เรียกหา  “อัศวินม้าขาว”
 
 
8 ก.ย. 51
 
     
 
 
 
ทนง พิทยะ
 
     
 
แม้ความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานทีพีไอ ที่ยื่นหนังสือต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกระทรวงการคลัง เพื่อหามาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเรียกร้องความเป็นกลางและโปร่งใสของผู้บริหารแผนฯจะมีอยู่จริง แต่การ “มอนิเตอร์” ปัญหาทีพีไอ จากผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะภาครัฐก็มีอยู่เช่นกัน

ในยุค “๔ ปีซ่อม” ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ย่อมตระหนักดีว่า ความยืดเยื้อคาราคาซังของปัญหาทีพีไอ ย่อมเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานของรัฐบาลไม่น้อย

ในทางข่าวเบื้องลึกระบุว่า คนที่คอย “มอนิเตอร์” ปัญหาทีพีไอ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ “ทนง พิทยะ” ซึ่งเวลานั้นเป็นรองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ

ทนงเชื่อว่า หากรัฐไม่เข้ามาคุมเกมเรื่องนี้เอง มีหวังความปั่นป่วนเกิดขึ้นอีกแน่นอน  (นสพ.โพสต์ ทูเดย์,วันที่ ๘ ก.ค.๒๕๔๗,น.๑๘ คอลัมน์ ไฟแนนท์ ทูเดย์)

เมื่อมีเสียงเรียกร้องบทบาทของรัฐบาลให้เข้ามาเป็นไกล่เกลี่ย นับแต่นั้น ชื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ก็กลายเป็นตัวละครสำคัญของมหากาพย์นี้

แต่การเข้ามากระโดดเข้ามาสู่วังวนปัญหาที่พีไอของรัฐบาล ก็เป็นไปภายใต้พื้นฐานว่า จะต้อง “ไม่ก้าวก่ายอำนาจศาล”

หลังการยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕     ก็มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบอันเกิดจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของทีพีไอ มี “จาตุรนต์ ฉายแสง” ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน แต่ทำอะไรไม่ได้ไม่นานก็ยุติบทบาทลง

แต่ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งถอดอีพีแอลพ้นผู้บริหาร คราวนี้เป็นการเรียกร้องบทบาทในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจอย่าง “กระทรวงการคลัง”
 
     
 
 
 
ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์
 
     
 
วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๖ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในยุคนั้น เรียกตัวแทนเจ้าหนี้และลูกหนี้เข้าหารือ ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า  จะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้เร็วที่สุด

" ผมรับนโยบายจากท่านนายกฯ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ๒ ฝ่าย ลดหย่อนผ่อนปรนกัน เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะวันนี้ธุรกิจไทยไปหมดแล้ว (ปิดกิจการ) โดยเฉพาะทีพีไอนั้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่(ปิโตรเคมี)ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉะนั้นหลายประเทศย่อมจ้องอยู่แน่ๆ แต่รัฐบาลอยากเห็นธุรกิจในเมืองไทย ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จะส่งกลางไปพิจารณา แต่สัปดาห์หน้า(๒๘ เมษายน-๓ พฤษภาคม ๒๕๔๖) จะคุยกันอีกครั้งหลัง จากหารือกันได้แล้ว ความจริงผมรู้จักทั้ง ๒ ฝ่าย ตั้งแต่สมัยปู่ย่าคุณชาตรี และคุณประชัยก็ขอให้ลดหย่อนผ่อนปรน เพราะธุรกิจทีพีไอมีผลต่อทั้งตลาดทุนและภาวะเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลนิ่งเฉยไม่ได้”
 
     
 
 
 
กิตติ ลิ่มสกุล
 
     
 
กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนั้นก็เป็นอีกคนที่มีบทบาทสำคัญ

“ขอยืนยันว่าทางรัฐบาลไม่อยากเข้าไปแทรกแซง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ทีพีไอ แต่ขอประกาศหลักการชัดในเรื่องนี้ว่า ๑. การเป็นหนี้นั้นต้องชดใช้ ๒. บมจ. ทีพีไอ นั้นเป็นธุรกิจของชาติไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

รัฐบาลไม่อยากเห็นธุรกิจนี้ตกเป็นของผู้ที่ไม่ตั้งใจทำและทำให้คนกว่า ๘ พันคนตกงานและประการที่  ๓. อยากให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ประนีประนอมกันได้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจของชาติ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็จะได้รับชำระหนี้คืน บนราคาความยุติธรรมด้วย
รัฐบาลไม่หิ้วหนี้รายนี้แน่นอน ไม่ได้ทำเพื่อประชัย ที่มีหุ้นเพียง ๑๑% ขอให้สื่อส่งสัญญาณให้ชัดเจนด้วยว่า เราปล่อยให้ล้มละลายไม่ได้ หากปล่อยให้ตามแผนเช่นนี้อีก ๓ ปีก็ต้องล้มละลาย ธุรกิจนี้ก็ต้องตกเป็นของต่างชาติ ๘,๐๐๐ ชีวิตที่เหลือจะทำอย่าง และหนี้รายนี้จะเป็นตัวอย่าง ที่รัฐจะประกาศให้ต่างชาติทราบว่า รัฐมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลในระบบให้ลดลงแน่นอน "

กระบวนการ “หันหน้าเข้าหากัน” เริ่มขึ้นเมื่อ วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ มีการเรียกตัวแทนเจ้าหนี้และลูกหนี้เขาหารือกับรัฐบาล ที่ บ้านพิษณุโลก ซึ่งนอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ นั่งหัวโต๊ะแล้ว ตัวละครเอกเกี่ยวข้องโดยตรงกับมหากาพย์ก็เข้าประชุมกันพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็น  สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
 
     
 
 
 
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
 
     
 

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหนี้ประกอบด้วย โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ

ส่วนฝ่ายลูกหนี้ประกอบด้วย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อรพิณ เลี่ยวไพรัตน์ ประกิต ประทีปะเสน สมชาย สกุลสุรรัตน์ และอารี วงศ์อารยะ

คุยกันไปกินข้าวเที่ยงกันไปเกือบ ๒ ชั่วโมง แต่สาระใหญ่ใจความ ถ้าถอดรหัสแล้ว ก็คือ ไม่ได้ข้อยุติ มีการออกข่าวถึงแนวทางที่ “นายกฯทักษิณ” เสนอเป็นทางออกให้ลูกหนึ้ เจ้าหนี้เสนอชื่อฝ่ายละ ๗ คนให้กระทรวงการคลังคัดเลือกเข้าไปบริหารแผนฟื้นฟู

แม้กระทั่งคล้อยหลังจากวันนั้น ศาลล้มละลายกลาง ตั้งองค์คณะร่วมประชุมไกล่เกลี่ย ในการเจรจาระหว่างคณะกรรมการเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ร่วมกับตัวแทนกระทรวงการคลัง ซึ่งมี กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง นิพัทธ พุกะณะสุต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๖ 

คุยกันไปคุยกันมาก็ยังคงเป็นปัญหาวัวพันหลักเหมือนเดิม !

กระบวนการเจรจานอกรอบล้มเหลว เจ้าหนี้เดินหน้าดัน “บริษัทผู้บริหารแผนไทย” ให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณา สั่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูรายใหม่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังฝุ่นตลบ

เผือกร้อนถูกโยนกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 
 
เรื่องย้อนหลัง

เรียกหา  “อัศวินม้าขาว”

 
 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats