ทายาทขุนศึก จอมพลสฤษดิ์

 
 
7 ส.ค. 51
 
     
 
 
     
 

“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” เป็นตำนานผู้นำประเทศที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงทั้งในด้านบวก - ด้านลบ ท่านจอมพลขึ้นเถลิงอำนาจด้วยการรัฐประหาร รัฐบาล “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ซึ่งมีฐานะเป็น “นาย” โดยสายการบังคับบัญชา

เช่นเดียวกับ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” ปฏิวัติ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งก็เป็น “นาย” โดยสายการบังคับบัญชาเช่นเดียวกัน

ทั้ง จอมพลสฤษดิ์ และ พล.อ.สนธิ ต่างล้วนปฏิเสธในเบื้องแรก ที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง

แต่ถึงที่สุด “ขุนศึก ๒ ส.” ล้วนต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

ประวัติศาสตร์ของ จอมพลสฤษดิ์ จบบริบูรณ์ไปกว่า ๔๐ ปีแล้ว  ขณะที่ พล.อ.สนธิ ยังมีเวลาบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยตัวเองอีกหลายหน้า

Niccolo Machiavelli (1) นักคิดชาวอิตาเลี่ยน เคยกล่าวไว้ว่า  เงื่อนไขสำหรับผู้ปกครอง จะต้องมีทั้ง “ความสามารถ” และ “โชคชะตา”

ผู้คนจะจดจำ พล.อ.สนธิ อย่างไร จึงขึ้นอยู่กับ เจ้าตัวและลิขิตฟ้า

แต่ก่อนจะถึงประวัติศาสตร์หน้านั้น เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เป็นข้อมูลสะท้อนการหมุนซ้ำรอยเดิมของ “กงล้อประวัติศาสตร์”

คนเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อวานนี้ วันนี้ และพรุ่งนี้

ขุนศึก  ๒ คน ใน ๒ ยุค  

“สฤษด์ –สนธิ”

 
     
 
 
     
 

“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” เกิดวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๕๑ นับตามปฏิทินไทย ตรงกับวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๗๐ ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ ณ บ้านท่าโรงยา ปากคลองตลาด ตำบลพาหุรัด จังหวัดพระนคร เป็นบุตร “พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์” (ทองดี ธนะรัชต์)  และ “คุณแม่จันทิพย์” ลูกสาวคหบดีจังหวัดนครพนม

พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ มีความเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส  ถูกเลือกเป็นนายทหารติดตามกองทัพปราบฮ่อของ “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” และไปพบรักกับคุณแม่จันทิพย์ที่จังหวัดนครพนม ก่อนจะตบแต่งเป็นภรรยาและพาย้ายเข้ามาอยู่ที่พระนคร

งานราชการที่พระนคร พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ ได้รับมอบหมายให้แต่งตำรับตำรา เพื่อใช้ในการเรียนการสอนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก

ฐานะครอบครัวจอมพลสฤษดิ์ ไม่ได้มั่งมี บุญหนักศักดิ์ใหญ่  เมื่ออายุได้สัก ๔-๕ ขวบ คุณแม่จันทิพย์ พาจอมพลสฤษดิ์และพี่ชายกลับไปเยี่ยมตายายที่จังหวัดนครพนม ยุคนั้นถนนหนทางลำบากเหลือเข็ญ กระทั่งรถไฟจากพระนคร ก็มีสถานีสุดท้ายสิ้นสุดแค่โคราช

๓ คนแม่ลูกต้องเดินทางรอมแรมไปกับพ่อค้าคาราวานเกวียนอีก เป็นเวลาร่วมเดือน และระหว่างทาง พี่ชายของจอมพลสฤษดิ์เกิดล้มป่วยด้วยพิษไข้ป่าจนเสียชีวิต (2)

จอมพลสฤษดิ์อยู่กับแม่ เป็นหลานรักของตายาย  มีโอกาสรับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนฝั่งสุวรรณเขต ประเทศลาว แต่อยู่ได้ไม่ถึงปี  พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ ก็ขอรับตัวกลับพระนคร ขณะที่แม่จันทิพย์ ขออยู่ที่บ้านเกิด

เมื่อกลับมาที่พระนคร พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ย้ายบ้านมาอยู่หลัง “วัดมหรรณพ” และก็ได้อาศัยโรงเรียน “วัดมหรรณพาราม” (โรงเรียนหลวงแห่งแรกซึ่งรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าให้ตั้งขึ้น)    เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของจอมพลสฤษดิ์ (พ.ศ.๒๔๕๙ – ๒๔๖๑)ระยะทางเดินเท้าจากบ้านไม่กี่เพลาก็ถึง

ความเป็นลูกนายทหาร จอมพลสฤษดิ์จึงชอบเป็นผู้นำเพื่อนฝูง เล่นซนตามประสาเด็ก โดยเฉพาะการแอบปืนต้นมะม่วงท้ายโบสถ์ ถูก “หลวงตา” ถือไม้เรียวไล่ตีอยู่บ่อยครั้ง

ครั้นอายุได้ ๑๑ ขวบ ก็เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก (ชั้นประถม) เลขประจำตัว ๓๓๗๗ การเรียนการสอนเหมือนโรงเรียนสามัญทั่วไป ผิดแต่ต้องกินนอนเป็นโรงเรียนประจำ   อันเป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงต้องการอบรมลูกหลานนายทหารให้รักอาชีพทหารตั้งแต่เยาว์วัย

ดังนั้น “บุคลิกทหาร” นอกจากถ่ายทอดทางสายเลือดแล้ว ยังถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อน จอมพลสฤษดิ์ในวัยเยาว์ จึงเป็นผู้มีกิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่งกายสะอาดหมดจด เสื้อผ้าไม่มีรอยยับ รักสวยรักงาม ล้างหน้าวันละหลายๆครั้ง  ผมหวีเรียบแปล้   พูดน้อยแต่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับเพื่อนฝูง การเรียนก็อยู่ในขั้น “ท็อปเท็น” เป็นนักกีฬา โดยเฉพาะการชกมวยตามงานวัด ถือเป็นแหล่งหารายได้พิเศษของท่านจอมพล

“ท่านจอมพลมิใช่คนเสงี่ยมหงิม เก็บเนื้อเก็บตัว หรือเป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่า “เรียบร้อยยังกะผ้าพับไว้” กับคนอื่นๆท่านเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม วาจาอ่อนหวาน แต่กับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบแล้วก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความสุภาพอ่อนน้อมหายไป มิค่อยสงวนปากสงวนคำ มักจะถึงขีด “มึงวาพาโวย”เป็นการแสดงออกซึ่งความสนิทสนมและความเป็นกันเองอย่างยิ่ง ลักษณะอันตรงข้ามที่มีอยู่ในตัวเองนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเข้าใจให้ดี” (3)

จอมพลสฤษดิ์ ใช้ชีวิต ๑๐ ปีในโรงเรียนนายร้อยทหารบก สำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๗๑ เพื่อนร่วมรุ่นจบพร้อมกัน ๔๒ คน จอมพลสฤษดิ์สอบไล่ได้ลำดับที่ ๑๐ หลังรับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗  ก็เข้าประจำการเป็นนักเรียนทำการนายร้อยประจำกองพันที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ (พ.ศ.๒๔๗๒)

ในปีนี้เอง พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ ก็ถึงแก่กรรม


(ตอนหน้า ติดตาม ทายาทขุนศึกที่ชื่อ สนธิ บุญยรัตกลิน)



(1) “We cannot attribute to fortune or virtue that which is achieved without either.” มาเคียเวลลี แห่งกรุงฟลอเรนซ์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.๑๔๖๙ – ๑๕๒๗ โด่งดังจากหนังสือ The Prince และ Discourses

(2) ไม่มีบันทึกเป็นทางการว่า เพราะเหตุใดคุณแม่จันทิพย์ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กับเส้นทางทุรกันดารเพื่อไปบ้านเกิด และไม่ยอมกลับมาพระนครอีกเลย แต่ถ้าคิดจากตรรกะพื้นๆ ก็น่าจะมีเรื่องระหองระแหงใจกับพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ อยู่ไม่น้อย

(3) อนุสรณ์ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,กองทัพบก,มีนาคม ๒๕๐๗

 
 
 
เรื่องย้อนหลัง
 
 
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ชัย
19 ส.ค. 2008, 11:20
เมื่อไรจะเล่าเรื่อง พล.อ. สนธิ รออยู่ครับ
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats