พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถสร้างกระแส เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ได้ไม่ต่างจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม แม้จะถูกติดสลากเป็น เผด็จการทุนนิยมเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังมีมวลชนที่ถวิลหาผู้นำลักษณะนี้อีกจำนวนไม่น้อย
พ.ต.ท.ทักษิณ วางแผนการอยู่ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ต่ำกว่า ๑๒ ปี ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง ๔ ปีเสริม ความจริง พ.ต.ท.ทักษิณ มักเดินงานลักษณะ WIN-WIN แต่ในทางการเมืองกลับตรงกันข้าม เขาเดินงานการเมืองแบบ Zero Sum Game ดังนั้นเพียงแค่ปลายรัฐบาลทักษิณ ๑ แรงต้านก็ผุดขึ้นมาเป็นระลอก
การพัฒนาประเทศในโมเดล ทักษโณมิก เดินหน้าสู่ทุนนิยมเต็มรูปแบบ โดยมีชนบทเป็นฐานหนุนนั้น กระทบต่อ โครงสร้างอำนาจ มหาศาล
ข้าราชการที่เคยเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในประเทศ ถูกต้อนเข้ามุมด้วยนโยบาย ปฏิรูประบบราชการ
กลุ่มทุนคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกที่ ๒ ที่ไม่เข้ามาสวามิภักดิ์ ถูกกวาดต้อนไปอยู่ในมุมอับ
นักการเมืองที่เคยยิ่งใหญ่ด้วยระบบมุ้ง หล่อเลี้ยงตัวเอง และเครือข่ายด้วยเปอร์เซ็นต์การอนุมัติโครงการรัฐ ถูกเขี่ยตกเวทีหรือที่ดำรงอยู่ได้ก็ไร้อำนาจต่อรองทางการเมือง
...ผมกลายเป็นตัวปัญหาโดยไม่รู้ตัว ปัญหาหนึ่งคือฝ่ายที่จะเอาชนะทางการเมืองกับผม ไม่สามารถเอาชนะด้วยระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเลือกตั้งได้ เพราะรัฐบาลอยู่มา ๕-๖ ปีได้ทำผลงานมาก และทำให้ประชาชนรัก ทำโพลล์ออกมาทีไร เรานำอยู่เยอะ เลือกตั้งทีไรเราก็ชนะ ทำให้คนไม่อยากเข้าสู่ระบบปกติ มีบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อจะเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตย สอง ผมได้ขัดผลประโยชน์คนจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว เพราะการมุ่งทำงาน เช่นปราบยาเสพติด ปราบหวยใต้ดิน บางคนเป็นนักธุรกิจที่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จ เพราะเหตุว่าพยายามซักฟอกเงินออกจากบริษัท แบงก์ล้มประเทศเศรษฐกิจก็พัง รัฐบาลก็เข้าไปดูแล พอเข้าไปก็กลายเป็นว่าผมไปขัดผลประโยชน์ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับผมเลยนะ เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ก็โกรธ บางคนเคยถูกพ่อตาผมจับ เพราะทำแชร์เถื่อน สมัยโน้นหนีออกนอกประเทศไทย ก็มาโกรธผม ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องเลย ก็มารวมตัวกัน แล้วก็มีอีกคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเหมือนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วเคยแข่งกันทางธุรกิจ และก็เป็นรองผมมาตลอด ไม่ค่อยชอบผมหรอก
ก็หัวหน้าม็อบนั่นแหละ
ตอนหลังก็เกิดมาชอบผม เชียร์ผมใหญ่ ผมกลายเป็นเทวดากลับชาติมาเกิดเลยนะตอนนั้น ก็เชียร์ใหญ่ เชียร์ไม่ลืมหูลืมตา แล้วมาขอประโยชน์ อะไรที่เราให้ถูกกฎหมาย ถูกความชอบธรรมเราก็ให้ ให้ไม่ได้ก็ให้ไม่ได้ ตอนหลังให้ไม่ได้กับเรื่องที่เขาหวังสูง ก็โกรธกัน ก็ไปตั้งวงด่าผม เมื่อด่าผม คนของผมก็อาจจะไปทะเลาะด้วย ก็เลยไม่พอใจ คนเหล่านี้มารวมกันพอดี เป็นก้อนใหญ่ ต่อต้านผมเต็มที่
. พ.ต.ท.ทักษิณ - victim of own success วิเคราะห์สาเหตุแรงต้าน
ก.ย. ๒๕๔๗ ม็อบไล่ทักษิณ ก่อเกิดจากกลุ่มนักธุรกิจ อย่างประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อมรินทร์ คอมันตร์ เอกยุทธ อัญชัญบุตร และ สนธิ ลิ้มทองกุล แนวร่วมคือกลุ่มการเมืองที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ เขี่ยตกจากเวทีอำนาจ บวกกับชนชั้นกลางในเมืองที่รู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แยแสต่อพลังอำนาจของคนในเมือง
ม็อบไล่ทักษิณในช่วงแรก แม้ไม่สามารถจุดกระแสติด เพราะพรรคไทยรักไทยกวาดที่นั่ง สส.ในการเลือกตั้งวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ แบบถล่มทะลาย ๓๗๗ เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่มันก็เป็น หัวเชื้อ หรือ หน่ออ่อน ของการปฏิวัติ
จำนวนที่นั่ง ๓๗๗ เสียง ฐานมวลชนสนับสนุน ๑๙ ล้านเสียง ของพรรคไทยรักไทย เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน
ความชัดเจนทางการเมืองที่จะสถาปนาความเข้มแข็งของระบอบทักษิณอีก ๔ ปี เร่งปฏิกิริยาการปะทะระหว่างขั้ว อำนาจทุนใหม่ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น ผู้นำกลุ่มและ อำนาจทุนเก่า ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ถูกทำให้เชื่อว่า เป็น ผู้นำกลุ่ม หรือ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
หน่ออ่อนของการปฏิวัติเติบโต ม็อบไล่ทักษิณ มีการจัดระบบเคลื่อนไหวอย่างมียุทธวิธี สามารถยกระดับ ขยายแนวร่วมเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( ๑๑ ก.พ.๒๕๔๙) มีทุนสนับสนุนชัดเจน มี สื่อ ซึ่งพัฒนาไปมากกว่าสมัยจอมพล ป. ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต เพื่อสร้างกระแสในทุกระดับ ที่สำคัญมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มทหารในกองทัพที่ต้องการล้ม ระบอบทักษิณ
พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เหมือน จอมพล ป. คือ พยายามใช้ การเลือกตั้ง เป็นทางออกแก้วิกฤติอำนาจ แต่การเลือกตั้ง วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ กลับถูกบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้าน แม้ไม่มีข้อครหาว่าเป็นการ เลือกตั้งสกปรกที่สุดในโลก แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็น โมฆะ
ผืนดินที่ชุ่มด้วยวิกฤติแห่งศรัทธา การเมือง ประชาธิปไตยอยู่ในสภาพถูลู่ถูกัง ข่าวการปฏิวัติผุดขึ้น แม้กระทั่งข่าวการปฏิวัติตัวเองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจอาศัยกำลังของเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร ๑๐
...ข่าวการปฏิวัติเคยทำให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ที่ไม่แน่ชัดว่าเลือกฝ่ายไหน ถึงขั้นต้องสั่งเตรียมพร้อมกำลังทหารดูแลกองบัญชาการกองทัพบกที่เขามานอนดูมอนิเตอร์สถานการณ์ตลอด พร้อมพกปืนสั้นติดตัวไม่นับรวมที่อยู่ในห้องทำงานอีกกว่า ๒๐ กระบอก รวมทั้งจรวดต่อสู้รถถัง โทวส์(1)
พ.ต.ท.ทักษิณ กับความหวาดระแวงต่อการปฏิวัติ เคยมีมาก่อนหน้านี้ โดยเคยโทรศัพท์กลางดึกตั้งคำถามกับ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. หลังมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังของกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ไปแทนกองพล ๑๑ ทหารราบที่ ๙ ว่า
เคลื่อนย้ายกำลังทำไม....พี่จะปฏิวัติผมหรือ
คำถามเดียวกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยถาม พล.อ.สนธิ เชิงทีเล่นทีจริงระหว่างมื้ออาหาร ในช่วงที่สถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในภาวะ ขาลง คำตอบที่ได้จากพล.อ.สนธิ คือ
ปฏิวัติครับ !
พล.อ.สนธิ บอกกับนักข่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นการพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง และจุดยืนที่เผยต่อสาธารณะดูเหมือน พล.อ.สนธิ ยืนยันหลายครั้งว่า จะไม่ทำการปฏิวัติ
... เมื่อสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น กระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณ เรียกผู้นำเหล่าทัพเข้าพบ ที่บ้านพิษณุโลก เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙ มีเพียง พล.อ.สนธิ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า
นายกฯ ได้สอบถามถึงข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ขณะนี้ ซึ่งในส่วนของทหาร จะเข้ามาดำเนินการได้เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉิน
พลเอกสนธิบอกว่า เรียนท่านว่าถ้าทหารออกมาเร็ว มันไม่ดี รัฐบาลจะเสียหาย
ขณะนั้นมีรายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไปชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวาฬ พล.อ.สนธิ แม้ไม่ได้มีโอกาสเป็น วีรบุรุษสะพานมัฆวาฬ แต่ท่าทีต่อผู้ชุมนุมไม่ต่างกับสมัยจอมพลสฤษดิ์
ไม่รู้สึกเป็นห่วงอะไร เพราะทุกคนยังชุมนุมกันด้วยความสงบอยู่ในกรอบอย่างดี ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของโลกได้เลย ที่การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยที่สุดในโลก และน่าเอาไปลงกินเนสส์ บุ๊คได้ (2)
กองทัพบกจะเร่งดำเนินการโดยเฉพาะการทำให้ทุกคนในชาติ มีความรัก ความสามัคคี สำหรับสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทหารจะไม่ปฏิวัติ เพราะถือเป็นวิธีโบราณที่ไม่มีใครทำกัน และคิดว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะต้องมาพูดคุยกันถึงปัญหาความขัดแย้งต่างๆ โดยคำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและประเทศชาติ (3)
ตรงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างจาก จอมพล ป. ที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ไม่ได้เรียกจอมพลสฤษดิ์ เข้าไปถาม
และ ของจริง ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ ม้าไม่ยอมให้ จ๊อกกี้ ขี่
พลบค่ำของวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประชาชนที่เลิกงาน และสัญจรอยู่บนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างที่ผิดปกติ เช่น มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารบางส่วน รถถังเคลื่อนมาจอดตามจุดต่างๆ เช่น หน้าทำเนียบรัฐบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า และถนนราชดำเนินกลางอันเป็นถนนสายหลัก ที่ตั้งของส่วนราชการหลายแห่ง ประชาชนหลายคนโบกมือให้ทหารตามสี่แยก และที่ยืนอยู่หน้ารถถังทหารเหล่านั้นยิ้มให้ บางคนโบกมือตอบ ความเคลื่อนไหวเริ่มผิดสังเกตมากขึ้น เมื่อสถานีวิทยุโทรทัศน์บางแห่งงดออกอากาศแพร่ภาพรายการปกติ หันมาแพร่ภาพพระราชกรณียกิจ เปิดเพลงมาร์ช เพลงปลุกใจ และเพลงพระราชนิพนธ์ต่อเนื่องกัน
รายงานพิเศษ พฤหัส อัสดงในมติชนสุดสัปดาห์ รายงานความพยายามต่อต้านการปฏิวัติของ พ.ต.ท.ทักษิณและคณะ ด้วยการใช้ กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่แจ้งวัฒนะ เป็น บก.ต้านการปฏิวัติ
ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉิน ปลด ผบ.ทบ.แล้วให้พี่เป็นผู้ดูแล พี่จัดการเต็มที่เลย พวกมันคิดทำอย่างนี้ได้ยังไงน้ำเสียงยั๊วะสุดขีดจากแดนไกล ...จากนั้น นพ.พรหมินทร์ ก็ทำหน้าที่ประสาน เรื่องการออกแลถงประกาศภาวะฉุกเฉิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้สถานีโทรทัศน์ช่อง ๙ เป็นแม่ข่ายรับสัญญาณดาวเทียมโดยตรง ส่วนช่อง ๙ ของมิ่งขวัญ แสงสุวรรณก็พยายามประสานให้สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ (ททบ.๕)ที่ในเวลานั้นเริ่มเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ และเพลงเกี่ยวกับในหลวง เพื่อรอการประกาศของคณะปฏิรูปฯอยู่แล้ว ทำให้ทาง ททบ.๕ โดยบิ๊กผา พล.ท.วุฒิชัย พรพิบูลย์ ผอ.ททบ.๕ ประกาศไปว่า ไม่เอา ไม่ขอถ่ายทอดสัญญาณใดๆจากช่อง ๙ เช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นที่ถูกทหารเข้าไปยึดไว้แล้ว
เมื่อช่อง ๙ ถ่ายทอดเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศภาวะฉุกเฉิน สั่งปลด พล.อ.สนธิ จาก ผบ.ทบ.พร้อมตั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย และพล.อ.เรืองโรจน์ ให้ดูแลสถานการณ์โดยให้ข้าราชการทุกส่วนเชื่อฟังคำสั่งของทั้งคู่เท่านั้น
พล.อ.เรืองโรจน์ ได้ต่อสายโทรศัพท์ถึง พล.อ.สนธิ ที่ บก.ทบ.แต่ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ไม่นานนัก พล.อ.สนธิ ก็โทร.สวนกลับมาพอดี
เฮ้ย นายกฯประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วขอให้ถอนกำลังทหารกลับ จะได้ไม่ต้องมาสู้กันเอง บิ๊กต๋อยพูดกรอกใส่โทรศัพท์ทว่าด้วยโทนเสียงของการตะล่อมหนักๆ
สักพักเดียวเท่านั้น บิ๊ก ต๋อย ต้องวางสายด้วยหน้าเสีย ก่อนจะบอกกล่าวว่า เขาบอกว่า เขาไม่ยอม เขาจะสู้
ต่อมา พล.อ.สนธิ ให้สัมภาษณ์ นักข่าวมติชนถึงเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า
ขณะนั้นผมมัวยุ่งอยู่กับการสั่งใช้กำลัง แต่เมื่อผมจะปฏิบัติการอย่างนี้ เวลานั้นยังไม่บ่งบอกว่าใคร ผิดใครถูก อยู่ระหว่างของการสร้างความได้เปรียบ เพราะท่านยังไม่รู้ว่าผมได้เปรียบหรือท่านได้เปรียบ ท่านจึงใช้อำนาจที่มีอยู่ แต่เวลาผ่านไปไม่กี่นาทีสถานการณ์ก็เปลี่ยน เป็นลักษณะของการชิงความได้เปรียบกัน
ผมดูทีวีประกาศปลด ผบ.ทบ. ถามว่าคิดอะไรอยู่ ช่วงนั้นผมคิดอะไรไม่ทัน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถามลูกน้องว่า ทำไมยังไม่เข้าช่อง ๙ อีกหรือ ถึงปล่อยให้มีภาพนี้เกิดขึ้นมา แต่ได้ยิน คำตอบคล้ายว่ายังหลงอยู่ เดินทางไปไม่ถูก เมื่อเขายืนยันมาอย่างนี้ ผมก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว มันผ่านช่วงชีวิตเช่นนี้มามาก ผ่านห้วงชีวิตความเป็นความตายมาเยอะ แต่แผนที่วางไว้ค่อนข้างรอบคอบและสมบูรณ์
ย้อนกลับมาที่รายงานพิเศษของ พฤหัส อัสดง ซึ่งระบุต่อไปอีกว่า ไม่นานนัก เสียงคำสั่งข้ามทวีปผ่านสายโทรศัพท์ก็ดังขึ้น สั่งการและกระตุ้นให้ทางนี้สู้ ไปจับตัวป๋าเปรม สั่งวินัย ทองสอง (ผู้การกองปราบฯ)ไปเลย แต่คงสายเกินไป เพราะ เวลานั้น ทหารเสือราชินี จาก ร.๒๑ รอ.ชลบุรี เข้าดูแลอารักขาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์พรึงเต็มหมดแล้ว พร้อมด้วยรถถังจากกองพันทหารม้าที่ ๔ รักษาพระองค์ (ม.พัน๔รอ.) ตรึงไว้อีกแรง
๒๓.๒๗ น. พล.ต. ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.๕ ออกแถลงการณ์ประกาศคณะปฏิรูปอย่างเป็นทางการ
๒๓.๕๐ น. มีประกาศจากคณะปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๒ แจงก่อเหตุผลการปฏิวัติ
๒๓.๕๙ น. ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
๐๐.๒๘ น. พล.ต.ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.๕ อ่านแถลงการณ์ประกาศกฎอัยการศึกบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ ๒๑.๐๕ น.ของวันที่ ๑๙ กันยายน ๔๙
ม้าสลัดจ๊อกกี้ตกจากหลังอาน !
การแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลัง การปฏิวัติ พล.อ.สนธิ ตอบผู้สื่อข่าวที่ยิงคำถามแรกถึงเหตุผลการปฏิวัติ
ผู้สื่อข่าวคงติดตามสถานการณ์ในประเทศ การเรียกร้องของประชาชน และข้อเท็จจริงในการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมา คำตอบมีอยู่ชัดเจน กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน การปฏิบัติภารกิจในสิ่งที่ประชาชนต้องการ โดยได้รับการสนองตอบเป็นหน้าที่ของรัฐต้องทำ
พล.อ.สนธิ ซึ่งยืนยันมาโดยตลอดว่า จะไม่เลือกหนทางปฏิวัติ ในการแก้ปัญหา เผยเบื้องหลังการปฏิวัติว่า เป็นการตัดสินใจล่วงหน้าเพียง ๒ วัน
มีคนรู้จริงๆ ก่อนวัน ว. เวลา น. เพียง ๘ คน เป็น คนที่ทำแผน คือ กลุ่มเล็กของผม และกลุ่มปฏิบัติ กลุ่มหนึ่ง เพราะงานพวกนี้เราบอกหลายคนไม่ได้ แต่เราหยั่งใจได้
ทุกอย่างผมคิดแล้วใช้น้องๆ ไปดำเนินการ ปัจจัยของการตัดสินใจขึ้นอยู่กับวันที่ ๒๐ กันยายน ซึ่งแหล่งข่าวและหน่วยข่าวทางทหารในพื้นที่รายงานว่าจะมีการเคลื่อนย้ายประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย เข้ามา ในกรุงเทพฯพร้อมกันจำนวนมาก และประชาชนในกรุงเทพฯก็จะเข้ามาร่วมกันในวันที่ ๒๐ กันยายน ค่อนข้างสูง ซึ่งหน่วยข่าวได้คุยกับกลุ่มพันธมิตร และ หลายฝ่ายทราบว่ามีการนัดหมายให้นุ่งกางเกงยีนส์ ใส่รองเท้าผ้าใบ เพื่อเตรียมที่จะเผชิญหน้ากัน ซึ่งทุกฝ่ายเตรียมที่จะเผชิญหน้ากัน ดังนั้น เมื่อกองทัพมีข้อมูลข่าวสารไหลเข้ามาแล้วปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนั้น คงจะเกิดวิกฤตและห้ามกันไม่อยู่ ดังนั้น หากเราตัดไฟแต่ต้นลม คิดว่าทำอย่างนี้แล้วทุกอย่างมันสงบ ไม่ดีกว่าหรือ ประชาชนไทยยังไม่แบ่งฝ่าย ยังรวมกันได้ พอถึงวันที่ ๑๙ กันยายน เมื่อผมทำปุ๊บก็นึกในใจว่า ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดขึ้นความคิดความทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก ไม่แบ่งฝ่ายไปถาวร แล้วทุกอย่างก็จบ
พล.อ.สนธิ เอาชีวิตเข้าแลกกับภารกิจครั้งนี้ เพื่อสิ่งที่ต้องการ เห็นคือ รอยยิ้มของประชาชน และความไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความรู้รักสามัคคี
...เราต้องยอมรับสภาพว่าสถานการณ์ที่มันกดดันที่ ผบ.ทบ.ที่เป็นกำลังหลักในประเทศขณะนี้ เราต้องยอมรับว่า ประชาชนเป็นแรงผลักดัน ที่ค่อนข้างสูงมาก ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์ที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ในหลายๆครั้งก็จะเห็นว่า ประชาชนนั้นเขียนมาหาผมมาก ผมบอกว่ามีเป็นลิ้นชัก มีเป็นตู้ ที่เขียนมาหาผม เพื่อที่จะให้ผมทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองมันปลดล็อก ลักษณะอย่างนั้น บางคนก็เขียนมาชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้ว เอาซักที อะไรแบบนี้ มีมากเป็นตู้
... จริงๆแล้ว ผมก็คงพูดกับทุกๆคนว่า ผมไม่ต้องการทำอย่างนั้น เพราะว่าชีวิตเราไม่ต้องการที่จะไปเป็นอะไร ด้วยธรรมชาติของตัวเองจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่า เราต้องดูว่า ชาติบ้านเมืองมันใหญ่กว่า สำคัญกว่า...
... เรามองว่าถ้าเกิดวันที่ ๒๐ ม็อบ ๒ กลุ่ม กำลังกลุ่ม ๒ กลุ่มมาเจอกันมันต้องปะทะกันแน่ เมื่อปะทะกันแล้ว ก็ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ความบานปลายของการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่จะทวีความรุนแรงขึ้น มันจะกลายเป็นเรื่องของประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า ประชาชนกับเจ้าหน้าที่จะกระทบกันไม่ได้ แต่ว่าประชาชนกับประชาชนมีสิทธิที่จะกระทบกันได้ แต่เราต้องไม่ให้เกิดในฐานะที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ว่าเชื่อได้ว่าถ้าเผื่อมันมายังงั้นไม่มีทางสกัดกั้น กองทัพไม่พร้อมที่จะเข้าไปตรงนั้นแน่ เพราะว่าคนเราเมื่อมีอารมณ์ผมว่าไม่มีอะไรไปคัดค้านได้ ผมว่ามันไม่มีทาง มันไม่เป็นการดีกว่าหรือที่เราทำให้ไม่มีการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย
การแก้ปัญหาของการปะทะกันทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่ไม่รู้ว่าอยู่ฝ่ายไหนล่ะ มันคงตะลุมบอนกันพอสมควร มันต้องวาดภาพต่อไปว่า ถ้าจากนี้ไปประเทศจะเป็นอย่างไร สถานการณ์ของประเทศจะเป็นอย่างไร
พล.อ.สนธิ เคยเปิดใจว่า หากสถานการณ์พัฒนาตัวเองไปถึงขั้นนั้น พล.อ.สนธิ ยอมที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ผมเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่ไม่ใช้กำลัง ใช้การพูดคุย ใช้การประนีประนอม เพื่อให้ทุกคนใช้ความคิดปรับความเขาใจกัน ผมใช้หลักการตรงนี้ แต่ถ้าเผื่อให้ผมไปใช้กำลังกับประชาชน ประวัติศาสตร์มันสอนมาแล้วที่ผ่านมาว่า ทหารได้ทำอะไรที่ไหนเมื่อใด กองทัพที่ผมสร้างมา๑ ปีซึ่งเป็นที่ไว้วางใจพอสมควรกับประชาชน นี่เป็นสิ่งที่ผมรับตรงนี้ไม่ได้ ถึงวันนั้นผมคงไม่ทำ แต่ว่าผมก็ไม่มีทางออกน่ะ ผมไม่ทำมันก็ไม่มีทางออก
มีข่าวบางกระแสว่า ทหารเตรียมการปฏิวัติมานานถึง ๘ เดือน แต่พล.อ.สนธิ ยืนยันในคำเดิม
ทหารปกติเราเตรียมพร้อมตลอดชีวิต ไม่เฉพาะกองทัพภาคที่ ๓ กองทัพภาคที่ ๑, ๒ ก็เช่นกัน ส่วนกองทัพภาคที่ ๔ มีการเตรียมความพร้อมเพื่อแก้ปัญหาใต้ กองทัพภาคเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกองทัพมีแผนปฐพี ๑๔๙ ซึ่งเป็นแผนที่สั่งให้หน่วยเตรียมพร้อมตลอดเวลา เป็นแผนใช้กำลังในการแก้ปัญหาภายในกรุงเทพฯ แต่การเตรียมใช้กำลังครั้งนี้และการตัดสินใจไม่กี่วัน แต่ พล.อ.สพรั่ง (กัลยาณมิตร) กับผมไม่ได้คุยเรื่องนี้กันเป็นคนละเรื่องกัน
คณะอนุรักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข' คือ ชื่อแรกที่ พล.อ.สนธิ คิดขึ้น แต่ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เพื่อนสนิทและมันสมองสำคัญของคณะปฏิวัติ ขอเปลี่ยนเป็น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.)
คำประกาศของ คปค. พล.อ.สนธิ สวมวิญญาณนักจิตวิทยามวลชนเขียนร่างด้วยตนเอง ก่อนส่งให้ คณะทำงานไปปรับแก้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ตอนนั้นสมองคงไม่ได้คิดถึงใคร แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจและไม่หงุดหงิด
เนื้อถ้อยกระบวนความของคำแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้
ด้วยเป็นที่ปรากฏความแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนของสังคม จะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้ ดังนั้นคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ ซึ่งความสงบสุข และความมันคงของชาติ รวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน
ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เวลา ๒๓.๕๐
ประชาชนเดินออกมาตามท้องถนน ตะโกนโห่ร้อง ยินดี
(1) มติชน สุดสัปดาห์,๑๕-๒๑ กันยายน ๒๕๔๙
(2) นสพ.คมชัดลึก,๒๓ มิ.ย.๒๕๔๙
(3) Positioning Magazine ,กรกฎาคม ๒๕๔๙
|