| |
...หากว่าข้าพเจ้ามีความทะเยอทะยานที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือมีตำแหน่งทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ยากนัก แต่ก็เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ปรารถนาในตำแหน่งการเมืองใดๆทั้งสิ้น และทั้งข้าพเจ้ารู้ภูมิวิทยาของตัวข้าพเจ้าเองว่า ไม่สมควร นอกจากนั้นประชาชนส่วนมาก ซึ่งปรารถนาดีกับข้าพเจ้าได้แสดงความปรารถนามายังข้าพเจ้าว่า ต้องการให้ข้าพเจ้า ไม่อยู่ในตำแหน่งการเมืองใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้พ้นจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นคนอื่นๆที่แล้วมา ซึ่งสำหรับเมืองไทยย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ต้องการให้ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะอันควรยกย่องตามฐานะอันควร ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณอย่างสูง และตรงกับเจตนาของข้าพเจ้าอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าต้องการอยู่ในฐานะที่พ้นจากตำแหน่งการเมือง และห่างไกลจากถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ข้าพเจ้าต้องการเป็นแต่ทหาร ข้าพเจ้าต้องการอยู่ข้างนอก ถืออาวุธอยู่ในมือแต่อย่างเดียว เมื่อชาติต้องการ ข้าพเจ้าจึงจะกลับมาอีก ดีกว่า ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ข้าพเจ้ากล่าวทุกครั้ง เมื่อชาติบ้านเมืองอยู่ในฐานะอันไม่สงบเรียบร้อย.. (1)
ในที่สุดการตัดสินใจและวางแผนปฏิวัติก็เกิดขึ้นที่ต่างประเทศนั่นเอง จอมพลสฤษดิ์เดินทางกลับเข้าประเทศไทย วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๐๑ และทำการปฏิวัติในอีก ๓ วันถัดมา
การยึดอำนาจครั้งนี้ ได้กระทำด้วยความจำเป็น โดยความยินยอมสนับสนุนของรัฐบาลชุดที่ลาออกไป และด้วยความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ ที่ห่วงใยความเป็นอยู่ของประเทศชาติ เพราะเหตุที่สถานการณ์ทั้งภายในภายนอกได้ตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภัยคอมมิวนิสต์ได้คุกคามประเทศไทยอย่างรุนแรง
การปฏิวัติมีขึ้นเวลา ๒๑.๐๐ น. วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑
จอมพลสฤษดิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ เริ่มยุค สมัยการปฏิวัติของข้าพเจ้าหนังสือพิมพ์ถูกปิด พรรคการเมืองถูกยุบ ประเทศปกครองด้วย ธรรมนูญการปกครอง วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะมาตรา ๑๗
คนไทยไม่ชอบผู้นำอ่อนแอ คนไทยรักเสรีภาพ แต่ก็ปรารถนาความเด็ดขาด การวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของคนไทยเพื่อกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครอง
กลุ่มคนที่ศรัทธาจอมพลสฤษดิ์ พยายามอธิบายว่า เผด็จการสฤษดิ์ เป็นเผด็จการที่เดินตามแนวทางการปฏิวัติของนายพลชาร์ล เดอโกล ของฝรั่งเศส หรือกระทั่งพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งแคว้นมคธในอดีต มิใช่เผด็จการแบบฮิตเลอร์หรือสตาลิน
แต่ พิมาน แจ่มจรัส (2) หยิบคำนำในหนังสือ นเรศวร ราชาแห่งไฟให้ผู้เขียนอ่านความตอนหนึ่งว่า ...บิลบี พอร์ตีอุส กล่าวว่า การฆ่าคนคนเดียวทำให้เป็นคนชั่วร้าย การฆ่าคนจำนวนล้านทำให้เป็นวีรบุรุษ การลักขโมยเงินไม่กี่บาทกี่สตางค์เป็นอาชญากรรม การโกงเงินแผ่นดินร้อยล้านพันล้านเป็นฝีมือ หญิงคนยากแอบปลิดผลขนุนอ่อนริมคลองหลอด เอาไปจิ้มน้ำพริกต้องคำพิพากษาติดตะรางหลายเดือน แต่อดีตนายกรัฐมนตรีชาติทหารคนหนึ่ง โกงเงินแผ่นดินมหาศาลได้รับการยกย่องเทิดทูนว่า เป็นนักปกครองที่เด็ดขาด...
จอมพล ป. ใช้ ไก่ เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัย ขณะที่จอมพลสฤษดิ์ใช้ หนุมาน ผู้ขันอาสาทำภารกิจเพื่อบ้านเมือง เป็นสัญลักษณ์ เรื่องราวในยุคสมัยการปฏิวัติ ของจอมพลสฤษดิ์มีบันทึกไว้มากมาย ในที่นี้จะขอตัดตอนนำเสนอเฉพาะข้อมูล ที่จะเป็นอุทาหรณ์ทางการเมือง และหาอ่านไม่ได้ง่ายนัก
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ในยุคสมัยปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ความเคลื่อนไหวของจอมพล ป. ก็เหมือนกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในปัจจุบัน ซึ่งสร้างอาการหงุดหงิด รำคาญใจให้กับขั้วอำนาจใหม่อยู่ไม่น้อย
ภายหลังอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ มีข่าวจอมพล ป. จะกลับประเทศไทย บางกระแสบอกว่า จะมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพจอมพลสฤษดิ์
หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์พาดหัวข่าว ด่วน! จอมพล ป.กลับไทย
จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ สยามนิกร ว่า
รัฐบาลไม่เคยได้รับการติดต่อขออนุญาตของ จอมพล ป.มาก่อนเลย และได้สอบถามไปทางบ้านที่ซอยชิดลม ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ถ้าจอมพล ป.จะกลับมาประเทศไทยจริงก็ต้องถูกควบคุมตัว เพราะมีความผิดอยู่ แต่ผิดเรื่องอะไร หรือถูกข้อหาอะไรนั้น ยังบอกไม่ได้
จอมพล ป. ยังไม่ควรจะกลับมา ถึงแม้จะขออนุญาตก็ไม่ต้องการให้กลับมา เพราะว่าการมาของจอมพลป. อาจจะก่อให้เกิดความยุ่งยากภายในประเทศขึ้นได้ ถึงแม้ว่า จอมพลป.จะไม่ก่อขึ้นเอง คนอื่นๆก็อาจก่อขึ้นได้ จึงเห็นว่า ไม่ควรกลับ
ขณะที่จอมพล ป. ก็ให้สัมภาษณ์นักข่าว AP ที่ญี่ปุ่นว่า
เราต้องกลับประเทศไทยในวันหนึ่ง ซึ่งเรามีแผนการอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทราบกำหนดการเดินทางเมื่อไร และข้าพเจ้าจะกลับต่อเมื่อ สถานการณ์ในประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว และให้การต้อนรับข้าพเจ้าด้วยดี
นักข่าว ถามต่อว่า สถานการณ์ที่จะต้อนรับกลับนั้นหมายถึง การเมืองใช่หรือไม่
จอมพล ป.ตอบว่า
ข้าพเจ้าจะกลับประเทศไทยในเมื่อข้าพเจ้าสามารถไปไหนมาไหนได้โดยเสรี ในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของประเทศไทย (3)
ก่อนจบชีวิต จอมพล ป. ให้สัมภาษณ์ พิสัณห์ ปลัดสิงห์ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ บันทึกในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ความตอนหนึ่งพาดพิงถึงจอมพลสฤษดิ์ซึ่งล่วงลับไปก่อนแล้วว่า
จอมพล ป. บอกถึงความรู้สึกส่วนตัวที่มาอยู่ใน ญี่ปุ่นว่า รู้สึกสบายดี ตอนที่เป็นนายกฯอยู่นั้นบางทีก็อึดอัดใจจริงๆ จะไปไหนมาไหนทีต้องมีคนคอยจัดการให้ อยู่ที่นี่ไม่ต้องมีใครมาคอยเป็นเจ้ากี้เจ้าการ จอมพล ป.ยิ้มน้อยๆ
เมื่อถามถึงความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเมืองไทย โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับจอมพลสฤษดิ์ ก่อนจะตอบจอมพล ป. กล่าวคำ ขอโทษ ก่อนและหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ เท่าที่ทราบบ้างก็จากข่าวหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นและกล่าวต่อไปอย่างใช้ความคิด การที่จะสร้างความเป็นใหญ่ก็ต้องมีบริวาร และต้องมีปัจจัยค้ำจุน เพราะยังงี้แหละผู้ที่เป็นนายกฯ บางขณะจึงต้องมีจิตใจแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องมีความยุติธรรมในใจด้วย
สฤษดิ์เขาสร้างทุกทางเท่าที่จะได้ แม้กระทั่งการมีอนุภรรยามากมาย พอขาดคำท่านผู้หญิงละเอียด ซึ่งคอยติดตามเป็นคู่ชีวิตอยู่ได้เย้าขึ้นมาอย่างอารมณ์แจ่มใส เธอล่ะทำไมไม่มีอย่างเขามั่ง จอมพล ป.หัวเราะในลำคอ ฉันมันเก่าแล้ว จะทำอะไรก็ต้องพอท้วมๆ อย่าให้มันเกินตัวดูแต่สฤษดิ์เขาเถอะ ตายแล้วเอาอะไรไปได้บ้าง ก่อนตายสร้างบารมีไว้มากมาย การเงินของชาติต้องฝืดเคือง ก็เพราะมันเปลี่ยนเป็นปอนด์ เป็นดอลล่าร์ฝากธนาคารหมด แล้วก็กล่าวถึงตัวเองต่อไปสมัยฉันถึงจะมีบ้าง แต่ก็ยังหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ฉันไม่เคยฝากธนาคารเมืองนอก ฉันไม่มีเงินล้าน
สฤษดิ์เขาเป็นคนแข็งคนหนึ่งนะ เขาเป็นนายกที่ประกาศกฎอัยการศึกได้นานที่สุด สมัยฉันเป็นนายกฯฉันไม่กล้าทำอย่างเขาหรอก กลังหนังสือพิมพ์เขาจะว่าเอา แต่กระนั้นก็ไม่วาย
นี่คือบทสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของจอมพล ป.(4)
จอมพล ป. ถึงอสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย ณ บ้านพักที่ตำบลซากามิโอโน ชานกรุงโตเกียวในตอนกลางคืนของวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๗ (เวลาในประเทศไทย) ขณะมีอายุ ๖๗ ปี
คุณหญิงละเอียด เล่าว่า ก่อนจอมพล ป. จะสิ้นลม ได้พูดขึ้นมาว่า ความตายคือความสุข
อัฐิของจอมพล ป.กลับมาแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๗
ไหนๆ ก็พูดถึงความตายแล้ว ก็ขอต่อในรายละเอียด สำหรับอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ว่า สืบเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ที่มีมาตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคม ๒๔๙๙ โดยป่วยเป็นโรคตับ ตัวเหลืองและม้ามโต อันเนื่องมาจากโรคไข้มาลาเรีย ที่เคยเป็นเรื้อรังมาหลายปีก่อนหน้านี้ แต่การเจ็บป่วยที่นำมาสู่การอสัญกรรม คือ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๖ เริ่มจากป่วยเป็นไข้หวัดแม้หมอจะสั่งให้พักฟื้นแต่ จอมพลสฤษดิ์ก็ยังคงปฏิบัติราชการตามปกติ จนอาการทรุด และแพทย์ได้ตรวจพบอาการโรคไต ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๖
รัฐบาลตั้งคณะแพทย์ ระดมหมอมือดีทั้งไทยและต่างประเทศดูแลรักษาพยาบาล แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้
วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖ จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม
ท่านผู้หญิงวิจิตราเขียนบันทึก วันวิปโยคทุกข์ เล่าว่า
...ดิฉันไม่เคยคิดว่า การปรนนิบัติครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย แม้คุณน้าจะได้พูดอะไรบางอย่าง แปลกๆกว่าที่เคย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นอะไรมากถึงชีวิต เพราะเห็นว่าอาการท่านดีขึ้นจนเป็นที่พอใจของแพทย์ทุกคน แต่อาศัยกริยา ที่พูดด้วยใบหน้าเศร้าๆของคุณน้า ซึ่งไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อนว่า เล็กอย่างทิ้งน้านะ น้าเจ็บทุกครั้งเล็กก็ต้องลำบาก น้าเป็นหนี้บุญคุณเล็กมาก หายแล้วน้าจะเชื่อเล็ก จะพักผ่อนให้มาก เราจะเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศสัก ๒ เดือน กลับมาน้าจะบวช น้าเจ็บคราวนี้เพลียมากไม่เหมือนทุกครั้ง น้าไม่ขอตายในโรงพยาบาล ขอตายในสนามรบ น้าค่อยยังชั่วหายดีแล้วจะไปตรวจราชการภาคอีสาน ไม่รู้ว่าทำกันไปแค่ไหนแล้ว ทุกครั้งเมื่อคุณน้าพูรำพึงมักจะมีน้ำตาคลอ บางครั้งดิฉันเกือบจะสะกดความเศร้าไว้ไม่ได้ แต่ก็ทำใจแข็งปลอบว่า คุณน้าอย่าเพิ่งไปคิดะไร ทำใจให้สบาย คุณน้าต้องหายแน่ เรามีหมอดีๆรักษาอย่างใกล้ชิด คุณน้ามิได้รำพึงกับดิฉันคนเดียวเท่านั้น แม้แต่ท่านผู้ใหญ่ รัฐมนตรีบางท่านไปเยี่ยม คุณน้าก็ปรารภว่า ประเทศชาติกำลังจะก้าวหน้า แต่ผมแย่เคราะห์ร้าย โมโหตัวเองเหลือเกิน อยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ต้องมานอนแซ่วอยู่บนเตียง...
...วันอาทิตย์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖ เวลา ๑๗.๐๖ นาฬิกา เป็นวันที่ดิฉันต้องจดจำใส่ใจไว้ตราบชีวิตจะหาไม่ ดิฉันรู้สึกเหมือนมีใครมาเด็ดเอาดวงใจไป เป็นวันที่ประทีปแก้วประจำชีวิตดิฉันได้ดับวูบลง ชีวิตของดิฉันมืดมนอนธกาล แลไปทางใดก็ไม่เห็นแสงสว่างส่องหนทาง ที่จะก้าวนำชีวิตให้สดใสสุกสว่างเหมือนเดิม.... หากว่าชาติหน้ามีอยู่จริงตามคำพระพุทธเจ้าตรัส ก็ขอให้ดิฉันได้เกิด และได้ไปพบกับคุณน้าเป็นคู่บุพเพสันนิวาสอีกทุกชาติไป... (5)
ก่อนอสัญกรรม จอมพลสฤษดิ์ กล่าวปราศรัยครั้งสุดท้ายในวันครบรอบการปฏิวัติ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๖ ว่า
...ตราบใจที่ข้าพเจ้ามีลมหายใจอยู่ ตราบนั้นข้าพเจ้ าก็พร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องประชาชนเสมอ...
ลมหายใจสุดท้ายออกจากร่างจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งน่าจะจบเยี่ยงวีรบุรุษ แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่
(1) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,สารถึงสมาชิกพรรคชาติสังคม
(2) ผู้เขียนเคารพนับถือเป็น อาจารย์ เป็นผู้จุดประกายให้หันมาเอาดีทางงานเขียนและให้นิยามตัวตนผู้เขียนว่า เป็นคนดี ที่เลว
(3) เบื้องหลังพินัยกรรม น.๑๔๔-๑๔๗ ,สำนักพิมพ์ประจักษ์วิทยา,๒๕๐๗
(4) อ่านเพิ่มเติมได้จาก จอมพล ป.ขุนศึกผู้ไร้แผ่นดิน ,ท.ประทีปะเสน,พัฒนาการพิมพ์,๒๕๐๗
(5) สัตตมวารเทศนา,พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๗
ภาพจาก : สวัสดี...นครพนม
|
|