtors Executive in any discussions or negotiation relating to the Plan amendments and would hope that,in light of the above,the Plan Administrator will find itself able to concur.)
ท่าทีของ ประชัย ที่ในเบื้องแรกให้ความร่วมมือกับคณะผู้บริหารแผนของกระทรวงการคลัง ถ้ายังจำได้ สื่อมวลชนหลายฉบับ ตีพิมพ์ภาพวันที่คณะผู้บริหารเข้าไปทำงานวันแรกที่ตึกทีพีไอ แล้วประชัยทำหน้าที่เจ้าบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี
และทั้งนี้ก่อนหน้า ย้อนไปในช่วงที่กระทรวงการคลังเสนอรายชื่อ ๕ ทหารเสือเป็นผู้บริหารแผน พล.อ.มงคล ก็ได้เคยหารือกับประชัย โดยขอให้ยุติบทบาทการบริหารงานในทีพีไอ เพื่อลดความขัดแย้ง และให้เป็นไปในหลักการที่ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการเจ้าหนี้ซึ่งมอบหมายให้ พละ สุขเวช รับผิดชอบในฐานะ CEO เวลานั้นประชัย ยังยืนยันจุดยืนเดิมเสียงแข็ง แต่ก็มีร่องรอยของการที่ประชัยยอมรับนับถือในตัวพล.อ.มงคล เป็นอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งที่ ศิลปิน บูรณะศิลปิน คนใกล้ชิดของประชัย โทรศัพท์ชี้แจ้งทีมงานของพล.อ.มงคล ถึงสถานการณ์ (๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖) ที่พนักงานทีพีไอส่วนหนึ่ง ร่วมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อคัดค้าน กฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๑๑ ฉบับ ว่า จะไม่มีการปฏิบัตินอกเป้าหมาย โดยยืนยัน ประชัย มีความพอใจและเชื่อถือ พล.อ.มงคล เหตุการณ์ที่ผ่านมา เกิดจากการถูกบีบบังคับทำให้ไม่มีทางเลือก
เมื่อพื้นที่เคลื่อนไหวของประชัยถูกปิดกั้น มันก็เป็นสัจธรรม มีแรงบีบก็ต้องมีแรงโต้กลับ
วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ ประชัย ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง สรุปได้ว่า
๑) ตนในฐานะผู้บริหารลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมและเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของกลุ่มทีพีไอทั้งหมด รวมทั้งในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นเดิมขอมีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของทีพีไอ หรือจัดหานิติบุคคลเข้ามาซื้อหุ้น ส่วนทุนใหม่และส่วนทุนเดิมทั้งหมด ก่อนผู้ร่วมลงทุนรายอื่นและหรือเจ้าหนี้
๒) เสนอซื้อในราคาหุ้นละ ๕.๕๐ บาท เพื่อชำระหนี้ทั้งหมด ๒,๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ
๓) กำหนดระยะเวลาในการชำระค่าหุ้นภายในธันวาคม ๒๕๔๘
ต่อมา ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ประชัย ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาล สรุปว่า
๑) ตนในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ค้ำประกันหนี้สินของลูกหนี้ ขอชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ๒,๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ (๑๐๘,๐๐๐ ล้านบาท)
๒) เสนอชำระ ๙๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐภายในตุลาคม ๒๕๔๘ แลกกับหุ้นส่วนทุนตามแผนทั้งหมดร้อยละ ๙๐ (๑๗,๕๕๐ ล้านหุ้น)ให้แก่ผู้บริหารของลูกหนี้และหรือบุคคล นิติบุคคลที่ผู้บริหารของลูกหนี้กำหนด
๓) หนี้ค้างชำระอีก ๑,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐจะชำระภายในธันวาคม ๒๕๔๘
ประชัย ซื้อพื้นที่โฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ ยืนยัน ข้อเสนอเพื่อซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ ๕.๕๐ บาทนี้ มีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และคัดค้านแผนฟื้นฟูฉบับของผู้บริหารแผนตัวแทนกระทรวงการคลังว่า
เป็นการปล้นประชาชน
สื่อมวลชนเคยถาม ประชัย ว่า เป็นผู้เสนอให้กระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนเองไม่ใช่หรือ ?
ประชัย คราวนี้ตอบว่า การแต่งตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนฯทีพีไอนั้น ทางผู้บริหารลูกหนี้ไม่ได้เป็นผู้เสนอเพียง แต่ไม่ได้ขัดข้อง เนื่องจากคิดว่า ตัวแทนกระทรวงการคลังจะเข้ามาเป็นคนกลาง แต่สุดท้ายกระทรวงการคลังก็กลายมาเป็นตาอยู่ที่จะยึดทีพีไอเสียงเอง ซึ่งมันผิดหลักธรรมาภิบาลเพราะเป็นผู้เขียนและอนุมัติแผนฟื้นฟูฯเอง
ความจริงแล้วรัฐมีอำนาจล้นฟ้าที่จะยึดทรัพย์ใครก็ได้ แต่จะเกิดกลียุค เพราะใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงขอให้ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อกฎหมายนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่ แต่ถ้าท่านเห็นว่าเป็นธรรมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร(ผู้จัดการรายวัน,วันที่ ๒ พ.ค. ๒๕๔๗,น.๑)
ประชัย เริ่มหาช่องทางกฎหมายทุกทางเพื่อขัดขวางการทำงานของคณะผู้บริหารแผนฯอาทิ ร้องเรียนคณะกรรมาธิการการปกครองของวุฒิสภา ร้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายล้มละลาย ซึ่งท้ายที่สุดศาลตัดสิน กฎหมายล้มละลายไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประชัย เสนอ แผนฟื้นฟูฉบับลูกหนี้
ประชัยเริ่มสร้างมวลชนระดับพนักงานโดยเสนอตั้งสหภาพขึ้นใหม่ ให้ประมวล เลี่ยวไพรัตน์ เป็นประธานเพื่อทานกับกลุ่มสหภาพแรงงานชุดของ วิชิต นิตยานนท์ ที่มีแนวทางร่วมมือกับผู้บริหารแผนฯ
ประชัยเปิดสถานีวิทยุชุมชน บนตึกทีพีไอ เพื่อเป็นกระบอกเสียงต่อต้านผู้บริหารแผนทุกเช้าหลัง เทียบเวลาเคารพธงชาติ ๐๘.๐๐ น. พนักงานทั้งตึกทีพีไอ จะได้ฟังรายการวิทยุที่มีเนื้อหาโจมตีผู้บริหารแผน
นี่ยังไม่พูดถึง ยุทธวิธีใต้ดิน
สมุดปกขาว เล่ม ๒ ของคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๘ เนื้อหลักโจมตีกระทรวงการคลังในการเข้าฟื้นฟูทีพีไอ เนื้อหาบางตอนพยายามจะให้เห็นภาพภาวะ หนีเสือปะจระเข้
...ผลประกอบการดังกล่าวของทีพีไอ จึงจูงใจกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายทั้งกลุ่มธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจน้ำเมา ธุรกิจหุ้น นอกเหนือไปจากกลุ่มพันธมิตรคลัง ให้จ้องเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่ทำมาค้าคล่องและทำเงินได้คล่องตัว... (น.๕)
สุดท้าย ประชัย เดินยุทธศาสตร์ เลือกปะทะกับเป้าใหญ่ โดยมองไปที่ ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคณะผู้บริหารแผน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
...บางช่วงก็มีการเข้าใจผิด วันนี้ก็ยังเกิดความเข้าใจผิดเพราะมีการปล่อยข่าวมาอย่างต่อเนื่อง วันที่ ๒๑ มิ.ย.ผ่านมา ผมประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดตราด มาดูงานที่ระยอง พวกท่านทั้งหลายตั้งแถวร้องเรียนว่าผู้บริหารแผนตอนนั้นไม่เป็นธรรม รัฐบาลตอนนั้นก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เพราะว่าเรื่องอยู่ในชั้นศาล ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่วันนั้นผมห่วงอยู่ ๓-๔ อย่าง อย่างแรกคือ ถ้าเราแก้ปัญหาทีพีไอไม่จบ เราจะมีปัญหาทั้งความเชื่อมั่น และปัญหาสถาบันการเงินเพราะว่าหนี้ ที่ทีพีไอมีอยู่กับสถาบันการเงินค่อนข้างมาก ประการที่สองคือ พนักงาน ประการที่สามคือ ห่วงอนาคตอุตสาหกรรมทีพีไอ ก็ต้องยอมรับว่าวิสัยทัศน์ของคุณประชัยต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีค่อนข้างดีมาก แต่คุณประชัยก็อาจจะจังหวะไม่ดี คือวันที่ลงทุนจุดสูงสุดนั้น เป็นวันที่ประเทศมีปัญหาพอดีและค่าเงินลดลง เป็นหนี้อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งวันนั้นนักธุรกิจก็เสียหายกันเยอะ
ผมก็ได้แต่เฝ้ามองเหตุการณ์ทีพีไออย่างใกล้ชิด จนศาลได้มีคำพิพากษาที่ให้กระทรวงการคลังได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมจึงได้เลือก ผมเรียกว่า คนที่ผมรู้ว่า มีทั้งความสามารถและเป็นคนที่ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆทั้งสิ้น ทั้ง ๕ คนเข้ามา ผมต้องไปขอร้องเขาว่า ให้ช่วยหน่อย และหลายคนคุณประชัยก็รู้จัก เพราะผมต้องการให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังทำ ไม่มีวาระซ่อนเร้นของใครเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเราต้องการเห็นองค์กรนี้มีความเข้มแข็ง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และองค์กรนี้เป็นองค์กรที่มีคนมีความรู้ความสามารถอยู่เยอะแยะ ซึ่งต้องรักษาไว้ และจะทำยังไงให้สถาบันการเงินของเราซึ่งกำลังฟื้นตัวไม่ให้มันทรุดลงไป...
...โดยความปรารถนาดีของผม ผมเป็นคนที่ไม่กลัวเปลืองตัว ถึงแม้ว้าจะเปลืองตัวระยะสั้น แต่ว่า ระยะยาวจะรู้ว่าทั้งหมดทำไปไม่มีวาระใดๆทั้งสิ้น
... ปล่อยข่าวแม้กระทั่ง ผมมีหุ้น จะไปซื้อหุ้น จะเข้าไปฮุบทีพีไอ ๑ หุ้นก็ไม่มี และไม่เคยคิด คิดอย่างเดียวว่าทำยังไงให้รอด ทำยังไงให้ภาพพจน์ของประเทศดี เพราะต่างประเทศ เจ้าหนี้ต่างประเทศบางคนก็ไม่ค่อยพอใจ เพราะฉะนั้นทั้ง ๕ คนที่ผมเชิญมานี้ เดือนสองเดือนผมก็จะเชิญมาทานอาหาร เพราะผมอยากจะรู้ว่า มีอะไรให้ผมช่วยไหม เพราะผมอยากให้มั่นใจว่า สิ่งที่คนไม่เข้าใจเบื้องต้นนั้น ในที่สุดทุกคนเห็นว่า การเข้ามาครั้งนี้ก็เพื่อให้องค์กรแห่งนี้มั่นคงแข็งแรง และเติบโตต่อไปหลังจากที่เมฆหมอกหมดไปแล้ว...
... วันนี้เราต้องยอมกัดลิ้นกลืนเลือดกันคนละหยด คนละอึก...
...ก็เห็นใจคุณประชัย ในฐานะเป็นคนบุกเบิกต่อสู้ก็ต้องรักเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าวันนี้ก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพราะว่า
เป็นบริษัทมหาชนเมื่อเป็นมหาชนมันเกี่ยวข้องหนึ่ง มีผู้ถือหุ้นเยอะ สองมีเจ้าหนี้เยอะ ...
เป็นสาระใจความ วรรคทอง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวในระหว่างการเดินทางไปพบปะกับผู้บริหาร และพนักงานบริษัททีพีไอ ที่โรงงานจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๗
แต่แม้ จะพยายามชี้แจงข้อกล่าวหา การเข้ามามีผลประโยชน์ทับซ้อนในทีพีไออย่างไร ก็ดูเหมือนไม่สามารถจะทำความเข้าใจกับประชัยได้
ในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ ๑ ประชัย เข้าร่วมขบวน ชมรมคนรู้ทันทักษิณ กับ เอกยุทธ อัญชันบุตร สกัด นายกฯทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย ไม่ให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
...นายประชัยกล่าวว่า การปรากฏตัวสนับสนุนแนวคิดของนายเอกยุทธครั้งนี้ เพราะไม่ได้กลัวอำนาจรัฐ และมาให้กำลังใจคนที่มีความกล้าหาญ ขณะนี้มีคนพร้อมให้การสนับสนุนแนวคิดนายเอกยุทธเป็นจำนวนมาก เพราะคนที่เสียหายจากนโยบายรัฐมีมากถึง ๙๕ %ของประเทศ และมีจำนวน ๘๐ % ของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐแต่ไม่มีคนกล้าพูด
(มติชน,๑๐ ก.ย.๒๕๔๗)
แต่ผลก็อย่างที่ปรากฏ ไทยรักไทยได้รับความไว้วางใจจากคนทั้งประเทศกว่า ๑๙ ล้านคน เป็น ปรากฏการณ์ Land Slide เสียยิ่งกว่าในสมัยแรก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ ไทยรักไทย สามารถจัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียว
๑๙ ล้านเสียงของ รัฐบาลทักษิณ ๒ คือ จุดแข็ง และ จุดอ่อน ในเวลาเดียวกัน ระบบการเมืองที่มีแนวโน้มไปในทิศทาง Zero Sum ทำให้กลุ่มอำนาจในสังคมเริ่มขยับเพื่อปรับ ดุลอำนาจ ครั้งใหม่ กลุ่มคนที่ปฏิเสธ ระบอบทักษิณ เริ่มรวมตัว ส่งผลโดยอ้อมเพิ่มศักยภาพของประชัย ให้เข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน |
|