สมสุข บุญญะบัญชา
"การแก้ปัญหาสลัมทำได้หลายวิธี การย้ายออกนอกเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่"

 
     
 
 
     
 

สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ได้นำเสนอความคิดในการแก้ปัญหาสลัม  ในเวทีสาธารณะ  “ไล่สลัมให้พ้นเมือง วิสัยทัศน์อันเรืองรอง หรือมุมมองอันมืดบอด” ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์พักคนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าแนวความคิดที่จะย้ายสลัมออกนอกเมือง   อันที่จริงไม่ได้เป็นนโยบายใหม่ เพราะแนวความคิดนี้ในเอเชียหลายประเทศได้ทำมาแล้ว
        
ในช่วงปี 2515-2528 กระแสการพัฒนาเมืองทำให้คนยากจนอพยพเข้าเมืองเกิดเป็นชุมชนแออัดกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในช่วงนั้นได้มีการแก้ปัญหา โดยการย้ายสลัมหรือชุมชนแออัดออกจากเมืองเช่น ฟิลิปปิน อินเดีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ประเทศไทย ชุมชนถูกรื้อย้าย แต่โครงการย้ายชุมชนออกนอกเมืองโดยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะคนจะกลับมาสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง การย้ายชุมชนขึ้นไปอยู่บนแฟลตก็ไม่ใช่วิถีของคนยากจนหาเช้ากินค่ำในเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยพบว่าคนที่ขึ้นไปอยู่บนแฟลต มีการขายสิทธิ์และกลับไปอยู่ชุมชนแออัด การแก้ปัญหามีวิธีแก้ไขหลายๆวิธี หลายรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และการจัดการร่วมกันของชุมชน

การแก้ปัญหาชุมชนอัดในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การแก้ปัญหาชุมแออัด มีพัฒนาการมากว่า 30 ปี เกิดความรู้จากการลองทำ ลองผิด ลองถูกมาหลายวิธี จนมาถึงโครงการบ้านมั่นคง โครงการบ้านมั่นคง มีการพัฒนาความรู้ที่เกิดจากกระบวนการในประเทศไทย และมีความเชื่อเรื่องชุมชน ให้ชุมชนผู้เดือดร้อนเป็นเจ้าของโครงการ เป็นผู้ดำเนินการเอง เมื่อคิดต้นทุนที่เทียบกับโครงการสร้างบ้านที่ผู้รับเหมาทำ ราคาบ้านมั่นคงจะถูกกว่าครึ่งหนึ่ง รวมทั้งเกิดการพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆที่มากกว่าเรื่อง
ที่อยู่อาศัยเช่นการพัฒนาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสวัสดิการชุมชน การเชื่อมโยงการเรียนรู้ของชุมชน โครงการที่ชุมชนดำเนินการเองในประเทศไทย เป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน และชุมชนในหลายประเทศ เป็นแม่แบบหนึ่งของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนในเอเชีย ซึ่งมีคณะต่างประเทศมาศึกษาดูงานทุกเดือน

คาดหวังรัฐบาลหนุนบ้านมั่นคงต่อเนื่อง
ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคง ได้กระจายการแก้ไขปัญหาถึง 230 เมือง หากรัฐบาลหนุนเสริมต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาทั่วประเทศและได้เต็มที่กว่านี้ เพราะกระแสการตื่นตัวของประชาชนในชุมชนแออัดที่อยากแก้ปัญหาสูงมาก มีการสำรวจข้อมูลเพื่อให้มีการแก้ปัญหาพร้อมกันทั้งเมือง และเชื่อมโยงหน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย มาร่วมทำงานในแต่ละเมือง เป็นการพิสูจน์ว่าชุมชนสามารถทำได้จริง ทำได้หลายวิธี ทั้งปรับปรุงในที่เดิม ก่อสร้างใหม่ จัดหาที่ใหม่ ทั้งใกล้ทั้งไกล ทำได้ราคาถูก สวยงาม และมีรูปแบบที่หลากหลาย นโยบายของท่านนายกที่ต้องการแก้ปัญหาสลัม 1,700 แห่งในกรุงเทพฯเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าจะต้องเป็นการรื้อย้ายอย่างเดียว การแก้ปัญหาสามารถทำได้ด้วยวิธีหลากหลาย และควรแก้ให้หมดทั่วประเทศ คนจนที่ลำบากในชุมชนแออัดจะได้มีสิทธิและที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น
    
โครงการบ้านมั่นคงที่ผ่านมาสามารถ แก้ปัญหาชุมชนแออัดโดยให้ชุมชนได้อยู่ในที่เดิมหรือใกล้ที่เดิมถึง 75% เกิดความมั่นคงในระยะยาวมากกว่า 80% มีรูปธรรมของความสำเร็จ ชุมชนมีความพอใจ เป็นเจ้าของ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำได้ดีมาก สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของคนในเมืองได้ทั้งระบบด้วย
   
จึงอยากเสนอให้รัฐบาลได้สนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาชุมชนแออัด เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยการสนับสนุนกองทุนและงบประมาณ เพื่อจัดการเรื่องที่ดินและการสร้างบ้าน ซึ่งชุมชนสามารถทำได้เองและมีความตื่นตัว เพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ และทุน เพื่อเป็นสินเชื่อเพิ่มขึ้น พร้อมกับการแก้ปัญหาติดขัดอื่นๆ เช่นเรื่องที่ดินและกฎเกณฑ์การก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาชุมชนแออัด ได้อย่างกว้างขวาง ตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

(ขอขอบคุณข้อมูลจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

?
03 ธ.ค. 2008, 21:17
อืมม์
good
08 พฤ.ย. 2008, 22:48
ขอบคุณทุกความเห็น แลกเปลี่ยนแจ๋วมาก
โสภณ
21 ต.ค. 2008, 09:36
หนึ่งพันแม่ชีเทเรซาก็ช่วยสลัมไม่ได้!
CHIEF EXECUTIVE OFFICER Vol. ประจำเดือนตุลาคม 2550 หน้า 2-4

ผู้ไปดูงานประกอบด้วย (จากซ้ายไปขวา): คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ อดีตประธานเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN), ดร.ดาริน (Dr.Darin Gunesekera)ผู้คิดโครงการแฟลตเพื่อชาวสลัมในศรีลังกาและลูกสาว, คุณธร จากเครือข่ายสลัม 4 ภาค, คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา, คุณสินี จักรธรานนท์ ผู้บริหาร Ashoka.org ในประเทศไทยและบุตรสาว, ศรีภริยาของ ดร.ดาริน และ ดร.โสภณ พรโชคชัย กรรมการ SVN และประธานมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
ดร.โสภณ พรโชคชัย<1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย<2>

สลัมเป็นสัญลักษณ์ของเอเซียใต้ก็ว่าได้ บุคคลที่มีชื่อเสียงในการช่วยเหลือคนจนในสลัมก็คือแม่ชีเทเรซา <3> ท่านเป็นผู้การุณย์อันยิ่งใหญ่ต่อชาวสลัมจนได้รับการยอมรับกันทั่วโลก แต่ต่อให้มีแม่ชีเทเรซานับพันคน ก็ไม่อาจช่วยให้ชาวสลัมหลุดพ้นจากการอยู่อาศัยในสลัมได้หรือทำให้สลัมหดหายไปได ้ เศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่างหากที่ช่วยให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้

ผมได้รับเชิญไปร่วมดูงานการสร้างแฟลตและรื้อย้ายสลัมในกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม ศกนี้ <4> ได้พบเห็นประเด็นที่น่าสนใจ จึงขอเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้

ศรีลังกากับไทย

ศรีลังกาเป็นประเทศเกาะที่มีขนาดเล็ก มีขนาดเพียง 13% ของประเทศไทย มีประชากร 21 ล้านคนหรือเพียงหนึ่งในสามของประชากรไทย ดังนั้นประชากรจึงอยู่กันอย่างหนาแน่นกว่าไทยถึงเกือบสามเท่าตัว ประชากรมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำคือไม่ถึง 1% แต่ประชากรไทยยังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าประชากรศรีลังกา ซึ่งแสดงว่าไทยมีพัฒนาการวางแผนครอบครัวที่ดีกว่า
คนศรีลังกาส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหล (74%) มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามถึง 8% ซึ่งสูงกว่าของไทยที่มีเพียง 5% เสียอีก แต่ไม่มีปัญหากับชาวมุสลิม ศรีลังกามีความขัดแย้งทางเชื้อชาติกับชาวทมิฬ ซึ่งมี 9% ของประชากรทั้งหมด อย่างไรก็ตามชาวทมิฬที่มีปัญหาทางด้านเหนือของประเทศเป็นเพียงประชากรกลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ในด้านเศรษฐกิจ มีรายได้ต่อหัวเพียง 1,309 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งต่ำกว่าคนไทยถึงครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในช่วงปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7.5% ซึ่งสูงกว่าของไทย ทั้งนี้คงเป็นอานิสงส์จากการมีนักลงทุนไปลงทุนในภูมิภาคเอเซียใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตามศรีลังกายังเป็นประเทศที่ยากจน โดยมีคนว่างงานสูงถึง 7.6% ของกำลังแรงงาน มีสัดส่วนประชากรที่ยากจนสูงถึง 22% ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรยากจนเพียง 10% ทำให้จำนวนประชากรที่อยู่ในชุมชนแออัดมีสูงถึง 14% ในขณะที่ของไทยมีเพียง 2% เท่านั้น นอกจากนี้เงินเฟ้อในศรีลังกายังสูงถึง 12.1% ซึ่งสูงกว่าไทย (5.1%)

ที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งก็คือมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนศรีลังกาเพียง 566,000 คน ในขณะที่ไทยสูงถึง 11.6 ล้านคน (แต่มาเลเซียที่มีขนาดเล็กกว่าเรายังมีคนไปเยือนถึง 14 ล้านคน) การที่ศรีลังกามีคนไปท่องเที่ยวน้อยก็เพราะความไม่ปลอดภัยอันเกิดจากการก่อการร ้ายของชาวทมิฬบางส่วนทางภาคเหนือ (คล้ายกับภาคใต้ของไทย)

แม้พวกกบฏเหล่านี้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็มีประสิทธิภาพการทำลายล้างพอสมควร เช่น มีสนามบินเป็นของตนเอง เคยนำเครื่องบินไปทิ้งระเบิดถึงสนามบินกรุงโคลอมโบ จนบัดนี้ไม่มีเที่ยวบินในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ยังปฏิบัติการระเบิดรถประจำทางจนมีคนบาดเจ็บและล้มตายหลายครั้ง ทำให้ตามสี่แยกต่าง ๆ ในกรุงโคลอมโบ มีทหารถือปืน เดิน/ยืนตรวจตรา มีบังเกอร์ มีการตรวจค้นรถยนต์เป็นระยะ ๆ อันเป็นภาพที่น่าหวาดหวั่นสำหรับนักท่องเที่ยวพอสมควร



ดร.ดารินและงานของเขา
การเดินทางไปครั้งนี้ตั้งใจไปพบบุรุษผู้หนึ่งชื่อ ดร.ดาริน (Dr.Darin Gunesekera) <5> ซึ่งได้รับการยกย่องว่าได้ทำโครงการที่อยู่อาศัยแก่ชาวสลัมโดยอาศัยวิธีการทางธ ุรกิจที่ไม่ได้มาจากการอุปถัมภ์จากองค์กรการกุศลแต่อย่างใด จนองค์การอโชก้า ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนผู้รังสรรค์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้การยกย่อง
ดร.ดารินพาไปดู Sahaspura Apartment <6> ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 2.5 acres (6.3 ไร่) ที่ Baseline Mawatha เขต 8 ของนครโคลอมโบ ณ ที่นั้น มีแฟลตสูง 14 ชั้น 1 หลัง มีลิฟต์โดยสาร 6 ตัว ซึ่งจะเปิดใช้งานเต็มเฉพาะในช่วงเวลารีบด่วน อาคารนี้มีห้องชุดอยู่ 675 หน่วย แต่ละหน่วยมีขนาด 340, 400 และ 500 ตารางฟุต หรือ 31.6, 37.2 และ 46.5 ตรม. ตามลำดับ โดยชั้นล่างสุดเป็นร้านค้า โรงพิมพ์ ธนาคารและโรงเรียนอนุบาล

โครงการนี้ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 2544 เพื่อย้ายชาวสลัม 8 แห่งใจกลางเมืองออกมา ชาวบ้านยินดีย้ายเพราะได้ห้องชุดโดยไม่คิดมูลค่า มูลค่าการลงทุนในโครงการนี้คือ 600 ล้านรูปี (180 ล้านบาท) ส่วนทางราชการก็ได้ที่ดิน 8 แห่งขนาด 11 เอเคอร์ (28 ไร่) ซึ่งมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาทไปพัฒนาเป็นสิ่งอื่นต่อไป
อาคารชุดนี้มีการก่อสร้างไม่ดีนัก พบคานบางส่วนแตกร้าว และดูแลไม่ดีเท่าที่ควร เช่น มีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลมาจากดอกผลเงินฝากของค่าดูแลชุมชนที่เก็บตอนแร กเข้าจากผู้อยู่อาศัย เป็นเงิน 25,000 รูปี (7,500 บาท) ต่อห้องชุด แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อน ก็อาจค่อย ๆ ผ่อนจ่ายภายในกำหนด 5 ปีก็ได้ นอกจากนี้ค่าดูแลยังได้มาจากการให้เช่าร้านค้าที่ชั้นล่างของอาคาร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 ร้าน ๆ ละ 200 ตร.ฟุต (18.6 ตรม) ในราคาห้องละประมาณ 1,000 บาท
และโดยที่การดูแลชุมชนยังไม่ดีนัก ทำให้มูลค่าโครงการไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ราคาปัจจุบันคือ 265,000, 312,000 และ 390,000 บาทสำหรับห้องชุดขนาด 31.6, 37.2 และ 46.5 ตรม. ตามลำดับ (ตรม.ละ 8,400 บาท) รวมมูลค่าห้องชุดทั้งโครงการวันนี้ คงเป็นเงินประมาณ 210 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.6% ต่อปีในขณะที่เงินเฟ้อสูงถึง 12.1% นอกจากนี้สำหรับห้องชุดที่อยู่ชั้นสูงกว่า ก็ไม่ได้มีราคาที่แพงกว่าแต่อย่างใด ทั้งนี้คงเป็นเพราะบางคนไม่ชอบอยู่บนที่สูง และภูมิทัศน์โดยรอบก็ไม่ได้มีอะไร “น่าตื่นเต้น”
ดร.ดาริน พาไปดูพื้นที่หนึ่งใน 8 แห่งที่รื้อสลัมไปแล้ว พบว่า นับจนบัดนี้ ทางราชการก็ยังไม่ได้นำที่ดินเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นอื่น ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ดร.ดารินพยายามจะขยายแนวคิดการย้ายชุมชนแออัดโดยอาศัยแนวคิดที่เป็นจริงด้านการ เงิน โดยตั้งใจจะขยายไปอาฟริกา ยุโรปตะวันออกและอื่น ๆ แนวคิดของ ดร.ดารินพิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาสลัมนั้น ต้องใช้วิธีการที่เป็นจริงทางธุรกิจและการเงิน ดร.ดารินกล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาสลัมไม่อาจทำได้ด้วยการสงเคราะห์อย่างที่องค์กรสงเคราะห์ภาคเอกชน (NGOs บางส่วน) นิยมทำกัน

ชาวบ้านชอบอยู่แฟลตไหม
ในสมัยที่กรุงเทพมหานครเริ่มมีแฟลตดินแดง มีนักวิชาการบางคนบอกว่า แฟลตไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทย แต่ในที่สุดกาลเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แฟลตหรือห้องชุดได้รับการต้อนรับจากประชาชนทั่วไป จนกระทั่งชาวบ้านซื้ออยู่อาศํยกันเองอย่างมากมาย โดยไม่ต้องให้รัฐบาลสร้างให้อยู่อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป
ผลการศึกษาระดับมหาบัณฑิตของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ ที่อ้างแล้วตาม <6> พบว่า แม้ชาวบ้านที่ย้ายเข้าอยู่ใน Sahaspura Apartment จะรู้สึกว่าห้องชุดของตนจะคับแคบกว่าบ้านสลัมเดิม แต่ก็รู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่อาศัยในโครงการอาคารชุดนี้ พวกเขาภูมิใจที่ได้มาอยู่อาศัย ชาวบ้านบางคนถึงขนาดบอกว่าในยามค่ำคืนที่แต่ละห้องเปิดไฟ รู้สึกเหมือนว่าโครงการนี้เป็นเหมือนสรวงสวรรค์ (ท่ามกลางสลัมโดยรอบ) หลังจากย้ายเข้ามาอยู่แล้ว มีญาติมิตรไปเยี่ยมบ้านกันบ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงปีแรก ๆ เพื่อนบ้านเดิมก็อยากมาเยี่ยมชมอาคารชุดนี้ (ที่เหมือน “ถูกหวย” ได้เปล่ามา) และผู้อยู่อาศัยก็อยากโชว์กับเพื่อนบ้านเดิม จนถึงวันนี้ก็ยังมีผู้คนไปเยี่ยมเยียนกันมากไม่ขาดสาย ซึ่งต่างจากห้องชุดของไทยที่ค่อนข้างเงียบในตอนกลางวัน
โดยสรุปแล้ว แม้ชาวสลัมในกรุงโคลอมโบจะไม่เคยถูกย้ายเข้าอาคารชุดเลย แต่พวกเขาก็รู้สึกกลมกลืน มีสภาพเป็นชุมชน และที่สำคัญมีมาตรฐานการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ตนเองดูดี มีระดับ เป็นที่เชิดหน้าชูตามากขึ้น


ย้อนมองดูประเทศไทย
เมื่อปี 2528 ผมสำรวจพบสลัมในกรุงเทพมหานครถึง 1,020 แห่ง เป็นข่าวใหญ่โตจนลงไทยรัฐหน้า 1 <7> ต่อมาผมยังได้สำรวจสลัมจากทุกจังหวัดทั่วประเทศอีกเกือบ 400 แห่ง อย่างไรก็ตามจำนวนสลัมในประเทศไทยก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีขึ้นตามลำดับ เราเคยมีโครงการย้ายสลัมไปอยู่แฟลตครั้งแรกคือแฟลตดินแดงเมื่อปี 2508 ซึ่งต่อมาชาวสลัมส่วนมากก็ย้ายออก เพียงเพราะได้เงินก้อนโตจากการเซ้งสิทธิ์ให้คนอื่น แล้วไปบุกรุกสร้างสลัมแห่งใหม่ ส่วนผู้เซ้งสิทธิ์ก็แทบจะอยู่ฟรี เพราะค่าเช่าถูกกว่าค่าดูแลเสียอีก และสุดท้ายเมื่ออาคารหมดอายุขัยทางเศรษฐกิจ สมควรรื้อ ก็กลับไม่ยอมย้ายออก <8>
นอกจากนี้ไทยเรายังเคยมีการทำโครงการแบ่งปันที่ดิน (land sharing) คือการย้ายชาวบ้านในสลัมบุกรุก ให้ไปอยู่ส่วนด้านหลังของที่ดินโดยสร้างแฟลตให้อยู่หรือไม่ก็แบ่งปันที่ดินแปลง เล็ก ๆ ให้อยู่ แล้วเจ้าของที่ดินก็เอาที่ดินส่วนด้านหน้าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าไปใช้ป ระโยชน์ ปรากฏว่า โครงการเหล่านี้ได้รับการกล่าวขานถึงความสำเร็จไปทั่วโลก แต่ความจริงพอชาวบ้านได้ที่ดินหรือแฟลตไปแล้ว ก็เอาไปขายกัน ที่เหลืออยู่ ก็ไม่ยอมผ่อนชำระ จนในที่สุดการเคหะแห่งชาติต้องยกหนี้ให้เสียเฉย ๆ เท่ากับการได้ทรัพย์สินไปฟรี ๆ ล่าสุดกรณีย้ายชาวสลัมใต้สะพานไปอยู่ที่ใหม่โดยให้เช่าระยะยาว 30 ปี รัฐบาลลงทุนไปหลายร้อยล้าน แต่เก็บเงินชาวบ้านได้นิดเดียว คือรัฐให้ชาวบ้านผ่อนเดือนละ 1 บาทต่อตารางวาเป็นเวลา 15 ปี ชาวบ้านบางส่วนก็ยัง “เบี้ยว” เสียอีก
ประเด็นนี้อยู่ที่แนวคิด กล่าวคือ หากชาวบ้านได้ “ของ (เกือบ) ฟรี” ชาวบ้านย่อมไม่เห็นคุณค่า เพราะไม่ได้ลงทุนเอง แต่เป็นเสมือนการ “ถูกหวย” ดังนั้นจึงควรให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการร่วมลงเงิน นอกจากนี้ยังอยู่ที่การจัดการ กล่าวคือ หากสร้างชุมชนใหม่แบบ (เกือบ) ฟรี เช่น สถานสงเคราะห์ให้อยู่ ชาวบ้านก็ไม่ควรมีสิทธิเอาไปขายต่อทำกำไร ถ้าไม่อยู่ก็ควรโอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้ชาวสลัมที่เดือดร้อนอื่นมาอ ยู่แทน เป็นต้น
แนวคิดการย้ายสลัมในกลางเมืองออกเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพื่อนำกำไรหรือดอกผลไปพัฒนาประเทศ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ขณะเดียวกันชาวสลัมเองก็จะได้รับการอุ้มชูด้วยการสร้างแฟลตให้อยู่ในที่เดิมหรื อย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ตนจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพย์สิน การทำเช่นนี้จึงถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (win – win) และควรได้รับการสนับสนุน
การช่วยเหลือชาวสลัมหรือผู้ด้อยโอกาสอื่นในสังคมนั้น ต้องช่วยบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่ไปไล่รื้อโดยไม่รับผิดชอบ หรือปล่อยให้กลายเป็นผู้โชคดี “ถูกหวย” เพราะการแก้ปัญหาเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เช่น Land sharing ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ความจริงกลับล้มเหลว เป็นต้น การที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยเฉพาะเงิน เพื่อสร้างความผูกพันในทรัพย์สินและชุมชนนั้น
การแก้ปัญหาสลัมจึงไม่ใช่การสงเคราะห์ (relief) เป็นเพียงเพื่อปลดเปลื้องปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการจัดหาที่อยู่อาศัยที่ยึดถือความเป็นจริงทางการเงิน มีการวางแผนที่ดี การสงเคราะห์เป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้น แต่ไม่อาจนำไปสู่การมีบ้านที่ดีของประชาชน ผมจึงจั่วหัวว่า ”หนึ่งพันแม่ชีเทเรซาก็ช่วยสลัมไม่ได้!”


หมายเหตุ
<1> ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ที่สำรวจพบสลัมจำนวนมากที่สุดในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2528 และสำรวจสลัมทั่วประเทศ ดร.โสภณมีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์ส ิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประ เทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org
<3> เป็นแม่ชีชาวอิตาลีที่อุทิศตนช่วยเหลือคนจนในอินเดีย โดยเฉพาะในนครกัลกัตตา โปรดดูรายละเอียดได้ที่ http://www.catholic.or.th/archive/motherterasa/mt1.html

<4> องค์การอโชก้า (www.ashoka.org) เป็นผู้ประสานงาน และมีคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ อดีตประธานเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้อุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายสำหรับนักพัฒนาเอกชนและชาวบ้านที่ไปร่วมดูงาน ส่วนผมซึ่งไม่เคยไปศรีลังกาเลย ก็ดีใจ จึงอาสาออกค่าเดินทางและค่าที่พักเองเพราะไม่ต้องการรบกวนองค์กรใด
<5> โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Dr.Darin Gunesekera ซึ่งเป็นหนึ่งใน change maker ที่ได้รับการยกย่องจากองค์การอโชก้า ได้ที่ http://www.ashoka.org/node/3963
<6> ดูรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้พร้อมบทวิเคราะห์ในฐานะเป็นวิทยานิพนธ์มหาบัณฑ ิตของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ (MIT) ได้ที่ http://dspace.mit.edu/bitstream/1721.1/33065/1/62140496.pdf
<7> ไทยรัฐ 9 มิถุนายน 2528 และบางกอกโพสต์และเดอะเนชั่นในวันเดียวกัน (หน้า 2)
<8> โปรดอ่าน โสภณ พรโชคชัย “แฟลตดินแดง, สมบัติของแผ่นดิน” ได้ที่ http://webboard.mthai.com/5/2007-06-25/330863.html
โสภณ
21 ต.ค. 2008, 09:34
ขอค้านครับ

โปรดอ่าน

ศิลปะการพัฒนาเมือง

HI-CLASS VOL.26 NO.272 SEPTEMBER 2008 Page.60-61

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินไทย <2>



เชื่อหรือไม่ว่าบริเวณที่ตั้งปัจจุบันของกระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดีและสถาบันมะเร็งแห่งชาตินั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นสลัมหรือชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง! คือมีประชากรอยู่กันถึง 1,570 ครัวเรือนในปี 2500 (สมัยนั้นสลัมคลองเตยอันโด่งดังยังมีขนาดเล็กอยู่เลย) <3>
คำถามสำคัญก็คือ เราควรรักษาสลัมแห่งนี้ไว้ถึงวันนี้หรือไม่ นี่คือกรณีตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดของศิลปะการพัฒนาเมืองเพื่อให้เข้ากับธงนำข อง Hi-Class ฉบับ “ศิลปะกับชีวิตของคนเมือง”

ศิลปะการทำเมืองให้ดีและงาม
ถ้าวันนี้สลัมดังกล่าวยังอยู่ ก็คงเป็นแหล่งงาน แหล่งพักพิงและแหล่งโอกาสของผู้คนอีกนับหมื่นคน ตอนนี้สลัมแห่งนี้คงเติบโตเป็นอย่างน้อยประมาณ 3,000 ครัวเรือน ๆ หนึ่งประมาณ 4 คน คงแทบไม่กล้าคิดจะรื้อย้ายเสียแล้ว เพราะไม่รู้จะเอาผู้คนจำนวนมากมายนี้ไปไว้ที่ไหน
แต่ตอนนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยและเทศบาลนครกรุงเทพ (กรุงเทพมหานครในขณะนั้น) เอาจริง ได้วางแผนจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับชาวบ้านแล้วโยกย้ายชุมชนออกไป ใช้เวลาประมาณ 3 ปีจึงแล้วเสร็จ และเอาที่ดินผืนนี้มาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัย หน่วยราชการ และโรงพยาบาล ทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น ไม่มีสลัมอยู่ข้างวังสวนจิตรลดาอีกต่อไป

มีใครกล้าคิดสงวนสลัมนี้ไว้ไหม
มาถึงวันนี้ ถ้าให้เลือกระหว่างข้อหนึ่ง การคงสลัมหน้ากรมทางหลวงไว้ กับข้อสอง การรื้อไปสร้างเป็นหน่วยราชการ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลนั้น มีใครกล้าเลือกข้อแรกหรือไม่ การคงสลัมไว้ใจกลางเมืองนั้นเป็นการความสูญเสียโอกาสในการสร้างความเจริญให้กับ สังคมโดยรวม และทำให้เมืองโดยรวมขาดซึ่งศิลปะที่ดีและงาม
อย่าว่าแต่สลัมแห่งนี้เลย สลัมใด ๆ ก็ไม่ควรให้คงอยู่ เพราะถือเป็นที่อยู่อาศัยที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย แม้แต่ชาวสลัมเองก็ยังอยากให้ลูกหลานไทยเรามีโอกาสเติบใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่ดีก ว่านี้ โปรดอย่าอ้างนะว่าในสลัมมีสังคมความรัก ความเอื้ออาทรกันหอมหวาน เพราะเป็นเรื่องปั้นแต่ง ความจริงก็คือ ถ้าชุมชนสลัมมีภูมิต้านทานที่ดีจริง ยาบ้าคงไม่ระบาดหนักข้อขึ้นเช่นทุกวันนี้

ความเป็นไปได้ทางการเงิน
พูดถึงเรื่องเงิน บางคนอาจมองเป็นเรื่อง “บัดสีบัดเถลิง” แต่มันเป็นความจริง (ที่เป็นธรรม) ของชีวิต ตัวอย่างสลัมหน้ากรมทางหลวงนี้ ตั้งอยู่บนที่ดินถึง 129.26 ไร่ แสดงว่าในจำนวน 1,570 ครอบครัว ๆ หนึ่งครอบครองที่ดินไว้ 32.9 ตรว.) ถ้าที่ดินแถวนั้นสามารถขายได้ ก็จะเป็นเงินตกตารางวาละ 100,000 บาทในปัจจุบัน บ้านหลังหนึ่ง (แม้นับเฉพาะที่ดิน) ก็จะเป็นเงินอย่างน้อย 3.29 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
ถ้าเราบอกว่า เราจะยกที่ดินตรงนั้นให้ชาวสลัมอยู่ฟรี ก็เท่ากับพวกเขากลายเป็นคนจนประเภทอภิสิทธิ์ชน เพราะคนจนอื่น ๆ ขาดโอกาสนี้ ส่วนคนชั้นกลางต้องอดออมทั้งชีวิตเพื่อให้สามารถซื้อบ้านไกลถึงชานเมือง ต้องทนออกจากบ้านตีสี่ตีห้าเพื่อเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง
ในทางตรงกันข้าม ถ้าให้พวกเขาเช่าบ้านในบริเวณใกล้เคียง ครอบครัวหนึ่งอาจต้องเสียค่าเช่าประมาณ 2,000 บาท (ไม่รวมน้ำ-ไฟ ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ต้องเสียอยู่แล้ว) หรือปีละ 24,000 บาท หากประมาณการเป็นมูลค่าตามสูตรทางการเงิน (มูลค่า = ค่าเช่า หารด้วยอัตราผลตอบแทน ซึ่งสมมติเป็น 10%) ก็จะเป็นเงินครอบครัวละ 240,000 บาท ดังนั้นมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่ชาวสลัมอยู่กัน 1,570 ครอบครัว จึงรวมกันเป็นเงิน 376.8 ล้านบาท
ในขณะที่ที่ดินทั้งแปลงตกเป็นเงินประมาณ 5,170.4 ล้านบาท (129.26 ไร่ ในขณะที่ 1 ไร่ = 400 ตรว. และ 1 ตรว. = 100,000 บาท) ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ในการชดเชยแก่ผู้อยู่อาศัย ด้วยเงิน 376.8 ล้านบาทนั้น เป็นสัดส่วนเพียง 7.3% ของมูลค่าที่ดินเท่านั้น เราจึงควรจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว การปล่อยเนิ่นนานออกไปจะเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาที่ดิน

ศิลปะกับความเจริญงอกงาม
ในการพัฒนาเมืองนั้น บางครั้งเราก็มีแนวคิดที่จะทำให้เมืองไม่หนาแน่นเกินไป พยายามกระจายความเจริญออกสู่ภายนอก แต่ก็กลับกลายเป็นการทำให้เมืองขยายตัวอย่างไร้ระบบ ทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการให้บริการสาธาณูปโภคต่าง ๆ ดังนั้นในอีกแง่หนึ่งเราควรทำให้เมืองมีความหนาแน่นโดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเศรษ ฐกิจของเมือง
ในใจกลางกรุงเทพมหานครมีสลัมอยู่มากมาย นั่งทับที่ดินราคาแพงไว้ ถ้าเราสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้ชาวสลัมอย่างเป็นธรรมต่อพวกเขาและสังคม แล้วนำที่ดินราคาแพงเหล่านี้มาใส่สาธารูปโภคให้ดีและจัดสรรเพื่อพัฒนาในเชิงพาณ ิชย์ (เช่น อาคารสำนักงาน) ก็จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความเป็นระบบ
ธรรมชาติของสำนักงานใจกลางเมืองนั้นจำเป็นต้องอยู่รวมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต ่อผู้มาติดต่อ ส่งผลให้มูลค่าของสำนักงานมีสูงขึ้นกว่าการที่ต่างคนต่างอยู่ ที่สิงคโปร์ เขาก็ทำอย่างนี้ ทำให้การพัฒนาเมืองมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ <4>

แนวคิดนี้จะทำได้หรือ
ทำได้หรือไม่ได้ในทางอสังหาริมทรัพย์นั้น พื้นฐานขึ้นอยู่กับกายภาพ การตลาด การเงิน และข้อกฎหมาย ซึ่งข้อเสนอข้างต้น มีความเป็นได้ครบถ้วนอยู่แล้ว แต่การที่จะทำจริงนั้น คงไม่ได้อยู่ที่การอ้างแต่ข้อกฎหมาย ความเป็นไปได้ยังต้องอาศัยการให้การศึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย เพื่อให้คนส่วนใหญ่เกิดความร่วมมือ
ยิ่งกว่านั้นความน่าเชื่อถือของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลก็เป็ นประเด็นสำคัญเช่นกัน เพราะบางครั้งประชาชนเกิดไม่เชื่อถือรัฐบาลขึ้นมา หรือมีข้อแคลงใจว่ารัฐบาลจะคอรัปชั่น ก็คงลำบาก ซึ่งข้อนี้อาจโทษประชาชนไม่ได้เต็มปากนักว่าขัดขวางความเจริญของชาติ ด้วยที่ผ่านมาเมืองไทยยังไม่เคยมีนักการเมืองไทยคนไหน ยอมตายเพื่อชาติและประชาชนให้เห็นเลยสักคน
โดยสรุปแล้ว ศิลปะการทำให้เมืองมีลักษณะที่ “ดี-งาม” นั้น จึงหมายถึง “ดี” ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยปละละเลยให้รกรุงรัง และขณะเดียวกันก็มีความ “งาม” ที่ทำให้เมืองมีศรีสง่า ศิลปะที่ดีงามเช่นนี้ของเมืองจะทำให้เมืองมีความยั่งยืนและเอื้อประโยชน์ต่อลูก หลานตลอดไป


หมายเหตุ
<1> เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> ทะเบียนมูลนิธิเลขที่ กท.1075 เป็นองค์กรที่มุ่งให้ความรู้ด้านการประเมินค่าทรัพย์สินและการพัฒนาเมืองแก่ประ ชาชนทั่วไป ถือเป็นองค์กรวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจการคึกคักต่อเนื่องที่สุดแห่งหนึ่ งในปัจจุบัน

<3> กระทรวงมหาดไทย. การปรับปรุงแหล่งชุมชนบริเวณหน้ากรมทางหลวงแผ่นดิน. พระนคร.2505

<4> โปรดอ่านเพิ่มเติมใน “สัจธรรมเกิด-ดับในวงการอสังหาริมทรัพย์” ในหนังสือ “ส่องอสังหาฯ ต่างแดน” โดย ดร. โสภณ พรโชคชัย. กันยายน 2548
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market208.htm
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats