| |
ความเคลื่อนไหวในลักษณะ คลื่นใต้น้ำ เป็นสาระที่สะท้อน บริบททางการเมืองของขุนศึก ๒ ยุค เนื้อหาต่อไปนี้เป็น จดหมาย ที่จอมพล ป. เขียนส่งมาจากประเทศญี่ปุ่นถึงหนังสือพิมพ์ต่างๆ ให้บรรยากาศการเมืองย้อนยุคดีทีเดียว
ก่อนอื่น ทราบว่า ทางประเทศไทยฝนแล้ง น้ำแห้งและร้อนจัดมาก ผมขอร่วมความทุกข์นี้ด้วยกับพี่น้องชาวไทย เรื่องธรรมชาติขาดอุปทานเช่นนี้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว และเข้าแก้กันอย่างไรก็มีคำตอบดีๆมากมาย อย่างน้อยบอกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา บวงสรวงหลวงพ่อมงคลบพิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยุธยาเสียฝนคงจะมา น้ำคงจะมี ความร้อนจะลดลง ธรรมชาติคงจะอุปทานให้ตามอุปสงค์ของประชาชนเป็นแน่ ข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้ เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะหาว่ารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ธรรมชาติไม่อุปทาน(Supply)ก็ได้ เวลานี้คงโทษเขื่อนเจ้าพระยาชัยนาทวากักน้ำไว้เลยไม่ไหลมาทางใต้ ทำให้น้ำขาดไปทั่วพระราชอาณาจักรไทยแล้วก็มี ที่จริงไม่ควรจะโทษเขื่อนเจ้าพระยา พูดง่ายๆก็คือ เขื่อนเจ้าพระยาเหมือนตุ่มใส่น้ำกัดไว้ ถ้าตุ่มรั่ว น้ำในตุ่มก็หมดไป ถ้าตุ่มไม่รั่วน้ำก็มีไว้รับประทานใช้สอน ผิดกันแต่ว่าเขื่อนเจ้าพระยานั้นกักน้ำไว้ในแม่น้ำปิง วังยม น่าน และเจ้าพระยา ถ้าไม่มีเขื่อนน้ำก็ไหลไปเกาะสีชังในอ่าวไทยหมด เปรียบเหมือนตุ่มรั่วน้ำก็ไหลลงดินซึมหายไปหมดนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นเขื่อนและประตูน้ำมีหลายพันในเมืองไทย ทำไมเขาจะว่าแต่เขื่อนเจ้าพระยาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างไว้อย่างเดียว ทำให้น้ำเค็มขึ้นมาถึงอยุธยา และยิ่งกว่านั้นทั่วราชอาณาจักรไม่มีน้ำ รัฐบาลต้องแจกน้ำกันเป็นการใหญ่ ในประวัติการณ์ก็ไม่เกี่ยวกับเขื่อนเจ้าพระบาเลย ทำไมไม่มีน้ำข้าพเจ้าว่าเพราะธรรมชาติขาดอุปทานอย่างเดียว ส่วนเหตุผลต้องไปถามชาวสุโขทัยหรือชาวอยุธยาดู คงจะได้คำตอบแม้ไม่ดีมาก แต่ก็พอฟังได้
อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แถลงว่า ที่ข้าพเจ้าเขียนแถลงแก้ฟ้องของฝ่ายค้านของข้าพเจ้านั้น ก็เพราะเป็นเรื่องต้องแก้ฟ้องกัน เหมือนคดีในศาล ถ้าโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่แถลงแก้ฟ้อง ตุลาการจะวินิจฉัยได้อย่างไร พวกฝ่ายค้านของข้าพเจ้าเขาบอกให้นิ่งๆ เสีย นอนเสียก็แล้วกัน ปล่อยให้โจทก์ฝ่ายค้านของข้าพเจ้าฟ้องไปข้างเดียว ปล่อยให้ตุลาการประชาชนวินิจฉัยคำฟ้องไปข้างเดียว ข้าพเจ้าและรัฐบาลจอมล ป. พิบูลสงครามก็จะสบาย หลักการเช่นนี้ข้าพเจ้าไม่เคยเรียนมาเลย นอกจากการปฏิบัติระหว่างเจ้านายกับข้าทาสบ่าวไพร่พลเท่านั้น สมัยจารีตนครบาลธิปไตยเอาขอ คา หวาย โซ่ตรวน บีบขมับตอกเล็บเป็นธรรม ข้าพเจ้าเห็นว่าหมดสมัยแล้ว ตระกูลข้าพเจ้าเป็นราษฎรธรรมดา ไม่เคยใช้จารีตนครบาล เครื่องมือเหล่านี้ดูเหมือนมีในพิพิธภัณฑ์สถานหรือตามบ้านที่มีใต้ถุน คุกในกรุงเทพฯ ก็ยังมี ถ้าเสาะหาคงพบเป็นแน่ ข้าพเจ้ามีความคิดว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นโจทก์ฟ้อง ประชาชนเป็นตุลาการหรือประชาตุลาการ ข้าพเจ้ากับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นจำเลย และสมัยประชาธิปไตย ข้าพเจ้าก็จะต้องแก้ฟ้องเสมอ ถ้ามีโอกาสจะทำได้ ยังค้างเรื่องเงินคงคลัง เขาฟ้องข้าพเจ้าว่า หาญโกหกประชาชน ข้าพเจ้าจะตอบต่อไปว่า เขาหลอกลวงประชาชนด้วยความรู้ที่คนอื่นอาจไม่รู้เท่าถึงได้ ถ้าพูดถึงโกหกยังดีกว่าหลอกลวงในความหมายของกฎหมาย แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หาญโกหก เขาหาญหลอกลวงประชาชนแน่ๆ
สำหรับการชิงอำนาจนั้น ข้าพเจ้าได้แถลงซ้ำหลายหนว่า ข้าพเจ้าจะไม่ใช้กำลังอาวุธทำการปฏิวัติชิงอำนาจ ทั้งๆ ที่ใครมีอำนาจปัจจุบันก็ชิงอำนาจสืบเนื่องกันมาทั้งนั้น ดูประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาเป็นพยาน มีการชิงอำนาจกันสืบๆ ต่อมากันทั้งนั้น เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ แต่ข้าพเจ้าขอปฏิเสธว่า จะไม่ทำการปฏิวัติด้วยกำลังติดอาวุธ เพราะนี่เป็นสมัยหลังฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษแล้ว มีรัฐธรรมนูญแล้ว โลกเขาเป็นประชาธิปไตยกันหมด พวกเราไม่ต้องการเป็นพรรคพวกเกาะกินแต่ของเก่าสมัยโลกยังไม่หลุดจากพระอาทิตย์ หากจะทำตามสมัยที่เรียกว่า สมัยจราจรอวกาศ
และข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัดต่อไป เมื่อข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็มีฝ่ายค้านของข้าพเจ้าตอบว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม คงจะไม่ทำการปฏิวัติ แต่อาจจะเข้ามายึดอำนาจตามรัฐธรรมนูญทางสภาผู้แทนอีก คำพูดเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ถ้าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ใครมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนแล้วก็ตั้งรัฐบาลขึ้นตามรัฐธรรมนูญ บริหารราชการตามรัฐธรรมนูญ บางคนเข้าใจว่าเป็นการยึดอำนาจ การพูดเช่นนี้เป็นสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระมหากษัตริย์อยู่เหนือชีวิตของประชาชนเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ฝ่ายค้านของข้าพเจ้าหมดห่วงว่า ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอีกต่อไป เพื่อเป็นสุขสลบายใจ จะได้ตั้งหน้าที่ทำงานตามรัฐธรรมนูญต่อไป และที่สำคัญ จะได้ไม่ต้องมีการรบกันระหว่างคนไทยด้วยกันเพราะข้าพเจ้าในอนาคต ข้าพเจ้าขอปฏิเสธในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป ยังงี้เอาเป็นที่แน่ใจของฝ่ายค้านหรือยัง พูดง่ายๆ ข้าพเจ้าจะไม่เอาตำแหน่งผู้จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญเป็นอาชีพต่อไป เลิก ฟลุสต๊อปได้
แต่ข้าพเจ้าก็ต้องหากินเลี้ยงตนเอง ครอบครัวของข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้ในทางเป็นพ่อค้า เคยเรียนทางทหารมามาก เคยทำทหารรบมาหลายหนเท่านั้น บัดนี้ทางทหารก็หมดหน้าที่แล้วตามกฎหมาย ข้าพเจ้ามีความรู้ในฐานะเป็นรัฐบาลมา ๒๕ ปี เป็นนายกรัฐมนตรี ๑๖ ปี มีเพื่อนฝูงทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแนะนำให้ข้าพเจ้าเขียนความทรงจำของข้าพเจ้า เรื่องนี้ก็อีก ถ้าข้าพเจ้าเขียนขึ้นฝ่ายค้านของข้าพเจ้าก็คงจะโจมตีว่าไม่ดี ไม่สมควรจะเขียน ควรปล่อยให้เขาเขียนดีกว่า ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงสละความคิดจะเขียนความจำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เสียก่อนในขณะนี้ เพื่อกันความระแวงสงสัยว่าข้าพเจ้าจะปฏิวัติ ตกลงข้าพเจ้าจะเริ่มเรียนและปฏิบัติตนเป็นพ่อค้า เพื่อเป็นการหาเลี้ยงชีพต่อไปตามแต่จะทำได้ เหมือนทหารใหม่ทุนก็ไม่มี ความรู้ก็ไม่มี ปฏิบัติก็ไม่เคย แต่ก็จะพยายามมิฉะนั้นจะอดตายในที่สุด เพราะค่าเช่าที่ดินตึกรามบ้านช่องก็มีเพียงเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ไม่มากมายเหมือนหลายๆ คนในกรุงเทพฯ เขา เงินเดือนจอมพลเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท ก็จะถูกยกเลิก เพราะรัฐบาลปัจจุบันกำลังจะเลิกและปลดข้าพเจ้าออกไปแล้ว บำนาญหรือก็ไม่แน่นอนเพราะอาจมีคนเสนอเลิกบำนาญจอมพล และเลิกบำนาญนายกรัฐมนตรีเสียก็ได้ เพราะประหยัดเงินของชาติ เลยตกลงใจว่า อยู่ว่างๆ เป็นคนว่างงาน ข้าพเจ้าจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ (Journalist) ไปพลางๆ ก่อน เพราะเมื่อมาถึงญี่ปุ่นๆ เคยมีหนังสือพิมพ์ให้รางวัลข้าพเจ้า ๓๐,๐๐๐ เยน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รับในฐานะที่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องความรู้วัฒนธรรมของสตรีไทย ความเป็นมาเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ต่อไปนี้จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ไปก่อน เพราะเคยร่วมตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์ และอื่นๆ เกี่ยวด้วยหนังสือพิมพ์มา คงจะไม่มีเพื่อนรังเกียจ แต่ฝ่ายค้านนั้นคงรังเกียจ ก็ช่วยไม่ได้ จนกว่าจะเดินทางไปอเมริกาและไปอินเดีย ตามที่ได้กำหนดไว้ก่อนกลับประเทศไทย
จอมพล ป. ลงท้ายจดหมายฉบับนี้ว่า ถ้าข้าพเจ้าปฏิบัติอย่างนี้ ฝ่ายค้านของข้าพเจ้าคงจะพอใจและไม่กังวลว่าข้าพเจ้าจะไม่คิดปฏิวัติหรือเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล อันเป็นความหมายช่วงชิงอำนาจกันต่อไป และไม่มีฝ่ายค้านสงสารข้าพเจ้าก็คงเห็นใจคนที่ไม่มีงานทำก็นั่งเขียนหนังสือต่อไป ต่อไปนี้ข้าพเจ้าเขียนหนังสือ ก็หมายความว่าเป็นงานของข้าพเจ้าในหน้าที่นักหนังสือพิมพ์ นักสื่อข่าวสาร นักหาข่าวและอื่นๆ
ข้าพเจ้าสบายดี แต่ยังคิดถึงเมืองไทยและลูกเมียมาก รวมทั้งท่านด้วย.
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
ป. พิบูลสงคราม |
|