| |
...สำหรับพนักงานของทีพีไอมีความผูกพันกับผู้บริหารของทีพีไอมาแต่เดิม ในระยะแรก ได้ร่วมกับผู้บริหารของทีพีไอ ในการต่อสู้เรียกร้องผลประโยชน์ของทีพีไอต่อคณะกรรมการเจ้าหนี้ แต่ภายหลังก็มีบทบาทผลักดันสนับสนุน และร่วมมือกับกระทรวงการคลังและคณะบุคคลตัวแทน ในการฟื้นฟูกิจการของทีพีไอจนประสบผลสำเร็จ... ข้อสรุปของ กมล ธีรเวชพลกุล ที่มีต่อสหภาพ แรงงานทีพีไอ
น่าสนใจที่คณะผู้บริหารแผนฯชุดกระทรวงการคลัง สร้างแนวร่วมจากพนักงานในทีพีไอ โดยเฉพาะการดึงเข้ามามีบทบาทในรูปคณะทำงานสนับสนุนการปรับปรุงแก้ไขแผนฟื้นฟู ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนพนักงานบริษัทจำนวน ๘ คน วัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงาน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และมีความรอบรู้ในกิจการของบริษัทอย่างแท้จริง ได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขแผนฟื้นฟูด้วย
พวกท่านคือนักรบที่แท้จริง คำปลุกเร้าของ พล.อ.มงคล ดึงพนักงานทีพีไอเข้ามามีส่วนร่วม
ความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานทีพีไอ ซึ่งยื่นหนังสือต่อกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๖ ก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางตัดสินให้ อีพีแอล พ้นจากการเป็นผู้บริหารแผน เนื้อหาตอนหนึ่งของหนังสือถึงกระทรวงการคลังระบุ ขอเรียกร้องสะท้อน ระบบคิด ของสหภาพแรงงานฯที่ต้องการ ความมั่นใจในเรื่องของ ความเป็นกลาง-โปร่งใส ของผู้บริหารแผนฯ
...ทางสหภาพขอให้กระทรวงการคลัง เตรียมมาตรการการช่วยเหลือ หากมีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ทีพีไอ โดยแนวทางที่สหภาพฯนำเสนอต่อรัฐคือ แนวทางของบรรษัทบริหารสินทรัพย์หรือบสท. ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาของทีพีไอได้...
แต่ข้อเสนอของประชัย ยังเหมือนเดิมคือ ประชัยต้องบริหารเอง
ธงนำของประชัยและสหภาพจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและในที่สุดนำไปสู่ความขัดแย้ง
ประชัย เคยตอบคำถามนักข่าวเมื่อถูกถามถึงบทบาทของสหภาพฯ
...เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย นอกเสียจากบริษัททำท่าว่าจะเจ๊ง หลังจากที่เราไล่เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส ออกไปแล้ว บริษัทนี้มันไม่เจ๊งแล้ว ใช่ไหม...เขาก็นอนเล่นแล้วตอนนี้ ...(คำสัมภาษณ์, ประชัย เลี่ยวไพรัตน์,วันที่ ๓๑ พ.ค.๒๕๔๗ ห้องประชุมชั้น ๙ อาคารทีพีไอ)
ในข้อเท็จจริงสหภาพฯไม่ใช่ มวลชนสนับสนุน ประชัยอีกต่อไป
ด้วยปรากฏว่าในช่วงเที่ยงของวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ นายประชัยได้ใช้อำนาจอันมิชอบ สั่งการให้พนักงาน รปภ. ทำการปลดป้ายผ้าแสดงความคิดเห็นของสหภาพฯ ข้อความว่า วอนเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หยุดยื้อ พนักงาน ๗,๐๐๐ คนเฝ้ารอดู วันทีพีไอพ้นแผนฟื้นฟู ซึ่งติดตั้งบริเวณหน้าโรงงานทีพีไอลงมาทำลายด้วยการเผาทิ้ง สหภาพฯ ในเครือทีพีไอรู้สึกสิ้นศรัทธากับการกระทำดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการคุกคามต่อกิจการสหภาพฯ ในเครือทีพีไอ อันเป็นสถาบันตัวแทนของพนักงานทีพีไอทั้ง ๗,๐๐๐ คน
กว่า ๓ ปีที่สหภาพฯ ในเครือทีพีไอพร้อมด้วยสมาชิก ได้ยึดมั่นในหลักการทำงานบนพื้นฐานของความเท่าเทียมระหว่างสถาบันนายจ้างและสถาบันลูกจ้าง จนสามารถนำพาองค์กรฟันฝ่าอุปสรรคจนพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ทีพีไอกลับคืนมาได้ ด้วยพลังศรัทธาเชื่อมั่นต่อความถูกต้อง สหภาพฯ ในเครือทีพีไอยังคงดำเนินการทุกวิถีทาง ที่จะธำรงไว้ซึ่งหลักการดังกล่าว ดังนั้นสหภาพฯ ในเครือทีพีไอจะดำเนินการทางด้านกฎหมายต่อการกระทำที่เกิดขึ้นนี้จนถึงที่สุด
สหภาพฯ ในเครือทีพีไอขอยืนยันต่อสมาชิกในการที่จะเป็นองค์กรหลัก ผลักดันให้บริษัททีพีไอพ้นจากการฟื้นฟูกิจการในเร็ววัน ด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมายก็ตาม
คำแถลงการณ์ของสหภาพแรงงานในเครือทีพีไอ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ ในนามของสหภาพแรงงานผู้บริหารทีพีไอ สหภาพแรงงานผู้บริหารไทยเอบีเอส สหภาพแรงงานผู้บริหารทีพีไอโพลีออล สหภาพแรงงานพนักงานระยองทีพีไอ เซอร์วิส สหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอ สหภาพแรงงานพนักงานไทยเอบีเอส และสหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอ โพลิออล
เป็นแถลงการณ์ที่สะท้อนสายสัมพันธ์ที่ เปราะบาง ยิ่ง ระหว่างสหภาพฯ กับ ประชัย
สหภาพแรงงาน ในบริษัท ทีพีไอ ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เป็นการก่อตั้งก่อนที่ทีพีไอเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ
สิ่งที่ประชัยพูดมีข้อจริงประการหนึ่งว่า ความไม่มั่นคงในอาชีพการงานของพนักงานทำให้เกิดการรวมตัวกัน เฝ้าติดตามการบริหารงานของอีพีแอลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา ๑ ปี ๙ เดือน
เริ่มจากเหตุการณ์ที่อีพีแอลกำลังดำเนินการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก ก็ได้มีการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงแอนโทนี่ เจมส์ นอร์แมน กรรมการผู้จัดการอีพีแอล ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และผลดี-ผลเสียจากการขายโรงไฟฟ้า แต่ผลตอบรับคือการวางเฉย
เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นที่เป็นอยู่ ทางพนักงานทีพีไอทั้งหมดเริ่มหวั่นไหวกับอนาคตของตัวเอง และด้วยธรรมชาติทางด้านแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด เราจึงต้องมีการรวมตัวกันนับตั้งแต่ช่วงรอยต่อก่อนจะมีคำสั่งศาล แล้วตั้งสหภาพฯ ขึ้นมา มีการจดทะเบียนที่ทางกระทรวงแรงงานฯ โดยช่วงนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๘ สหภาพฯ ซึ่งทางสหภาพทีพีไอตอนนั้นคิดว่าในส่วนที่เราเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ บริษัทคงมีฐานะเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงแน่ เราก็คิดว่าคงต้องมีอุดมการณ์ร่วมกันในการที่จะให้แรงงาน ให้พนักงานอยู่ได้ บริษัทอยู่ได้ เรามีจุดยืนในเรื่องที่ว่า เราต้องคุ้มครองสิทธิสภาพการจ้าง ต้องต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาองค์กรของทีพีไอเอาไว้
หนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้งสหภาพฯให้สัมภาษณ์
เวลานั้นสหภาพแรงงานทีพีไอมีการแบ่งเป็น สหภาพบน คือสหภาพผู้บริหาร ไล่ระดับตั้งแต่ Engineer, Division Manager, Complex Manager และ Vice President กับ สหภาพล่าง คือสหภาพ พนักงาน ประกอบด้วยพนักงานระดับออเปอร์เรเตอร์, ช่างเทคนิค, โฟร์แมน และระดับหัวหน้างาน
นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นหลายๆ บริษัทคือ ๑.บริษัท ทีพีไอ ๒.บริษัทน้ำมันทีพีไอ ๓.บริษัทไฟฟ้าทีพีไอ ๔.บริษัทอะโรเมติคส์ และที่เหลืออีก ๓ บริษัทในเครือ รวมกันแล้วมีทั้งหมด ๗ บริษัท มีสหภาพพนักงานเป็นสหภาพใหญ่ สมาชิกประมาณ ๓,๕๐๐ คน สหภาพผู้บริหารมีประมาณ ๑,๖๐๐ คน
มีข้อมูลยืนยันว่า ก่อนเกิดวิกฤติ การจัดตั้งสหภาพไม่ได้รับการสนับสนุนผู้บริหาร แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การจัดตั้งจึงได้รับ ไฟเขียว
วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับ Section ระดับ Department ระดับ VP รวมกัน
ประธานสหภาพแรงงานผู้บริหารคนแรกคือ วชิรพันธ์ พรหมประเสริฐ
ทีมผู้บริหารสหภาพอะไรตอนนั้นไม่มีอะไรเลย พวกวีไอพีจำเป็นต้องหยิบไมค์ขึ้นปราศรัย ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าบทบาทสหภาพต้องมีอย่างไร แต่ว่าทางลูกหนี้พยายามใช้มวลชนเข้ามา เรามาศึกษาดูตามช่องทางกฎหมายพบว่า จะต้องมีผู้ก่อการ ๗ คน ไปยื่นตั้งสหภาพ ตาม พ.ร.บ.แรงงาน แล้วภายใน ๖๐ ต้องประชุมใหญ่เพื่อหาประธาน หากรรมการให้ได้ ซึ่งการตั้งสหภาพมันไม่ยาก ทีนี้พอได้กรรมการมาก็พยายามดำเนินการตามช่องทาง ยื่นหนังสือตามที่มีนิติบุคคลของสหภาพทำได้ แต่ช่วงแรกๆ กรรมการจะประกอบด้วยพวก Vice President ตำแหน่งใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลยแกนนำสหภาพรายหนึ่งกล่าว
ด้วยภารกิจของการก่อตั้งสหภาพ ที่มุ่งปกป้องและรักษาองค์กรเอาไว้ และช่วยเหลือเพื่อนพนักงานทั้งหมดกว่า ๗,๐๐๐ คน ทำให้ทางสหภาพเริ่มเคลื่อนไหว ด้วยการเจรจาเรียกร้องกับทางอีพีแอล รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ข้อเรียกร้องในยุคแรก ยังไม่มีธงไล่อีพีแอล แต่เรียกร้องรัฐบาลต้องเข้ามาดูแล เพราะ ต้องปกป้องประชาชน ปกป้องธุรกิจชาติ
ความเคลื่อนไหวเป็นไปในลักษณะ Learning by doing การยื่นข้อเรียกร้องบางครั้งไม่ตรงประเด็น
เป็นข้อเรียกร้องที่กรมแรงงานดูแล้ว เจ้าหน้าที่มาพูดคุยกับเราตอนหลังว่าตลกมาก ถึงขนาดมี Comment จากกรมแรงงานบอกว่า วันหลังถ้าจะเรียกร้องอะไรให้ข้อเรียกร้องนั้นสมเหตุสมผลหน่อย พนักงานเองก็สงสัยว่านี่เป็นข้อเรียกร้องประเภทอะไร พนักงานเองรู้สึกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยในกรรมการชุดแรกของสหภาพ
มีนาคม ๒๕๔๕ ดร.ประมวล เลี่ยวไพรัตน์ ขึ้นเป็นประธานสหภาพ
ตอนนั้นเขาก็มาขอว่าให้มีที่ยืนที่มันสง่าหน่อย มีโอกาสได้เข้ามาในโรงงานได้ โดยอาศัยความเป็นประธานสหภาพ เพราะว่าอีพีแอลไม่ให้เข้ามาเลย มีการบังคับว่า ตราทีพีไอห้ามคุณประชัยใช้ แล้วในเรื่องที่จะเข้ามาในโรงงานก็ห้าม เขาพยายามใช้ช่องทางว่าถ้างั้นขอเป็นประธานสหภาพหน่อย พนักงานช่วยเลือกเขาหน่อย จะได้มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบได้ ดูว่าการบริหารจริงๆ แล้วอีพีแอลเขาบริหารดีหรือไม่ เขาพูดขอความเห็นใจ จะไม่มาแทรกแซงอะไรนะ แล้วตอนที่เลือกตามกฎหมายแรงงานคือ พอเราได้กรรมการจากที่ประชุมใหญ่ที่สมาชิกเลือก จากนั้นกรรมการที่ได้ทั้งหมดจะมาโหวตกันว่าจะเอาใครเป็นประธาน แล้วกรรมการตรงนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากผู้บริหารระดับสูง อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลาง แต่ทั้งหมดนี่เขามีความเห็นใจ
ด้วยภาพที่มีประธานนามสกุล เลี่ยวไพรัตน์ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ สหภาพ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร กรรมการสหภาพทั้งหมดจึงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อลบคำครหาที่พุ่งตรงเข้ามา
ความสำเร็จในเบื้องต้นของสหภาพ คือการขอคำมั่นว่า จะต้องไม่มีการเลย์ออฟพนักงาน
อย่างเช่นว่า ถ้ามีการเลย์ออฟพนักงานจะต้องจ่าย ๔๐ เดือนของเงินเดือนสุดท้าย ซึ่งเป็นมูลค่านับล้านล้านบาท เพราะพนักงานที่นี่ส่วนมากถัวเฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งประมาณ ๘ หมื่น ตอนนั้นเลยทำให้เจรจาไม่สำเร็จ อีพีแอลยืนยันว่าไม่มีการเลย์ออฟ เราบอกว่าถ้าไม่เลย์ออฟฉะนั้นก็ควรมีหลักประกันตรงนี้ ๔๐ เดือนก็น่าจะให้ เพราะอย่างไรก็คงไม่มีการจ่ายจริง แต่คุยกันไม่ได้ เพราะว่าเราก็ไม่เชื่อในเจตนาของอีพีแอล หลังจากนั้นมีการคุยต่อรองกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีประเด็นเรื่องคดีเกี่ยวกับหลักการตัวแผนที่ต้องขายโรงไฟฟ้าด้วย คือมีการระบุว่าไม่ใช่ทรัพย์สินหลัก แต่เรามองว่าโรงไฟฟ้าเป็นตัวประกอบหลักเลยที่ทำให้โรงงานมีความมั่นคง เพราะมีโรงไฟฟ้าเอง ต้นทุนการผลิตก็ไม่สูง แต่หากซื้อจากโรงไฟฟ้าข้างนอก จะเป็นราคาที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการผลิตเราสูง แล้วตัวสัญญาโรงไฟฟ้า การขายนี่ มันค่อนข้างเสียเปรียบมาก
ในที่สุดประเด็นการขาย โรงไฟฟ้า จึงเป็นประเด็นใหญ่ ที่ทำให้เกิดการตั้งคณะทำงานที่กระทรวงยุติธรรม แล้วส่งผลต่อเนื่องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เข้ามาดูแลปัญหา จนนำไปสู่กระบวนการที่จะถอดถอนอีพีแอลได้
ตอนนั้นคุณประชัยก็ยื่นถอดตอน แต่ว่าเหตุผลที่เขายื่น คนละเรื่องกับเรา เรายื่นเพราะว่าผลประกอบการไม่ได้ ไม่ได้เป็นไปตามแผนและทุจริต แต่ของคุณประชัยเขายื่นเพราะเหตุผลอย่างเช่นว่า เป็นต่างด้าว ผิด พ.ร.บ.เรื่องพาณิชย์บ้าง จดทะเบียนบริษัทไม่ถูก ตราบริษัทแทนที่จะเป็นอีพีแอล กลับไปใช้ เฟอร์เรียร์ ฮอดจ์สัน ซึ่งตอนนั้นอาจจะยังจดทะเบียนไม่ทัน อะไรแบบนี้ เป็นเรื่องของกฎหมายคนต่างด้าว หลังจากนั้น ทางสหภาพแรงงานก็ยื่นผ่านทางเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(จพท.) เขาก็มีการไต่สวนก่อน ภายในของ จพท. หลังจากไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูล เขาก็ยื่นกับศาล ประเด็นที่ยื่นกับศาล จพท.เป็นคนฟ้อง ฟ้องถอดถอนทางผู้บริหารแผนแกนนำสหภาพกล่าว
ภารกิจเสร็จสิ้น ดร.ประมวล ลาออกจากประธานสหภาพฯ ในช่วงต้นปี ๒๕๔๖ วิชิต นิตยานนท์ ขึ้นมาแทนที่ และธงระหว่างสหภาพกับผู้บริหารลูกหนี้ ก็เริ่มแยกกันเด่นชัด
|
|