| |
เส้นทางในกองทัพ ของจอมพลสฤษดิ์ ผ่านคมกระสุนทั้งสมรภูมิรบนอกประเทศ และสมรภูมิการชิงอำนาจการเมืองในประเทศ
กับบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ชิงอำนาจภายในประเทศ ส่งให้ จอมพลสฤษดิ์ จากนายทหารไร้ชื่อ กลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
อันที่จริงถ้าจะว่าไป จอมพลสฤษดิ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง มาตั้งแต่จุดแรกเริ่มของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
ตอนนั้นจอมพลสฤษดิ์ มียศ ร.ต. ประจำ ร.๒ รอ.พัน ๑ ได้รับคำสั่งที่ ๘๖/๑๕๓๗๘ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๔ ให้เป็นนายทหารฝึกหัดราชการแผนกโรงเรียนทหารราบ ที่นี่ท่านจอมพลได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
การศึกษาได้ดำเนินมาด้วยดีประมาณ ๒ เดือน ก็ถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลา ๙.๓๐ น. ขณะที่ครูกำลังสอนวิชาอาวุธศึกษาโดยแยกนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามประเภทอาวุธ ก็มีคำสั่งจากทางโรงเรียนให้หยุดการเรียนทันทีแล้วให้นักเรียนนำปืนเล็กปืนกลทุกกระบอกที่ใช้สอนในขณะนั้น พร้อมด้วยกระสุนจริงออกไปตั้งยิงตามช่องหน้าต่างและมุมตึกกรมแผนที่ทหารบก และกระทรวงการต่างประเทศโดยเร็วที่สุด ให้หันทิศทางยิงไปตามถนนทุกสายที่พุ่งเข้ามาสู่ใจกลางพระนครเพื่อให้สามารถป้องกันได้ทุกวิถีทาง
คำสั่งของครูในการมอบที่หมายยิงให้แก่ปืนต่างๆแต่ละจุดในขณะนั้น ฟังแล้วไม่เข้าใจว่าให้ยิงอะไร ที่ไหน เมื่อใด ??
ทุกคนงุนงงและประหลาดใจ ที่ได้ปฏิบัติไปโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แม้แต่ผู้สั่งเอง ก็รู้สึกมีอาการไม่แน่ใจว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหน
ในชั่วโมงอันเต็มไปด้วยความมืดมนอนธกาลนั้น อย่างไรก็ตามคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่ง !
ร.ต.สฤษดิ์ฯ ก็เหมือนกับคนอื่นๆ คือได้รีบนำปืนเข้าที่ตั้ง ณ จุดที่ได้รับมอบหมายอย่างรวดเร็ว แล้วเฝ้าคอยคำสั่งต่อไปอย่างสงบ แต่ละคนต่างมองดูตากันประหนึ่งจะถามว่า เกิดเรื่องอะไรกัน? แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ คงเฝ้าดูที่หมายในทิศทางของตนตามที่ได้รับคำสั่งต่อไปคือ
ถ้าเห็นอะไร-ผิดปกติ-ให้ยิง-แต่ให้ฟังคำสั่งก่อน
๒ ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีที่หมายอะไรผิดปกติผ่านเข้ามาให้ยิง ผู้คนพลเมืองในพระนครยังคงสัญจรไปมาตามปกติ มีรถยนต์บรรทุกนักเรียนนายร้อยและทหารแต่งเครื่องสนามถือปืนเล็กยาวติดดาบปลายปืนวิ่งไปมาพลุกพล่าน ผ่านถนนด้านหน้ากระทรวงกลาโหม และผ่านไปทางพระบรมมหาราชวังและถนนอื่นๆ โดยทั่วไปไม่มีใครรู้ว่ารถเหล่านั้นวิ่งไปไหนและเพื่ออะไร
ตอนบ่ายจึงมีสำเนาประกาศของ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารแจกจ่ายไปถึงในโรงเรียน ซึ่งเป็นประกาศของคณะราษฎร์มีใจความว่า ได้ยึดอำนาจการปกครองไว้แล้ว และลงท้ายขอให้ทหารและราษฎร์ทั้งหลายจงตั้งอยู่ในความสงบ อย่ากระทำการใดๆอันเป็นการขัดขวางการดำเนินการของคณะราษฎร์เป็นอันขาด... (1)
ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า นายทหารฝึกหัดที่ตั้งปืนประทับพร้อมยิงหากได้รับคำสั่งคนนี้ จะกลายเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการ คืนสถานะ สถาบันกษัตริย์ที่เคยตกต่ำหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ
ชะตาชีวิตเข้าไปข้องเกี่ยวกับอำนาจ ทั้งๆที่ไม่รู้ตัว และหลังจากนั้นก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจภายในประเทศอีกหลายครั้ง คือ
การปราบกบถบวชเดช เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๖ ตอนนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม มียศ นายพันตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้อำนวยการรบในกองทัพผสมฝ่ายพระนคร ได้นำกำลังเข้ารุกโต้ฝ่ายกบถชนิดแตกหัก พากำลังรุกโต้หวังไปตีให้ถึงโคราชซึ่งเป็นฐานบัญชาการหลักของกองกำลังกบถ
จอมพลสฤษดิ์ ได้รับคำสั่งให้ร่วมปราบกบถ เป็น ผบ.หมวด ประจำ ร.พัน ๔ โดยในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๗๖ ได้เคลื่อนกำลังไปผลัดเปลี่ยนกับ หมวด ร.พัน ๘ และมีการยิงต่อสู้อย่างรุนแรงกับฝ่ายตรงข้าม ที่แนวปะทะบริเวณบางเขน
ท่านจอมพลเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสำเร็จในการปราบกบถบวรเดช ที่ต่อมา (พ.ศ.๒๔๘๓) จอมพล ป. ได้จัดสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ (เดิมจะให้ชื่อ วัดประชาธิปไตย) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะครั้งนี้ และขยายผลต่อเนื่องเป็น โรงเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ (พ.ศ.๒๔๙๗) ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่า เป็นโรงเรียนที่ พล.อ.สนธิ เข้าศึกษา(พ.ศ.๒๕๐๑) จนจบชั้น ม.๖
ลิขิตฟ้า กำหนดชะตาชีวิตของผู้หนึ่ง ส่งผลต่อชะตาชีวิตของอีกผู้หนึ่งโดยแท้ !
จอมพลสฤษดิ์ขยับใกล้ศูนย์กลางอำนาจรัฐเข้าไปทุกขณะ เหตุการณ์รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้นเป็น พลโท) ล้มล้างรัฐบาล พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
หนี่งในทหารผู้คิดก่อการมี จอมพลสฤษดิ์ ซึ่งขณะนั้น มียศเป็นพันเอก ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ รวมอยู่ด้วย
ดวงในหน้าที่การงานของจอมพลสฤษดิ์รุ่งโรจน์ เช่นเดียวดวงอันเป็นชะตาฟ้า ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
หน่วยกำลังสำคัญของคณะรัฐประหารครั้งนี้ นอกจากกำลังในส่วนความรับผิดชอบของจอมพลสฤษดิ์แล้ว ยังมีหน่วยโรงเรียนนายร้อยทหารบกของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเวลานั้นมียศเป็นพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองโรงเรียนนายร้อยทหารบก และเพราะงานร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาครั้งนี้ ทำให้ชะตาชีวิตของทั้งคู่ต้องอุปถัมภ์ค้ำจุนกันในกาลต่อมา
รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ว่ากันว่า จอมพลสฤษดิ์ คือ ผู้พลิกสถานการณ์ของคณะรัฐประหารที่เริ่มปั่นป่วน เพราะผู้บัญชาการทหารบกคือ พล.อ.อดุลย์ อดุลย์เดชจรัส ไม่เอาด้วย ให้กลับมาเป็นฝ่ายมีชัย
หลังรัฐประหาร ควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ เป็นรัฐบาล ควงเลี้ยงไก่ อยู่ได้ ๕ เดือน พอถึงวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ คณะทหารก็ทำ รัฐประหารเงียบ บีบให้ลาออก เปิดทางให้จอมพล ป. ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หลังการรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ได้รับมอบหมายให้ ดำรงตำแหน่งรักษาราชการผู้บัญชาการฆณฑลทหารบกที่ ๑ เพื่อควบคุมสถานการณ์ คลื่นใต้น้ำ และพอขึ้นปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ก็ได้เลื่อนยศเป็น พล.ต. อันเป็นที่มาของเสียงนินทาในช่วงนั้นว่า
อยากได้ตำแหน่งนายพลก็ให้ปฏิวัติเอา !
บทบาทของจอมพลสฤษดิ์ ยิ่งสะสมบารมีมากขึ้น เมื่อหลังการรัฐประหารมีความพยายามทำ ปฏิวัติซ้อน ถึง ๓ ครั้ง
กบฏเสนาธิการ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ผู้ร่วมก่อการ มี พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิตพล.ต.เนตร เขมะโยธิน พล.ต.หลวงวรรณกรรมโกวิท พ.ท.พโยม จุลานนท์ ซึ่งเป็น ส.ส. เพชรบุรี พร้อมกับนักเรียนเสนาธิการอีกจำนวนหนึ่ง พ.ท.พโยม จุลานนท์ ก็คือ บิดาของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์
กบฏวังหลวงวันที่๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒
กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔
ทั้ง ๓ เหตุการณ์ จอมพลสฤษดิ์ คือ แม่ทัพหลักในการปราบปราม จนทำให้ชื่อเสียงมะเลืองมะลัง โดยเฉพาะหลังปราบกบฏแมนฮัตตัน จอมพล ป. ตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหม และในกาลต่อมา จอมพลผิน ก็เสนอให้รับไม้ต่อในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก
จอมพลผินบันทึกไว้ว่า
...เมื่อหวนคิดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก อันเกี่ยวกับการต่อสู้และป้องกันชาติ ก็มีความสำคัญยิ่งเช่นเดียวกัน จึงมาจินตนาการถึงสังขารของข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้า ๖๓ ปีแล้ว เกรงว่าถ้าขืนฝืนร่างกายดำเนินงานทั้ง ๓ ตำแหน่ง (ผู้บัญชาการทหารบก,รองนายกรัฐมนตรีและรับมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร-ผู้เขียน) การบริหารอาจไม่สมบูรณ์ก็เป็นได้ คิดจะสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและยังหนุ่มอยู่ดำรงตำแหน่งแทนต่อไป จึงได้นำความคิดดังกล่าวเข้าปรารภกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีท่านก็เห็นใจและบอกว่า ถ้าจะสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแล้ว ท่านจะขอเป็นผู้บัญชาการทหารบกเสียเอง ซึ่งท่านมีเหตุผลที่น่าฟังมากว่าตั้งแต่พวกเราทำรัฐประหารมาก็มีกบฏซ้อนถึง ๓ ครั้งเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ ครั้งหนึ่ง วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ อีกครั้งหนึ่ง และวันที่ ๒๙ มิถุนายน๒๔๙๔ อีกครั้งหนึ่ง ครั้งหลังนี้ถ้าไม่ได้พวกเราทำการโดยเด็ดขาดแล้ว ท่านก็คงเอาชีวิตไม่รอดแน่ ส่วนกบฏซ้อนครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ นั้น ก็เพราะเราทั้ง ๒ คนได้ร่วมชีวิตกันอย่างเข้มแข็ง จึงทำการปราบปรามให้ราบคาบได้ ถ้าขืนให้ผู้อื่นมาครองตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแล้วเราทั้ง ๒ จะเดือดร้อน
เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำชี้แจงพร้อมด้วยเหตุผลของท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วทำให้จิตใจของข้าพเจ้ากระสับกระส่ายอยู่หลายวัน ใจหนึ่งก็ใคร่จะมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตามเหตุผลที่ท่านชี้แจงไว้ อีกใจหนึ่งก็ตั้งใจจะมอบให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์(ขณะนั้นขึ้นเป็น พล.อ.) ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการทหารบกอยู่ เพราะผู้นี้นอกจากเป็นรองผู้บัญชาการทหารบกซึ่งรอคอยตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ยังเป็นเพื่อนร่วมชีวิตคุมกำลังสำคัญ (กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์)ในการรัฐประหาร และเมื่อมีกบฏซ้อนทั้ง ๓ ครั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็แสดงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวช่วยจนราบคาบทุกครั้ง (2)
หลังใช้เวลาตรองอยู่ ๗ วัน จอมพลผิน ก็นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอเวนคืนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและมอบให้จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๙๗
ธรรมดาเป็นเสือ ก็ว่าน่ากลัวแล้ว แต่นี่ยิ่งกว่าเพราะเป็น เสือติดปีก
(1) อนุสรณ์ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ,อ้างแล้ว
(2) สนธิญาณ หนูแก้ว เวทิน ชาติกุล,อำนาจใดจักยืนยง คงค้ำฟ้า,สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน,๒๕๔๘
|
|