| |
จอมพล ป. : อ้อ ! พบกันอีก เป็นอย่างไรบ้างหมู่นี้
ข้าพเจ้า : ท่านนายกฯคงหมายถึงเสียงกล่าวขวัญถึงรัฐบาลทั่วๆไป ถ้าหมายถึงเรื่องนั้น กระผมขอเรียนที่ได้ยินได้ฟังมาว่า สถานการณ์ทรุดลงทุกขณะ
จอมพล ป.: ไม่มีอะไรหรอก เรื่องประชาธิปไตยน่ะ ทุกคนมีสิทธิ มีเสรีที่จะแสดงความคิดเห็น
ข้าพเจ้า : นอกเหนือไปจากนั้น กระผมได้ยินข่าวการปฏิวัติ รัฐประหาร
จอมพล ป. : ใครจะรัฐประหารใคร
ข้าพเจ้า: กระผมไม่ทราบ ฟังข่าวก็สับสน
จอมพล ป.: ไม่มีอะไรหร็อก ไม่มีอะไร
เทียน ประทีปะเสน นักหนังสือพิมพ์ที่มีโอกาสทำงานใกล้ชิด จอมพล ป. บันทีกบทสนทนาก่อนการปฏิวัติ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ในหนังสือ จอมพล ป. ขุนศึกผู้ไร้แผ่นดิน
สัจธรรมการเมืองมีขึ้นมีลง ระบอบ จอมพล ป. ต่อเนื่องยาวนาน คุณูปการของจอมพล ป. ก็มีหลายสถาน แต่ด้านลบก็มีไม่น้อย เครือข่ายอำนาจ เครือข่ายบริวาร เปิดศึกชิงผลประโยชน์กันชัดเจน โดยเฉพาะทหารกับตำรวจ อาการ เกาเหลา-ไม่กินเส้น ระหว่าง จอมพลสฤษดิ์ และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นที่รับรู้รับทราบกันทั่วไปของชาวบ้านร้านตลาด
ความขัดแย้งของจอมพล ป. กับคณะรัฐประหาร (รป.๙๐) ก็เสมือนเม็ดกรวดใน ท็อปบู๊ท จอมพล ป.รู้ดีว่า ฐานอำนาจที่มีคณะรัฐประหารหนุนนั้นไม่เป็นไปในลักษณะดุลอำนาจที่เท่าเทียมกัน หากเกาะเกี่ยวกันได้ ก็ด้วยความเคารพนับถือระหว่างกันเท่านั้น
การแสวงหาฐานความชอบธรรมเพื่อหนุนอำนาจของจอมพล ป.มีทางเดียวคือ การเลือกตั้ง การสร้างระบบการเมืองถ่วงดุลอำนาจขุนศึก โดยเฉพาะการปลดปล่อยกลุ่มพลังในสังคม เปิดช่องรูอากาศให้ได้ระบายออกเพื่อลดความอึดอัดทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการไฮปาร์คที่ท้องสนามหลวง การให้เสรีภาพสื่อวิจารณ์รัฐบาล และคณะรัฐประหาร ในอีกด้านหนึ่ง เป็นการปูทางเพื่อสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยรองรับการเดินหมากทางการเมืองของจอมพล ป.
แม้จอมพลสฤษดิ์ จะพูดว่า ไม่คิดวัดรอยเท้าจอมพล ป. และ ผมมีนายคนเดียวเท่านั้น แต่ลึกๆ ของสถานการณ์ก็ไม่ต่างอะไรกับ การทำ สงครามเย็น ระหว่างกัน
ยุคนั้นหนังสือพิมพ์ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าทหาร ๑ กองพัน การวิพากษ์วิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ มีทั้ง สื่อแท้ และ สื่อเทียม เหมือนยุคล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จอมพล ป. มีหนังสือพิมพ์ ธรรมาธิปัตย์ นำเสนอเนื้อหาข่าว โปร รัฐบาลและพรรคเสรีมนังคศิลา ด้วยความที่เป็นสื่อของรัฐจึงขายไม่ค่อยได้ จอมพล ป.ต้องหันไปใช้วิธีแจกจ่ายไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอละประมาณ ๒๕๐ ฉบับ
พล.ต.อ.เผ่า ซึ่งเอาหลังผิงจอมพล ป. เพื่อต่อกรกับจอมพลสฤษดิ์ มีกระบอกเสียงหลายฉบับ อาทิ หนังสือพิมพ์เผ่าไทย หนังสือพิมพ์อิสระ ซึ่งฉบับหลังนี้ เขียนข่าวโจมตีจอมพลสฤษดิ์ ด้วยภาษารุนแรง จนจอมพลสฤษดิ์ให้สัมภาษณ์นักข่าวตอบโต้ว่า สิ่งพิมพ์เลว อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีกองกำลังร่วม ๒๐ คนบุกเข้าไปทุบแท่นพิมพ์
สำหรับ จอมพลสฤษดิ์เอง ก็มีกระบอกเสียงเช่นกัน คือ หนังสือพิมพ์สารเสรี และไทรายวันโดยเฉพาะ หนังสือพิมพ์สารเสรี นั้น มักนำเสนอข่าวเจาะลึก เช่น การค้าฝิ่น อาวุธปืน และทองคำเถื่อน เป็นอาวุธทำลายล้าง พล.ต.อ.เผ่า อย่างได้ผล
ภาวะของ เสือ ๒ ตัว ในถ้ำเดียวกัน สร้างข่าวเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเมื่อนายต่างฝ่ายต่างใหญ่ บรรดาลูกหาบก็เลยพลอยใหญ่คับฟ้าไปด้วย ต่างฝ่ายต่างเบ่งไม่ยอมลงให้กัน ข่าวทหารตำรวจยกพวกบีฑากันเป็นที่ชุมมุลวุ่นวาย ยังไม่นับเรื่องการปัดแข้งปัดขาในขุมทรัพย์โดยเฉพาะขุมทรัพย์กองสลาก ซึ่ง จอมพลสฤษด์ เป็นประธานบอร์ด แต่ พล.ต.อ.เผ่าต้องการเข้าไปรื้อ โดยส่งคนในเครือข่ายของตนเข้าไปแทนที่ก็พลอยให้นึกถึง ขุมทรัพย์หวยบนดิน ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้
แต่เงื่อนไขที่นำมาสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองก็คือ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐
ก่อนหน้านี้เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ สิ้นสุดสภาพลงตามวาระในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๐ รัฐบาลได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นการเลือกตั้งโดยตรง โดยวิธีรวมเขตจังหวัด ถือเกณฑ์จำนวนประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อผู้แทนราษฎร ๑ คน รวมแล้วได้ผู้แทนราษฎร ๑๖๐ คน เพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติในรัฐสภาร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ ซึ่งแต่งตั้งเมื่อ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๔ จำนวน ๑๒๓ คน
จอมพล ป.เสนอร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมือง ซึ่งก็มีพรรคการเมืองจดทะเบียนเป็นจำนวนมาก และลงแข่งจำนวน ๒๓ พรรค โดยจอมพล ป.ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา ส่งผู้สมัครหวังกวาดที่นั่งเสียงข้างมาก
การผ่าน พิธีกรรมเลือกตั้ง ต่างหาก ที่จะสามารถเป็นฐานค้ำยันอำนาจของจอมพล ป.ต่อไปได้
การเอาประชาชน เป็นหลังผิง ก็เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะโยนปัญหาการเมืองให้ไปตัดสินกันเอาในการเลือกตั้งนั่นเอง
การเลือกตั้งทั่วไป ปรากฏผลตรงกับความคาดหมายของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีมนังคศิลา และสมปรารถนาของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนใหญ่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่ได้ตั้งใจลงคะแนนเสียงให้ กล่าวคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พร้อมด้วยสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลา รวมเจ็ดคนได้รับเลือกตั้งในจังหวัดพระนครอีก ๗๙ คนได้รับเลือกตั้งในต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น ๘๖ ที่นั่ง เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ ทั้งสภาจำนวน ๑๖๐ คน
นับแต่วินาทีแรกที่ผลการเลือกตั้งได้ถูกประกาศออกให้ประชาชนทราบ การใช้เสรีภาพเกินบริบูรณ์ในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการชุมนุมสาธารณะก็เริ่มขึ้น ข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งกันนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นข่าวพาดหัว ของหนังสือพิมพ์ทั้งฝ่ายขวาและซ้าย ท้องสนามหลวงกลายเป็นเวทีที่ชุมนุมของบรรดานักพูดฝีปากดีทั้งที่เป็น นักการเมืองสมัครเล่น และนักการเมืองอาชีพ รวมทั้ง นักการเมืองประเภทปากหอยปากปูก็มีมิใช่น้อย
การประณามการเลือกตั้งได้ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่เลือกตั้ง ไม่เรียบร้อย จนถึง เลือกตั้งสกปรก ไปจนกระทั่ง สกปรกที่สุดในโลก
คณะรัฐบาลเสรีมนังคศิลาถูกประณามว่า ทุจริต โกง จนกระทั่งถูกเรียกว่า คณะโจรครองเมือง การชุมนุมสาธารณะของ นักการเมือง กลุ่มน้อยเหล่านี้ต่อมากลายเป็นเวทีประชาธิปไตย ที่เรียกร้องประชาชนซึ่งสัญจรไปมาให้เข้ามามุงดูกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และกลายเป็นกลุ่มฝูงชนใหญ่ขึ้นเมื่อผสมด้วยนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์ที่ถูก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ขอกระตุ้นให้ใช้ สิทธิในฐานะประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย (1)
นักข่าวไปถาม พล.ต.อ.เผ่า ถึงข้อวิจารณ์การเลือกตั้งสกปรกที่สุดในโลก คำตอบที่ได้คือ
ส้นตีน !
ความไม่พอใจรัฐบาล ก่อหวอดประท้วงการเลือกตั้ง ลุกลามแทบจะเป็นจลาจลกลางเมือง ในที่สุด รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ตั้ง จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหาร
บ้างว่า นี่คือ การวางกับดักเพื่อสกัดดาวรุ่ง เพราะจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งเป็นขวัญใจประชาชนในขณะนั้นไม่ได้รับทราบเรื่องมาก่อน จู่ๆ อำนาจปราบปราม โผรายชื่อผู้ก่อกวนถูกยัดใส่มือ ซึ่งหากถึงที่สุดต้องมีการใช้กำลังนั่นก็ย่อมเท่ากับเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ไปโดย ปริยาย
แต่ จอมพลสฤษดิ์ เหมือนนกรู้ ตัดสินใจเลือกเดินหนทางเป็น วีรบุรุษสะพานมัฆวาฬ สยบม็อบนักศึกษาด้วยการแสดงภาวะผู้นำ ต่างจาก จอมพล ป. ซึ่งกลายเป็น พระรองไม่สามารถใช้บารมีความเป็นนายกรัฐมนตรีหยุดพายุคลั่งนี้ได้
ปริศนาวาทะอันลือลั่นที่จอมพลสฤษดิ์ทิ้งท้ายในวันสลายม็อบก็คือ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ
เกมชิงอำนาจชัดเจนมากขึ้น สถานะรัฐบาลจอมพล ป. ง่อนแง่น ขาลง เป็นอย่างยิ่ง แม้จะดิ้นอีกเฮือกด้วยการตั้งคณะทหารเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะจอมพลสฤษดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ก็ไม่สามารถหยุดวิกฤติศรัทธาที่เสื่อมลงทุกขณะ และสามารถรักษาดุลอำนาจของ เสือ ที่ตัวเองขึ้นหลังขี่ได้
จอมพลสฤษดิ์ นำทีมลาออกจากคณะรัฐมนตรี พร้อมกับสมาชิกในมุ้งของตัวเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหาร ๔๖ คน ลาออกจากสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลา และต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ ก็ได้ลาออกอีก ๙๑ คน ขณะเดียวกันมีกระแสข่าว พล.ต.อ.เผ่า วางแผนชิงปฏิวัติ เพื่อรักษาอำนาจให้ จอมพล ป.
การรบขั้นแตกหักทำกันอย่างเปิดเผย การประชุมวางแผนรัฐประหาร จอมพล ป. ซึ่งรวมบรรดาขุนศึก ทั้ง Old Turk และ Young Turk ใช้ห้องประชุมกองทัพบก นักข่าวได้รับสิทธิพิเศษให้เฝ้าติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด
มีรายงานข่าวว่า จอมพลผิน ผู้มอบเก้าอี้ ผบ.ทบ. ให้ จอมพลสฤษดิ์ พยายามประนีประนอมบรรดาขุนศึกหนุ่มที่เร่าร้อน ให้เลือกหนทางเจรจา แต่ก็ไม่สำเร็จ ทางออกเบาที่สุดสำหรับจอมพล ป.อันเป็นข้อสรุปจากที่ประชุมก็คือ ให้ ลาออกทั้งคณะภายใน ๒๔ ชั่วโมง
ข้อเสนอนี้ยื่นเมื่อ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ ถัดมาวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ รัฐบาลออกแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียง มีใจความว่า ได้ปรับปรุงคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเสียงเรียกร้องของประชาชน เช่น ถอนตัวออกจากการค้า และแยกข้าราชการประจำออกจากข้าราชการการเมืองแล้ว พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ก็ได้ออกจากตำแหน่งอธิบดีตำรวจแล้ว ข้อเสนอของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ควรตกไปด้วย
การแถลงการณ์ตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลแสดงว่า ไม่ยอมลาออก จอมพล สฤษดิ์ จึงกระทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐
อ.พิบูลสงคราม เล่าถึงเหตุการณ์คืนวันที่บิดาถูกโค่นอำนาจ
...เย็นวันนั้น วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ข้าเจ้าได้นั่งสนทนากับจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นเวลานานเกือบสองชั่วโมง พร้อมด้วยอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พล.ท.ม.ล.ขาบ กุญชร จอมพล ป.พิบูลสงครามไม่มีสีหน้าวิตกกังวลแม้แต่น้อย คงพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริง ท่านได้พูดกับข้าพเจ้าอย่างที่พูดย้ำมาแล้วหลายครั้งกับทุกคนตลอดทั้งวันนั้นตั้งแต่เช้าว่า พ่อเกรงคอมมิวนิสต์จะเข้ามา
ข้าพเจ้าไม่นึกระแวงสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าค่ำคืนนั้นจะเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายกับบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า ในทำเนียบรัฐบาลผืนแผ่นดินไทย แต่เมื่อนึกย้อนหลังไปข้าพเจ้าก็แน่ใจว่าในตอนนั้น จอมพล ป.พิบูลสงครามในเครื่องแบบทหารยศจอมพลชุดขาว ที่ท่านสวมมาตั้งแต่เมื่อเช้าเพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงทราบล่วงหน้าดีแล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ครั้นตกค่ำประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ลาท่านกลับมาบ้าน เมื่อถึงก็ได้ทราบว่า ขณะนั้นรถถังกำลังเคลื่อนที่ออกจากหน่วยทหารแล้ว ข้าพเจ้ารีบกลับไปที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งเมื่อเวลาประมาณ๒๑.๐๐ นาฬิกา ที่นั่น พล.ท.ม.ล.ขาบ กุญชรได้แจ้งแก่ข้าพเจ้าว่า จอมพลป.พิบูลสงคราม ได้ขับรถซีตรองออกไปจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อครู่พร้อมด้วยพล.ต.บุลศักดิ์ วรรณมาศ นายทหารคนสนิท นายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและ พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ นายตำรวจรักษาความปลอดภัย... (2)
จอมพล ป.หลบออกไปชายแดนเขมรแล้วขอลี้ภัยที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ถูกเนรเทศ ไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์
เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น.วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ กล่าวคำปราศรัยถึงประชาชน
พี่น้องประชาชนทั้งหลาย
บัดนี้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์อันยุ่งยาก หากคงให้รัฐบาลนี้ซึ่งมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม บริหารราชการสืบไป ก็มีแต่จะนำความทุกข์ยากมาสู่ประชาชนชาวไทยทับทวีขึ้นทุกวัน คณะทหารจึงเห็นเป็นภาวะอันสุดแสนที่จะดำเนินการโดยวิธีสงบเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้อีกต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้กำลังทั้ง ๓ กองทัพ เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล เพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป
บัดนี้ฝ่ายเราได้ทำการเป็นผลสำเร็จโดยมิได้เสียเลือดเนื้อเลย จึงได้นำความกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารตามที่ประกาศให้ทราบแล้ว
ฉะนั้นจึงขอให้ประชาชนตั้งอยู่ในความสงบ และคอมฟังประกาศของคณะทหารต่อไป
สำหรับชาวต่างประเทศ ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ทราบว่า เราจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยและผลประโยชน์ของท่าน
สำหรับหน่วยราชการฝ่ายพลเรือนส่วนกลาง ให้ปลัดกระทรวงมารับคำสั่งจากข้าพเจ้า ณ ที่ตั้งกองบัญชาการฝ่ายทหาร หอประชุมกองทัพบก ภายในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ เวลา ๐๘.๐๐ น.
ในส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ได้เคยแถลงและแสดงความบริสุทธิ์ให้เห็นแล้วว่า ได้ถือเอาความสงบสุขของประชาชนเป็นที่ตั้งฉะนั้น เมื่อประชาชนได้รับความทุกข์ยากและได้เรียกร้องให้ข้าพเจ้าเข้าแก้ไขสถานการณ์ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยเพื่อนทหารร่วมตายของข้าพเจ้าทั้ง ๓ กองทัพ จึงกลับมารับใช้ท่านอีกวาระหนึ่ง ขอให้ทุกฝ่ายจงอยู่ในความสงบเพื่อความสงบสุขของชาติไทย อันเป็นที่รักของเราต่อไป
นักศึกษา ประชาชน ออกมาเต็มท้องถนน ตะโกนโห่ร้อง ยินดี
(1) ตัดตอนมาจากหนังสือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เขียนโดย อ.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นบุตรของจอมพล ป.
(2) อ้างแล้ว
|
|