...ขอยืนยันว่า ไม่มีเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด... (1)
ภายหลังการปฏิวัติ คำถามที่ตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี?
สื่อหลายสำนักเสนอโผกันคนละทิศละทาง อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายอักขราทร จุฬารัตน์ ดร.ศุภชัย พินิชภักดิ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และพล.อ.สุรยุทธ จุลลานนท์
ว่าอันที่จริงชื่อ พล.อ.สุรยุทธ ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ห้วงเวลาของการเรียกร้อง นายกฯพระราชทาน
๑ สัปดาห์หลังการปฏิวัติ พล.อ.สนธิจัดแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวยิงคำถามแนวทางการคัดเลือกบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
พล.อ.สนธิ กล่าวตอบไปว่า ทุกคนที่เป็น คปค.จะต้องมาสรรหาและคิดกัน และจะใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตั้ง
ทุกเช้าเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.ที่กองบัญชาการ คปค. ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน , พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข , พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ,พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ, พล.อ.วินัย ภัททิยกุล , พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะประชุมกันพร้อมเพรียง และวาระหลักในช่วงนั้น คือ การสรรหานายกรัฐมนตรี
ขณะนี้กำลังสรรหาอยู่ และต้องดูกระแสจากสังคมด้วย และดูว่าเราต้องการนายกรัฐมนตรีแบบไหน ก็มีความตั้งใจครับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตทำให้เรารู้ว่า เราควรจะสรรหานายกรัฐมนตรีแบบไหน
คำตอบในใจ พล.อ.สนธิ ณ เวลานั้นก็คือ จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีสมานฉันท์ ที่สำคัญผู้คนสามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
"คนที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศมีมาก มีทั้งเสนอตัวเข้ามาหลายคน ซึ่งผมพิจารณาดูแล้วก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ดังนั้น จึงตัดสินใจเพียงไม่กี่วัน เพราะคนดีๆ อย่างพล.อ.สุรยุทธ์ หาได้ยาก เนื่องจากคนที่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องเสียสละอย่างแท้จริงเพราะปัญหาหลังจากนี้ต่อไปต้องมีมากแน่นอน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ประเทศชาติจะต้องเดินหน้าไปด้วยความมั่นคงอย่างแท้จริง" พล.อ.สนธิ กล่าว
คณะรัฐมนตรีใช้เวลาสั้น ๆ ในการเข้ามาบริหารประเทศ คิดว่าเราจะต้องมองในภาพสิ่งที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต อันหนึ่ง อันที่สองคือเรื่องของการสร้างสมานฉันท์และความรักความสามัคคีซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งในการพิจารณา
นี่คือเสป็คของนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ต้องยอมรับว่า ไม่มีรายงานข่าววงในที่ประชุม คปค.เวลานั้นว่า มีขุนศึกท่านใดเสนอให้ พล.อ.สนธิ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เสียเอง เหมือนที่จอมพลถนอม เคยเสนอให้ จอมพลสฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหารจอมพล ป.หรือไม่
พล.อ.สนธิ เคยให้สัมภาษณ์ว่า
ถ้าเป็นคนอื่นผมไม่รู้ แต่เป็น พล.อ.สนธิ ไม่ใช่ ผมไม่ชอบใหญ่โต ไม่ชอบมีอำนาจ ชอบแบบสบายๆ อีกไม่กี่ปีเราก็ตายแล้ว เราอยู่ค้ำฟ้าหรือเปล่า อายุ ๖๐ ทำงานให้กับชาติบ้านเมืองมาขนาดนี้แล้ว พอใจแล้ว จะเอาอะไรอีกล่ะ
นี่คือคำปฏิเสธขึ้นสู่อำนาจการเมืองสูงสุด
ช่วงบ่ายวันที่ ๒๕ กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวว่า พล.อ.สนธิ ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์และใช้เวลาหารือถึง ๔๕ นาที
พล.อ.สนธิ ตอบคำถามสื่อมวลชนในข้อนี้ว่า ท่าน(พล.อ.เปรม) เป็นห่วงเรื่องอนาคตมากกว่า ท่านเป็นห่วงอนาคตว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรี จะร่าง รธน. อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ขอให้ดูให้ดีให้มันเรียบร้อย
หลังจากนั้น พล.อ.สนธิ โทรศัพท์ทาบทาม พล.อ.สุรยุทธ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๒ ครั้ง และวันที่ ๒๘ กันยายน ก็เดินทางไปพบด้วยตัวเองที่บ้านลาดกระบังใช้เวลาหารือเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุด พล.อ.สุรยุทธ์ ตกลงใจรับเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนั้นนั่นเอง (2)
เพราะความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาปฏิรูปการปกครองในช่วงนี้ ตอบตรงๆ ผมเองไม่ได้มีความคิดที่จะรับหน้าที่ในการบริหารนี้ แต่ว่าด้วยความจำเป็น ก็จำเป็นต้องรับเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง ผมมองถึงปัญหาในระยะยาวของบ้านเมืองของเรา ถ้าหากว่าเราร่วมมือกัน และแก้ไขได้ ก็เหมือนกับว่าเราผ่านช่วงวิกฤตอันนี้ไปแล้ว แล้วก็สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของบ้านเมืองเรา
พล.อ.สุรยุทธ ลาออกจากการเป็นองคมนตรีในเย็นวันที่ ๓๐ กันยายน และเข้าพิธีรับสนองพระบรมราชโองการฯเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๔ ในวันรุ่งขึ้น
เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ ให้สัมภาษณ์เปิดเบื้องหลังการถ่ายทำ อ้างคำพูด พล.อ.สนธิ ซึ่งขอร้องให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า
ถ้าพี่ไม่รับผมตาย (3)
ขณะที่ พล.อ.สนธิ เคยเปิดใจ ถึงการ เลือก พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีว่า
ท่านเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง อย่างมีเหตุผล บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ การที่เราเอาคนที่เป็นนายกและมีความเข้มแข้งมากเกินไปมันจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ของท่านนิ่มนวล แต่เข้มแข็ง อ่อนนอกแข็งใน อย่างนี้มันแก้สถานการณ์มันจะไปได้ดี
ผมให้เป็นสิทธิเสรีของท่านเพราะความสามารถท่านสูงกว่าเรา
พจน์ สารสิน ,จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพให้จอมพลสฤษดิ์ แต่ไม่ได้รับสิทธินี้เหมือน พล.อ.สุรยุทธ์
ความอ่อนนอก แข็งใน ของ พล.อ.สรุยุทธ์ นี่เองทำให้ มีปัญหาขัดแย้งระหว่าง คมช. และรัฐบาล ในบางจังหวะของการขับเคลื่อนประเทศ ในทำนองว่า อยากให้แข็งกลับอ่อน อยากให้อ่อนกลับแข็ง
พล.อ.สนธิ ส่งไม้ มอบอำนาจการบริหารประเทศให้ หัวหน้าวิชชุ ขณะที่ตัวเองกลับเข้ากรมกองดูแลปัญหาความมั่นคง
ซึ่งแน่นอนว่า อำนาจเก่า ที่สูญเสีย ย่อมก่อตัวเป็น คลื่นใต้น้ำ โดยเฉพาะในช่วงของการผลัดเปลี่ยนอำนาจ
พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้แผ่นดินอังกฤษที่เป็นพักพิง แต่ก็ตระเวนเดินสายเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอ้างการยอมรับของนานาชาติเป็นกระแสกดดันรัฐบาลและ คมช. โดยมีเครื่องมือสื่อสารกับมวลชนที่สนับสนุน
การเคลื่อนไหวในประเทศ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ใช้กลุยทธ์ หนามยอกเอาหนามบ่ง ในยุคไล่พ.ต.ท. ทักษิณ มี ASTV มีการจัดม็อบทุกสัปดาห์ ในยุคไล่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ และ คมช.ก็มี PTV และจัดม็อบไล่ทุกสัปดาห์เช่นกัน
ในแง่การเมืองกลุ่มพันธมิตรซึ่งร่วมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ถูกจัดสรรตำแหน่งแห่งที่กระจายไปในแทบทุกองคาพยพของอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ แต่ถึงที่สุดก็แตกขั้วไม่เป็นเอกภาพ
กลุ่มปัญญาชนบางส่วนอาทิ นพ.เหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ย้ายข้างมาร่วมเป็นพันธมิตรขั้วอำนาจเก่า ภายใต้ชื่อ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในบางจังหวะก็ใช้เป็นเวทีสภาฯกระทุ้งรัฐบาลผ่านช่องทางการตั้งกระทู้ และการจัดกิจกรรมการเมืองต่างๆ
บรรดาขุนศึกร่วมรบ ก็ไม่ต่างกันโดยเฉพาะระดับแคนดิเดต ตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ แทน พล.อ.สนธิ ที่เกษียนปี ๒๕๕๐ ต่างฝ่ายต่างมีเครือข่ายบริวาร ในบางจังหวะก็สร้างแรงกระเพื่อมให้กับเสถียรภาพ
น้ำหนักในการบริหารประเทศ ที่มุ่งไปเรื่อง การเมือง เป็นหลัก สุดท้าย อาการของโรคแทรกซ้อนอื่นๆก็สำแดง ไฟใต้ไม่สามารถเยียวยา ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งดูจะเป็น จุดอ่อน ของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นอย่างยิ่ง โดยปัญหาค่าเงินบาท กระหน่ำซ้ำ คณะรัฐมนตรีขิงแก่ เอาเข้าจริงการบริหารงานไม่ต่างจากปลัดกระทรวง ที่เน้นตั้งรับกับปัญหา และทำงานแบบ เพลย์ เซฟ
ต้นทุนทางสังคมของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่พกมาเต็มกระเป๋า เมื่อวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว
การปฏิวัติครึ่งๆกลางๆเท่ากับขุดหลุมฝังตัวเอง พล.อ.สนธิ อาจคิดเช่นนั้น
(1) แถลงการณ์ คปค.วันที่ ๑๙ ก.ย.๒๕๔๙
(2) มติชนสุดสัปดาห์,วันที่ ๖-๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙)
(3) มติชน,๒๑ พ.ค.๒๕๕๐
|