๕ ทหารเสือ
 
 
22 ก.ย. 51
 
     
 
เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษา ไม่เห็นชอบให้บริษัทผู้บริหารแผนไทยเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูรายใหม่ และให้ทำหนังสือขอความยินยอมจากกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูรายใหม่
มีรายงานข่าวในช่วงนั้นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ และ ร.อ.สุชาติ  แบ่งหน้าที่ แยกกันต่อสายหาคนมาแบกรับภารกิจนี้ โดย กำหนด “สเปค” คร่าวๆ ว่า

“มีความสามารถ”และ “ไม่มีวาระซ่อนเร้น” ความเคลื่อนไหวนี้ ในภายหลังถูกมองจากผู้บริหารลูกหนี้ว่ามี “วาระซ่อนเร้น”


“...คุณทักษิณ เป็นคนเสนอเอง บอกว่ารัฐบาลจะเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้กิจการไปได้ลูกหนี้จะได้คืนเงินเจ้าหนี้ได้ทุกคนปรบมือกันหมด ปรากฏว่า ร.อ.สุชาติ เชาวิศิษฐ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ว่าทำไมถึงตะบัดสัตย์ คุณสุชาติพูดออกมาว่า my boss want …” (สนธิ ลิ้มทองกุล,ยามเฝ้าแผ่นดิน,๒๕ พ.ค.๒๕๕๐)

แต่ย้อนกลับไปครั้งนั้น กล่าวโดยพื้นฐานข่าวคราวความขัดแย้งระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในการฟื้นฟูทีพีไอ นั้น ปรากฏเป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่า ดุเดือด เข้มข้น เปรียบได้ดังหนังบู๊หักเหลี่ยมเฉือนคม

ดังนั้นโดยข้อเท็จจริงเบื้องแรกที่ต้องยอมรับก็คือ ใครคิดกระโดดเข้าสู่วังวนก็อาจเปลืองตัว เสียคนได้ง่าย !

การเสนอชื่อผู้บริหารแผน มีการดำเนินการเป็น ๒ ขยัก ร.อ.สุชาติ ลงนาม หนังสือ ที่ กค.๐๑๐๐/๙๗๕ ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ เสนอได้แค่ ๓ รายชื่อเป็นเบื้องต้น คือ พล.อ.มงคล อัมพรพิฏฐ์ นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา และพละ สุขเวช ต่อมาวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ทำหนังสือที่ กค.๐๑๐๐/๔๔๙ เสนออีก ๒ รายชื่อ คือ ทนง พิทยะ และ อารีย์ วงศ์อารยะ

เป็น ๕ ทหารเสือ พอดิบพอดี ตัวละครในวรรณกรรมจีน “สามก๊ก” ที่มี ๕ ทหารเสือ คือ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ฮองตง และ ม้าเฉียว
 
     
     
 
 
     
 

พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์

ตำแหน่ง “เบอร์ ๑” ของคณะผู้บริหารแผน ฯ หรือ ประธานคณะกรรมการ ดูจะเป็นปัญหาที่รัฐบาลจำเป็นต้องเฟ้นบุคคลที่มีคุณสมบัติ “ครบเครื่อง” คือ ภาพลักษณ์ดี – มีประสบการณ์งานธุรกิจ-และที่สำคัญ มี “บารมี” ประสานสิบทิศ

คุณสมบัติที่ดูเหมือนจะทอดสายตาหาใครได้ยากนี้  ตรงกับ พล.อ.มงคล ซึ่งเวลานั้นรัฐบาลขอแรงช่วยงานที่ธนาคารกรุงไทย ฐานะประธานคณะกรรมการ เรียกได้ว่า  เห็นฝีมือกันมาแล้ว ว่า “ทำงานใหญ่ได้”

ย้อนไปอีกเมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๓  พล.อ.มงคล ก็เคยเป็นประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่จำกัด (บทม.) หรือ “ประธานบอร์ด บทม.” ซึ่งรัฐบาลชวน หลีกภัย ขอให้เข้ามาช่วย “ผ่าทางตัน” แก้ปัญหาความชะงักงันของการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร และอาคารเทียบเครื่องบิน ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างหัวใจสำคัญและมีมูลค่าสูงสุดของโครงการ

และก่อนหน้านี้ พล.อ.มงคล ก็เคยนั่งตำแหน่งประธานบอร์ดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประธานบอร์ด องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) รองประธานกรรมการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)

ในหนังสือ “บันทึก ๒๕๔๐ ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน” เปิดข้อมูลที่สะท้อนวิธีทำงานของพล.อ.มงคล ในฐานะ หัวหน้าคณะฑูตลับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ส่งไปเจรจาของความช่วยเหลือจากจีนเพื่อแก้วิกฤติค่าเงินบาท

เนื้อหาตอนหนึ่งของหนังสือระบุว่า พล.อ.มงคล ทุบโต๊ะชี้ขาดว่า “ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งแล้วขัดขืนไม่ได้”  หลังคณะทูตเปิดจดหมายลับจาก “บิ๊กจิ๋ว”  ถึง “พี่ใหญ่” ซึ่งก็คือ ประเทศจีน แล้วเกิดความเห็นแตกระหว่างผู้แทนกระทรวงการคลังและผู้แทนแบงก์ชาติ

และถ้าจำกันได้ ช่วงนั้นปี่กลองการเมืองคึกคักรับการเลือกตั้งก็จะปรากฏชื่อ พล.อ.มงคล ว่า พรรคการเมืองขั้วต่างๆ พยายามรุมจีบไม่ว่าจะเป็น พรรคความหวังใหม่,ประชาธิปัตย์,ไทยรักไทย หรือชาติไทย แต่ พล.อ.มงคลตัดสินใจเลือกเดินในแนวทาง “ช่วยทำงานเพื่อชาติ” โดยไม่ยอมสวมเสื้อพรรคการเมืองพรรคใด

พล.อ.มงคล ยังได้ชื่อว่า เป็น “ลูกป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คุณสมบัติข้อนี้ คือ “บารมี” ที่จะสามารถประสานสิบทิศ ให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ถอยกันคนละหลายๆก้าว

“...ได้ยินมาว่าหนึ่งใน คนกลาง ที่ขุนคลัง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ จะเลือกเข้าไปเป็น ผู้บริหารแผน ให้กับ ทีพีไอ คือ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฐฏ์ และโดยอาวุโสและเกียรติภูมิแล้วตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดก็คือ ประธานคณะผู้บริหารแผน คิดดูแล้วก็เป็นการย้อนศร เจ้าหนี้ โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ได้อย่าง สุดยอด เพราะคงจะไม่ลืมว่า ประธานคณะผู้บริหารแผน ในส่วนของ บริษัทบริหารแผนไทย ก็คือ ทหาร ยศ พลเอก ที่ชื่อ

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา คุณสมบัติหนึ่งในหลาย ๆ อย่างของทหารทั้งสองคือต่างเป็น ศิษย์ป๋า เป็น ป๋า ผู้เป็นที่เคารพของ ชาตรี โสภณพนิช และยังมีตำแหน่งใหญ่โตด้านให้คำปรึกษาของ ธนาคารกรุงเทพ งานนี้จึงจะจบลงด้วย ความยินย้อมพร้อมใจกัน ของทุกฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึง วิธีบริหารจัดการปัญหา ที่กล่าวได้ว่า บูรณาการ จริง ๆ...”  ( “เซี่ยงเส้าหลง”, คนปนข่าว,นสพ.ผู้จัดการ,วันที่ ๒๕ มิ.ย.๒๕๔๖)
พล.อ.มงคล เคยให้สัมภาษณ์เบื้องหลังการตัดสินใจกระโดดเข้าสู่วังวนปัญหาทีพีไอว่า

“ผมจำได้ว่า ผมนั่งทำงานที่แบงก์กรุงไทย ตอนที่ท่านนายกฯทักษิณ โทรศัพท์เข้ามา หลังจากถามสารทุกข์สุกดิบท่านก็บอกว่า ผมว่า งานพี่น้อยไปนะ ผมว่าจะให้พี่ช่วยไปเป็นประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูทีพีไอ ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง สุดท้ายก็ได้แต่คิดว่า เอาเหอะ...อย่างน้อยมันก็ง่ายกว่าเป็น ผบ.สูงสุด เป็นทหารยากกว่าตั้งเยอะ จะตัดสินใจอะไรแต่ละครั้ง ก็ต้องรอบคอบ ต้องระวังไม่ให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ”( ๕ อาชีพ ๕ มันสมองสาง “ทีพีไอ” กรณีศึกษาระดับโลก นสพ.คมชัดลึก๒๖ ก.ค. ๔๗ น.๑๘)

หลังเข้าทำงานในทีพีไออย่างเป็นทางการ พล.อ.มงคล เดินทางไปที่โรงงานจังหวัดระยองเปิดใจกับพนักงานว่า

“เป็นทหารเราต้องพูดกันอย่างเปิดอก ผมได้รับคำสั่งแกมขอร้องจาก พณฯนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำสั่งชัดเจนให้พวกผมทำยังไงก็ได้ ให้บริษัทนี้อยู่เพื่อมีขีดความสามารถในการใช้หนี้ ให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอันนี้อยู่ในประเทศไทยต่อไป ผมได้รับคำสั่งค่อนข้างจะชัดเจน เพราะฉะนั้นผมจะทำตามคำสั่งเพื่อบริษัทของเรา ผมใช้  “บริษัทของเรา” ผมเข้ามาทำงานเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พวกผมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแล้ว”

“เพื่อนพนักงานทีพีไอที่เคารพครับ ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายที่ท่านให้ผมมา พระไพรีพินาศ ผมเป็นทหารนะครับ ไม่โกหกต่อหน้าแถวทหาร เราจะทำทุกอย่างเพื่อความโปร่งใส ทำทุกอย่างด้วยความซื้อสัตย์สุจริต ยุติธรรม ทำทุกอย่างให้บริษัทนี้อยู่ได้ พวกผมทั้งหลายไม่มีอะไรที่แอบแฝงทั้ง ๔ ท่านเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่เกษียณอายุแล้ว รับราชการมีชื่อเสียงพอสมควร ไม่เอาชื่อเสียงมาเกลือกกลั้วกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่างๆ เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาพวกท่านทั้งหลาย โปรดกรุณาให้ความร่วมมือกับผมอย่างเต็มที่ด้วย”

“เป็นทหารคุมกำลังมามากยังไม่เหนื่อยเท่านี้เลย” (โพสต์ ทูเดย์, ๒๐ ก.ค.๒๕๔๗,น.B ๑๕)

คือ คำสรุปของ พล.อ.มงคล กับ ภารกิจ “จากทีพีไอ สู่ ไออาร์พีซี”

 
     
     
 
 
     
 
ทนง พิทยะ
               
ทนง พิทยะ หรือ “ทนงซัง” นิกเนมที่สื่อมวลชนเรียกขานด้วยความที่เคย ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย โยโกฮามา แล้วก็ไปต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา เมื่อก่อนสมัยยังใช้นามสกุล “ลำไย” บทบาทด้านหลักออกไปในทางนักวิชาการ เคยศึกษาคัมภีร์“โกะริน โนะโซ” หรือคัมภีร์ฝึกฝนของซามูไร  เขียนโดย ซามูไรผู้โด่งดังชื่อ มิยาโมโต มูซาชิ

ทนง จบ วปอ.รุ่น ๘ ทำวิจัยเรื่อง “การเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื้อหาส่วนหนึ่ง
ทนงศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย

ทนง ถือเป็นอาจารย์ของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เพราะช่วงที่ “สมคิด” ยังเรียน MBA ที่นิด้า ทนงก็เป็นอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ที่นิด้ามาแล้วถึง ๔ ปี

เมื่อทนงเดินออกจากเส้นทางนักวิชาการเข้าสู่แวดวงธุรกิจ ก็ไปจับงานด้านวางแผน และการค้าต่างประเทศ ให้กับกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ในยุคที่น้ำตาลยังเป็น “สินค้าการเมือง” หลังจากนั้นไปทำงานที่เวิลด์แบงก์  ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคารทหารไทย ซึ่งว่ากันว่า เป็นช่วงเวลาที่ “ทนง”สร้าง “ องค์ความรู้- คอนเนคชั่น” กับบรรดานักธุรกิจที่กำลังก่อร่างสร้างตัว  

คอนเนคชั่นสำคัญก็คือ การได้มีโอกาสเข้าไปวางแผนการเงินให้กลุ่มชินวัตร ทำอยู่ได้ ๒ ปี ทนงกลับไปปักหลักอยู่ที่ธนาคารทหารไทยอีกพักใหญ่ ก่อนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะหยิบขึ้นมาใช้งาน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคฟองสบู่แตก

ในยุค “รัฐบาลชวน ๒” ทนง หายหน้าหายตาไปจากแวดวงข่าวสาร แต่ก็ยังดำรงสถานภาพความเป็นนัก วิชาการ ผู้ทรงความรู้ ยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ทนงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยสื่อมวลชนให้ฉายาทนงว่า เป็น“ยาสามัญประจำบ้าน” 

ทนงสวมหมวกหลายใบ เป็นทั้งประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)รองประธานกรรมการ คณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กรรมการปฏิรูประบบข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร คณะกรรมการบูรณาการและปฏิรูประบบการทะเบียนแห่งชาติและที่ปรึกษาคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ในกรณีของ  ทีพีไอ ทนงเป็นอีกคนหนึ่งที่ “นายกฯทักษิณ” เอ่ยปากขอแรงมาร่วมมหากาพย์ครั้งนี้

“ตอนที่ไปทำบุญครบรอบ ๒๐ ปีเครือชินคอร์ปเมื่อปีที่แล้ว (๒๕๔๖) นายกรัฐมนตรีบอกว่า จะขอให้ไปช่วยดูแลแผนฟื้นฟูทีพีไอ ผมก็บอกท่านว่า ถ้าผมเลือกได้...ก็ไม่ดีกว่า แต่ผมรู้ว่ายังไงๆเราก็ปฏิเสธท่านไม่ได้ นายกรัฐมนตรีสั่งมาทั้งที จนกระทั่งมีการประกาศรายชื่อคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูออกมาตอนเช้ามี ๓ รายชื่อ ผมก็ใจชื้นเลยเพราะไม่มีชื่อผม ปรากฏว่าตอนบ่ายๆมีโผล่มาอีก ๒ ชื่อ รวมทั้งผมด้วย” ทนงกล่าว (อ้างแล้ว, นสพ.คมชัดลึก ๒๖ ก.ค. ๔๗ น.๑๘)

ภารกิจที่ ทีพีไอ  ทนงได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสายงานบัญชีและการเงิน

“ผมและท่านปกรณ์ คิดโซลูชั่นในการแก้ปัญหากันทุกทางให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถือหุ้นเดิม เจ้าหนี้ ประเทศ คิดกันจนเบลอ แต่ก็ต้องทำ”
(ทนง-โพสต์ทูเดย์ ๒๐ ก.ค.๒๕๔๗)

ทนง  กล่าวในหลายวาระว่า ในฐานะผู้บริหารแผนที่กระทรวงการคลังมอบหมายมีหน้าที่คือ ทำตัวเป็นกลางที่สุด และที่เป็นห่วงที่สุด คือ ความไม่ลงรอยระหว่างผู้บริหารชุดเดิมกับเจ้าหนี้

“เราถึงพยายามดูว่า ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องถอยหลังมาหลายๆก้าว และก็ต้องยอมรับว่า ทีพีไอ เป็นธุรกิจที่ใหญ่มากๆ ควรจะอยู่กับประเทศไทยและมีเสถียรภาพในการบริหาร เพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะชักจูงให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้รู้ว่า แผนที่ดีนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการบริหาร”

“...หัวใจไม่ใช่เพียงโครงสร้างทางการเงินและการลงทุนแล้วเป็นอันเสร็จสิ้น เพราะในที่สุดแล้วมันก็มีกลไกลว่า การออกจากแผนจะสำเร็จเมื่อไหร่ จะออกจากแผนได้เมื่อไหร่ แล้วใครจะเป็นผู้บริหารแผนหลังจากออกจากแผนแล้ว การเพิ่มทุนจากการเปลี่ยนหนี้เป็นทุน และระยะยาวใครจะมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือ ทีพีไอ ควรจะมีพันธมิตรมาลงทุนหรือไม่ เราต้องมองเสถียรภาพการเงินกับเสถียรภาพการบริหารของ ทีพีไป ในระยะยาวประกอบด้วย ตรงนี้ คือความยาก” (นสพ.ทันหุ้น  ๒๖ เม.ย.๒๕๔๗ น.๑๒)
 
     
     
 
 
     
 

ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา 

“พอท่านรัฐมนตรีติดต่อมา คนแรกที่ผมโทรศัพท์ไปหาก็คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกว่า ผมต้องไปดูแลแผนฟื้นฟูทีพีไอ ขอให้ช่วยหาทีมงานให้ผมเพราะที่แบงก์ชาติมีคนเก่งๆที่ช่วยงานได้ แต่ผู้ว่าการตอบมาว่า ถ้าเป็นผม...ผมไม่ยุ่งดีกว่า” ปกรณ์ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานกรรมการ EXIM BANK เผยเส้นการตัดสินใจรับเผือกร้อนทีพีไอ

ในภารกิจฟื้นฟู ทีพีไอ ปกรณ์ รับผิดชอบงานสายงานบัญชีและการเงิน ร่วมระดมสมองกับทนง นอกจากนี้ปกรณ์ยังมือการเงิน อาทิ  นิธิวดี จาตุภุช อดีตผู้บริหารด้านการเงิน ธนาคารแหลมทอง และธนาคาร ยูโอบี รัตนสิน,สุวิทย์ นิวาสวงศ์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกำกับตรวจสอบสถาบันการเงิน ธปท. จุมพล สันติวงศ์ อดีต ผู้อำนวยการโรงพิมพ์ธนบัตร ธปท. และ อธิวุฒิ ระวิวัฒนวงศ์ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เข้ามาช่วยภารกิจที่เป็นเรื่องเร่งด่วนนั่นคือ การจัดการกระแสเงินสดเพื่อสร้างสภาพคล่องต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

แหล่งเงินทุน จาก EXIM BANK ซึ่งปกรณ์นั่งเป็นประธานบอร์ด ผสมร่วมกับแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของรัฐอื่นๆเพื่อใช้เป็น Working Capital ให้โรงงานทีพีไอสามารถเดินเครื่องสายการผลิตได้นั้น ต้องนับว่า ปกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ 

ย้อนปูมหลัง ปกรณ์ เป็นมือการเงินที่จัดอยู่ในชั้นเซียน พิสูจน์ฝีมือทำงานจนสามารถหักล้าง ขนบ ความเชื่อของคนในแบงก์ชาติว่า “ไม่ใช่นักเรียนทุนโตในแบงก์ชาติยาก” ปกรณ์ เป็นศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นรุ่นน้อง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิฏฐ์

ปกรณ์ ไปเรียนที่อังกฤษ Aldenham School,Elstree,Hertfordshire,England และ The Queen’s University of Belfast, Northern Ireland (B.Sc.Economics) นอกจากนี้ก็เป็นนักเรียน วปอ.รุ่นเดียวกับทนง คือ รุ่น ๘ 

ปกรณ์เริ่มงานที่แบงก์ชาติเมื่อปี ๒๕๑๔ เติบโตตามสายงานมาเป็นลำดับ ก่อนจะได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญคือ เข้าไปแก้ปัญหาแบงก์มหานคร ซึ่งตอนนั้นเขาเป็น ผู้อำนวยการสาขาภาคเหนือ

ภายหลังภารกิจเสร็จสิ้น ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการพนักงานและจัดองค์งาน และผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคาร ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการในปี ๒๕๓๓

ปกรณ์คิดว่า ตำแหน่งนี้คือ ตำแหน่งติดเพดานแล้วสำหรับลูกหม้อแบงก์ชาติที่ไม่ใช่นักเรียนทุน

แต่หลังจากที่ปกรณ์นั่งเก้าอี้นี้อยู่ ๕ ปี เขาก็ถูกเสนอชื่อไปเป็นเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทนเอกกมล คีรีวัฒน์ ซึ่งถูกพิษการเมืองเล่นงานเมื่อปลายปี ๒๕๓๘

ตอนนั้นหลายคน โดยเฉพาะ ฝ่ายหนุน “เอกกมล” มองว่า “ปกรณ์” จะรู้เรื่องหุ้นหรือ?

ปกรณ์ตอบคำถามนี้ว่า  เขาคือหนึ่งในคณะทำงานที่แบงก์ชาติตั้งขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วย ปกรณ์ ,ศุกรีย์ แก้วเจริญ,ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และประยูร ภูพัฒน์

๔ ปีกับการนั่งเก้าอี้เลขา ก.ล.ต. บุคคลิกประนีประนอมของปกรณ์ เรียกความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในก.ล.ต.ที่แรกเริ่มมีกระแสไม่พอใจกลับมาเป็นผลสำเร็จ

ปกรณ์เคยศึกษาโหราศาสตร์ ว่ากันว่า ดูหมอแม่น 

“ผมนี่ประหลาดจริง ถ้าเสาร์กับราหูเข้ามาทำมุมกับลัคนา ต้องมาทำอะไรที่เกี่ยวกับต้องแก้ปัญหา...” (ดอกเบี้ย,มีนาคม ๒๕๓๙,น.๓๑)

ปกรณ์เป็นคนราศีเมษ ตามตำราว่า เป็นคนเด็ดขาด มีความกล้า ชอบช่วยเพื่อน

ปกรณ์ชอบต่อยมวย  คู่หูที่พอมีเวลาว่างต้องไปเกาะขอบเวทีมวยด้วยกันก็คือ วินนี่ เดอะ ปุ๊ - ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

 
     
     
 
 
     
 

พละ สุขเวช

พละ สุขเวช จัดเป็น “กูรูด้านพลังงาน” การเติบโตของ ปตท.ในปัจจุบันย่อมต้องให้เครดิต “พละ”ในการวางรากฐานสมัยเป็นผู้ว่าฯ ปตท.

“พละ”คว่ำหวอดในแวดวงธุรกิจพลังงานมายาวนานนับตั้งแต่แรกเริ่มในปี ๒๕๔๐ ณ สำนักงานพลังงานแห่งชาติ หลังจากนั้นไปร่วมงานกับองค์การ ESCAP สหประชาชาติในตำแหน่งวิศวกรวิเคราะห์ระบบ จนกระทั่งในปี ๒๕๒๓ จึงผันตัวเองมาร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและวางแผน อยู่กับ ปตท.เกือบ ๒๐ ปี จนได้ชื่อเป็นลูกหม้อ ประกอบกับผลงานเข้าตา จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ ปตท.ในปี ๒๕๓๘

“พละ” คือ ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ปตท.จากรัฐวิสาหกิจที่มีระเบียบกฎเกณฑ์เคร่งครัด เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี นำพาองค์กรอย่าง ปตท.ในยุคที่เผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงมากในปี ๒๕๓๙ โดยวางรากฐานองค์กรสู่การแปรรูป

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงในยุคนั้นเป็น ยุค “รีเอ็นจิเนียริ่ง” องค์กรครั้งสำคัญ ของ ปตท.

“พละ” ซึ่งมองอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้อย่างครบวงจร เขาจึงเป็น “ตัวเชื่อม” ที่ดีหากจะนำ ปตท.เข้ามาช่วยหนุนเสริมฟื้นฟู ทีพีไอ.

ชื่อของ “พละ” ความจริงได้รับการเสนอมาก่อนหน้านี้ โดยเป็นหนึ่งในกรรมการฟื้นฟูของบริษัทบริหารแผนไทย ชุด สุวรรณ วลัยเสถียร แต่ศาลล้มละลายกลางไม่เห็นชอบด้วยเหตุผลที่กล่าวมาพอสมควรแล้ว

พละ ได้รับการทาบทามจาก  ร.อ.สุชาติ ขณะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อชมการแข่งขันเทนนิส ยูเอส โอเพ่น

“พอกลับมาถึงโรงแรมก็ได้รับโน๊ตว่า รมว.การคลังโทรศัพท์มาถึง แล้วก็รีบโทรกลับไปก็ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดู แลแผนฟื้นฟูของทีพีไอ”

ความรับผิดชอบใน ทีพีไอ. “พละ” ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสานงานผลิต การตลาดและการจัดซื้อ

แนวทางแก้ปัญหาทีพีไอ.ของพละ คือ การดึง ปตท.เข้ามาเป็นพันธมิตรธุรกิจของ ทีพีไอเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (กรุงเทพธุรกิจ,วันที่ ๒๒ ก.ค.๒๕๔๖)

 
     
     
 
 
     
 

อารีย์ วงศ์อารยะ

อารีย์ วงศ์อารยะ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเสนอในนามบริษัทผู้บริหารแผนไทย ของ สุวรรณ วลัยเสถียร เช่นเดียวกับ พละ สุขเวช แต่กรณีของอารีย์นั้นมีข้อแตกต่างไปจากพละ เพราะชื่อของอารีย์ที่ถูกเสนอให้ นั่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูชุดสุวรรณ นั้นเป็นการเสนอชื่อไปจาก “ประชัย” ซึ่งตามข่าวในช่วงนั้นมีรายงานว่า ประชัย เสนอตัวเลือกให้ สุวรรณไป ๔ รายชื่อ คือ ประมวล เลี่ยวไพรัตน์, ประกิต ประทีปะเสน, สมชาย สกุลสุรรัตน์ และ อารีย์ วงศ์อารยะ แต่สุวรรณเลือก “อารีย์” เพราะเห็นว่า มีความเป็นกลางมากกว่าคนอื่น

อารีย์ ถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูในนามกระทรวงการคลังครั้งนี้ อาจมองได้ว่าเป็นการประนีประนอมกับ “ประชัย” แต่ในอีกด้านก็อาจมองได้ว่า  อารีย์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับแกนนำในพรรคไทยรักไทยเช่นกัน 

อารีย์ เคยส่งลูกชาย “เอกพจน์ วงศ์อารยะ” ไปทำงานการเมืองเป็นที่ปรึกษา “สุดารัตน์ เกยุราพันธ์” ที่กระทรวงสาธารณสุขและในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๖ ก.พ.๒๕๔๘ เอกพจน์ก็สวมเสื้อไทยรักไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต ๒๑ คันนายาว-สะพานสูง และได้เป็น สส.

ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณ ๑ อารีย์ยังได้รับความไว้วางใจจากนายกฯทักษิณ ให้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

“พี่ช่วยผมหน่อย”  คำเดียวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ อารีย์ ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (สยามรัฐ ๒๖ ต.ค.๒๕๔๗)

ความรับผิดชอบกับการฟื้นฟูทีพีไอ อารีย์ได้รับมอบหมายให้ดูแลสายงานบริหารทั่วไปและงานธุรการ


(ตอนหน้า พลาดไม่ได้กับบันทึกประวัติศาสตร์ ก้าวแรก ภารกิจ 5 ทหารเสือ)

 
     
     
 
เรื่องย้อนหลัง

เรียกหา  “อัศวินม้าขาว”

 
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats