“3 เกลอ 3 มุม”
การเมืองใหม่-การเมืองภาคประชาชน ?

 
     
 
 
 
จินตนา แก้วขาว ให้ข้อมูล กระบวนการพิจารณาอีไอเอ.ต้องมองสองด้าน
 
     
 
กับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ข้อเสนอการเมืองใหม่ ที่อ้างว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน วันนี้ “กองบรรณาธิการเสียงประชาคม” พาไปฟัง ตัวจริง เสียงจริง ของกลุ่มคนที่อยู่กับการเมืองภาคประชาชน จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด สุพจน์ ส่งเสียง และ วิฑูรย์ บัวโรย 2 แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง เปิดทัศนะอย่างตรงไปตรงมา
หวังว่า ความเห็นของพวกเขาคงไม่ซ้ำรอยปรากฏการณ์ “ศรราม เทพพิทักษ์”
 
     
 
 
 
จินตนา แก้วขาว
 
     
 

ข้อเสนอเรื่อง ส.ส. มาจากการเลือกตั้งแค่ 30% และมาจากการแต่งตั้ง 70% มีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง

จินตนา  : พี่มองเรื่องนี้เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเมืองใหม่ กับการเลือกตั้งส.ส.ซึ่งให้มีระบบเลือกตั้งแค่ 30% และแต่งตั้ง 70% ต้องแยก 2 ส่วน พี่เห็นด้วยในกรณีการเมืองใหม่ เพราะการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้มาจากระบบทุนและพรรคพวก ฉะนั้นการที่มีนักการเมืองที่มาจากทุน ก็แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพรรคพวก ประโยชน์ของประชาชนมาทีหลัง กรณีนี้เราแยกส่วนออกมาว่า ถ้าเราพูดถึงการเมืองใหม่ซึ่งมีประชาชนเป็นฐาน ยึดกระบวนการมีส่วนร่วม เราคิดถึงไม่มีทุนและนักการเมือง เราคิดถึงไม่มีพรรคพวกของนายทุนและนักการเมืองอันนี้ย่อมจะมีผลดีกับประชาชน เพราะประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการเมืองใหม่  หมายความว่าสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น เปิดเผยและสง่างาม

ถ้าเรามองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่าเหมือนกับการใช้ลักษณะการเคลื่อนไหวกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ พี่แยกส่วนออกจากการแต่งตั้งแล้วนะ การมองการเมืองใหม่ของพี่จะมองนิยามของการเมืองใหม่ว่า ให้มีศูนย์กลางคือประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีผลประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรโดยนายทุน ทุนเอาทรัพยากรของเราไปบริหารจัดการเอง โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เรามองประเด็นนี้ว่าเห็นด้วยต่อการพัฒนาการเมืองให้มีศูนย์กลางของประชาชน

แต่อีกแง่หนึ่งในส่วนของการเลือกตั้ง 30% กับ 70% ที่มาจากการแต่งตั้ง อันนี้ราไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเราจะพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าการสรรหา 70% ซึ่งมันมากกว่า 30% เราคิดว่า 70% นี้เราไม่ได้เป็นคนเลือก ถึงแม้ว่าเราเลือกไปแล้วเราจะไม่ได้อย่างที่พอใจ เพราะว่าการเมืองปัจจุบันนี้ถ้าเราทำให้การเมืองใหม่เกิดไม่ได้จริง เท่ากับว่าเราก็ยังอยู่ในวังวนของการเมืองแบบซื้อเสียง

ฉะนั้นการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนให้ประชาชนสามารถควบคุมการเลือกตั้งได้เอง การเมืองไม่สามารถควบคุมการมีการอยู่ของส.ส. เราลำบาก เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นว่าถ้าเราลำบากจากการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเราแพ้อำนาจเงิน เราต้องไปเอาการเมืองที่มาจากการสรรหาคิดว่ายังไม่ถูก เพราะการสรรหาจะเป็นการสรรหาที่เราไม่รู้เลยว่าใคร เราจะได้ใคร อันนี้เรายังไม่เห็นด้วย ในส่วนของการเลือกแทนเรา แต่เห็นด้วยในมุมของพันธมิตรที่ว่า ต้องสร้างสรรค์การเมืองใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีสิทธิกำหนด ให้ประชาชนมีส่วนในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น ไม่ใช่ให้คนที่มาจากการเลือกตั้งมาคิดแทนเรา

สุพจน์ : ถ้าเป็นเรื่องของการเมือง เท่าที่เราสัมผัสมาตลอดเรื่องการเมืองถึงจะเปลี่ยนแปลปงระบบยังไงก็แล้วแต่ แต่เรามองว่ามันอยู่ที่จิตสำนึกคือคนส่วนใหญ่ก็คนเดิม สังเกตเรื่องพรรคไหม คือเปลี่ยนไปพรรคโน้นพรรคนี้ เปลี่ยนตลอดเวลา แต่ถามว่าคนก็วนอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นคือตรงนี้เองระบบก็ส่วนหนึ่งที่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานได้ แต่หลักใหญ่คือว่าเค้ายังเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคือไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบบยังไงก็แล้วแต่ ความคาดหวังของประชาชนจากที่สัมผัสที่ผ่านมา ยังมีปัญหาเรื่องจิตใต้สำนึกของคนอยู่เยอะ
ถ้าเรามองกลับเลย การพัฒนาประเทศต้องย้อนกลับไปมากๆเลย เรามานั่งนึกตัวเองว่าตอนนี้เราทำอะไรกับเด็กหรือเปล่า เอาตั้งแต่เยาวชนเลยดีกว่า เราอ้างว่าเราพยายามที่จะพัฒนาประเทศ แต่คนเราไม่เคยพัฒนาเลย คือตั้งแต่เด็กเรายังโกงนมเด็กอยู่ เรายังไม่ช่วยเหลือเด็กเลย ถามว่าเด็กโตขึ้นมาก็ไม่มีคุณภาพ มันก็กลับมาเป็นเหมือนที่ผู้ใหญ่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต้องตัดช่วง ตัดช่วงหมายความว่าต้องพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ยังไง เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผมมองว่าถึงเวลาเอาเข้าจริงใครเสียผลประโยชน์ใครก็ไม่ยอม ก็เอาเหตุผลของตัวเองที่คิดได้ในส่วนของตัวเองที่เสียผลประโยชน์ หรือได้ไม่ได้อะไรมาคิดมาทำกัน ก็ดูรัฐธรรมนูญ พอแก้ 40 เป็น 50 พอมา 50 จะแก้กลับเป็น 40 ถามว่าทำเพื่ออะไรกัน ถ้าไม่ไปกระทบเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่มีความเห็นให้ว่าอันไหนจะดีกว่ากัน เพราะว่าเท่าที่เห็นพอเปลี่ยนระบบมาปุ๊บ อย่างที่บอกว่าจุดสำคัญใหญ่อยู่ที่จิตสำนึกของคนเป็นหลักไม่ใช่อยู่ที่ระบบ

วิฑูรย์  : มันก็ต้องเป็นไปจากประชาชน เลือกจากประชาชนน่ะดีอยู่แล้ว แต่ว่ากระบวนการสรรหาเราไม่เห็นด้วย เพราะเท่าที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดตรงที่ประชาชน  ผลที่ได้รับเท่านั้นที่ตกอยู่กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐที่ส่งมาในแต่ละพื้นที่  อยากจะให้มีการให้ประชาชนมีสิทธิ มีส่วนร่วมในการที่จะเข้าไปตรวจสอบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย น่าจะดีกว่า

 
     
 
 
 
วิฑูรย์ บัวโรย
 
     
 

ในส่วนของการเมืองภาคประชาชน ณ ปัจจุบันคิดว่ามีการพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว

จินตนา : ถ้าเรามองในส่วนของประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมือง เช่น ชาวบ้านที่ประจวบฯ กับกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าตื่นตัวสูง และมีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น เช่น การลุกขึ้นมาตรวจสอบรัฐ ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ตรวจสอบการใช้อำนาจกลโกงต่างๆ ตรวจสอบองค์กรอิสระซึ่งองค์กรอิสระต้องอิสระจริงๆ ที่ผ่านมาองค์กรอิสระที่ผ่านมาถูกจับได้จากภาคประชาชนที่ลุกขึ้น และมีความตื่นตัว ตรวจสอบจนรู้ว่าองค์กรนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง หรือการเคลื่อนไหวโดยใช้ท้องถนนอันนี้ถือว่าเป็นการเมืองภาคประชาชนระดับหนึ่ง ถ้าเรามองการเมืองภาคประชาชนมองว่ามีการพัฒนาสูง มีการตื่นตัวสูง สูงขึ้นมากในระยะเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา
ถ้าเรามองจากประจวบฯ ชาวบ้านประจวบฯลุกขึ้นต่อสู้โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถามว่าเราทำให้สังคมยอมรับว่า การลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านซึ่งไม่มีใครที่เป็นตัวแทนของการเมืองเลย ไม่มีใครเป็นตัวแทนของระบบการเมืองท้องถิ่น ของภาคหรือของจังหวัด เห็นได้ชัดว่านี่คือการตื่นตัวของประชาชนในการใช้การเมืองภาคประชาชน ตัวชาวบ้านเองยังไม่เข้าใจว่าการเมืองภาคประชาชนคืออะไร บางคนหาว่าการเมืองภาคประชาชนคือประชาชนจะเล่นการเมือง อันนี้เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าการเมืองภาคประชาชนก็คือการตื่นตัวขึ้นตรวจสอบการใช้อำนาจ ไม่ใช่ว่าเราเลือกตั้งเสร็จ ยอมงอมืองอเท้าให้กับคนที่ขึ้นมาเป็นนักการเมือง  

สุพจน์ : ทั้งหมดทั้งมวลถ้าเรามาเรียกว่าเรื่องการเมือง การเมืองมีขึ้นมาเพื่อบริกหารประเทศเป็นหลัก แต่การบริหารประเทศจริงกลับคิดจากข้างบนลงมาข้างล่าง คือหมายความว่าเ รามานั่งนึกดูว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในการที่เราจะเอาสาเหตุมันจริงๆไหม หมายความว่าเหมือนคนเป็นโรค นักวิทยาศาสตร์เค้าจะต้องมาดูโมเลกุลที่เล็กสุดของมันว่ามันคืออะไร จะต้องเข้ากล้องจุลทรรศน์ จะต้องตีแผ่ออกมาว่าเดิมทีระดับจุลภาคคืออะไรก่อน ไม่ใช่ว่าคิดมาจากภาคธุรกิจข้างบนแล้วก็บังคับให้ข้างล่างเอาด้วย มันไม่ใช่

ทั้งหมดทั้งมวลในการบริหารประเทศ นักการเมืองเองมาเพื่อที่จะพัฒนาประเทศ แต่การพัฒนาประเทศถูกคิดจากข้างบนลงล่าง คือภาคการเมืองประชาชนเรา ก็ควรที่จะถามปัญหาจากล่างขึ้นไปข้างบนว่า ชาวบ้านในท้องถิ่นเค้าจะเอาอะไรหรือไม่เอาอะไรแล้วค่อยไปคิดบริหารกัน คือเรามานั่งมองตั้งแต่ว่าสภาพัฒน์ฯเลย สภาพัฒน์ฯ เป็นคนชงเข้าไปในคณะรัฐมนตรีว่าควรจะทำอะไรเมื่อไหร่ก็คือการบริหารประเทศ ทำไมเราไม่มามองว่าพื้นที่ท้องถิ่นตรงนี้มีอะไรอยู่ ศักยภาพของพื้นที่มีอะไร แล้วคนเค้าชำนาญอะไร คนถนัดอะไร แล้วก็เอาตรงนั้นมาคิดพัฒนาต่อยอดเค้า แล้วค่อยขึ้นไปข้างบนไปคิดแผนระดับชาติ แต่กลับเป็นว่าให้ทุนคนกลุ่มหนึ่งไปชงเรื่องหนึ่งเรื่องว่า ผมต้องการทำตรงนี้ ในพื้นที่ตรงนี้ แล้วก็เอาความคิดของคนกลุ่มนี้เข้าครม.ไปเป็นพัฒนาประเทศ แล้วเอาลงมาข้างล่างมันก็มีปัญหาทั่วประเทศ พอลงไปจริงมันมีปัญหา ชาวบ้านไม่ยอมรับ มีปัญหามันก็มีประเด็นนู่นประเด็นนี่ หาว่าคนค้านไม่จริงบ้างไปตามเรื่องตามราวอีก

เพราะฉะนั้นการเมืองภาคประชาชนคืออย่างที่บอกว่า ต้องให้สิทธิของประชาชนระดับล่างจริงๆ ต้องให้สิทธิ์จริงๆไม่ใช่ให้สิทธิ์แต่ในรัฐธรรมนูญ พอเอาเข้าจริงไม่มีอย่างนี้ หมายความว่าบุคคล กลุ่มบุคคลย่อมมีสิทธิ์ แต่เวลาบุคคล กลุ่มบุคคล เล็กๆน้อยๆพอไปหาคณะรัฐมนตรีหรือไปหากระทรวงอะไรต่างๆ ก็ไม่ให้สิทธิ์เขา ไปยื่นหนังสือรัฐมนตรีมารับไหม ไม่มา ต้องรวมคนเป็นหมื่นถึงจะมา เพราะฉะนั้นคำว่าบุคคล กลุ่มบุคคลย่อมมีสิทธิ์ต้องทำให้มีสิทธิ์จริงอย่างที่บอก คนเดียวคุณก็ต้องมารับ สมมติว่าเขาต้องการเจอกับรัฐมนตรี ถ้าคุณมารับ คนเดียวมายื่นหนังสือกับรัฐมนตรีได้ เขาก็ไม่ต้องรวมคนเป็นพันเป็นหมื่น ดังนั้นคือทำในสิ่งที่เขียนไว้ถูกแล้ว คือขบวนการทั้งหมด เรามองว่ามันคิดก่อนเขียนแต่พอเขียนแล้วไม่ไปทำตามที่เขียน มันก็คือไม่ได้ทำตามที่คิดปัญหามันก็เกิดตลอดมา

วิฑูรย์ : การเมืองภาคประชาชน ณ ปัจจุบันนี้คือ สิ่งที่เรามองดูแล้วเป็นปัญหา คือส่วนมากจะเป็นพวกทุนข้ามชาติพวกนี้ ที่ว่า เข้ามาละเมิดสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง  ยกตัวอย่างเหมือนมาบตาพุด ระยอง แม้กระทั่งวัดวาอารามที่เป็นโบราณสถาน เมื่อนิคมอุตสาหกรรมกำหนดให้เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้วปัญหาที่ตามมาก็คือ วัดเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ตรงไหน วัดที่เคยมีซึ่งเป็นโบราณสถาน เข้ามาทำลายสิทธิของชาวบ้าน สิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบ้านในการที่จะดูแลรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเอง ไอ้ตรงนี้ยังรุนแรง และในพื้นที่อำเภอบางสะพานก็ ละเมิดสิทธิชุมชน การที่ชาวบ้านออกมาคัดค้านเพื่อที่จะหวงแหนทรัพยากรของเค้า แต่คุณกลับใช้ข้อกฎหมายในการที่ว่าจัดการกับชาวบ้าน ซึ่งมันไม่มีความเป็นธรรม

 
     
 
 
 
สุพจน์ ส่งเสียง
 
     
 

คิดว่าการเมืองปัจจุบันช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรงถลุงเหล็กได้หรือไม่

จินตนา : ปัจจุบันนี้การเมืองใช้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเรามองว่าการเมืองทุกวันนี้คือนายทุน เรามองว่าระบบของนักการเมืองคือระบบนายทุน จัดสรรผลประโยชน์ตัวเอง เช่นเวลานี้ยังไม่รู้พรรคไหนจะโดนยุบ ยังไม่รู้ว่าสภาจะยุบไหม เมื่อสภายุบนักการเมืองต้องมีทุน ทุกคนพร้อมที่จะหาทุนมาเก็บเป็นรองรัง แล้วก็ไปลงหาเสียงเลือกตั้ง
ถ้าเรามองอย่างนี้การเมืองจะเป็นที่หวังของประชาชนไม่ได้ เขาไม่ได้เป็นคนเดือดร้อนไม่ได้มองว่ารัฐธรรมนูญบอก มาตรา 66, 67 ชาวบ้านมีสิทธิในการปกป้องทรัพยากรตัวเอง นักการเมืองมองประเด็นนี้ไหม ไม่ได้มอง ไม่ได้มองสิทธิชุมชนทั้งๆที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิชุมชน ถามว่าทำไมนักการเมืองถึงอยากแก้รัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญนี้ชาวบ้านเข้มแข็ง ชาวบ้านมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ นักการเมืองเลยมองว่าทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งเกินไป  ใช้รัฐธรรมนูญมากเกินไป จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สิทธิเสียงของประชาชนหมดไป
ฉะนั้น เรามองว่าการเมืองปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ ที่นักการเมืองปัจจุบันนี้จะเอาการเมืองไปเอื้ออิงผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าเรามองมาตราที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชนทั่วไป ชาวบ้านมีสิทธิฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ ชาวบ้านมีสิทธิในการรักษาทรัพยากร นักการเมืองยอมไหม ไม่ยอม เพราะถ้าสิทธิชาวบ้านมีมากขึ้น นักการเมืองอนุญาตให้สร้างอะไรก็ไม่ได้เลย เมื่ออนุญาตไม่ได้ เงินรองรังในการเลือกตั้งแทบจะไม่มี นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด

สุพจน์ : คือถ้าในฐานะชาวบ้านแล้วเราเองมาสัมผัสหรือว่าเราก็เป็นแกนนำของชาวบ้านเหมือนกัน เราก็ได้รู้เรื่องทั้ง 2 มิติ รู้เรื่องมิติความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วย เราเองก็เดือดร้อนด้วย แล้วไปรับรู้เรื่องมิติการทำงานของภาครัฐด้วย เชื่อว่าจากเสถียรภาพการทำงานของภาครัฐที่เราเห็นอยู่ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบไหนก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ ประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยตัวเอง
เพราะว่าทุกคนคิด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอำนาจอยู่ในภาครัฐหรือในองค์กร กระทรวงอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ถึงเวลาเอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เขาจะคิดไปตามระบบระเบียบของเขาโดยที่ไม่ได้เอาหัวใจมาคิด แต่เอาบทบาทหน้าที่การงานมาทำ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหามันต้องเอาหัวใจทำและต้องลงมาลึกจริงๆว่าชาวบ้านเดือดร้อนจริงหรือไม่ เหตุผลที่เข้าค้านคืออะไรอย่าไปมองว่าเขามากหรือน้อย คนที่ค้านอย่าไปมองว่าคนหยิบมือเดียวหรือคนไม่มาก แต่ให้มองว่าเรื่องที่เขาค้านมันคืออะไรและกลับไปแก้เรื่องนั้นๆมันจะแก้ปัญหาได้

วิฑูรย์ : พูดถึงปัญหาแล้ว เราว่า มันต้องไปแก้ที่นโยบายมากกว่า เพราะปัญหาตรงนี้มันเป็นปัญหาที่หน่วยงานของรัฐซึ่งได้มีนโยบายมาเพื่อที่จะสร้างโรงถลุงเหล็กที่นี่ มันน่าจะแก้ไขที่ตรงนโยบาย

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

โสภณ
21 ต.ค. 2008, 09:39
เห็นต่างครับ

เห็นต่างแนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market156.htm

โปรดดู version ที่เป็นจดหมายเปิดผนึกได้ที่ ประชาไท กรกฎาคม 2550

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” <3> ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” และเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:


“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี”

การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่
การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมง หรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินจึงเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประ ชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี

อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลใ นการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์หรือวัดวาอารามยังถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะมาแล้ว <4> แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความเอื้อ อาทรเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เ ป็นธรรม <5> ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต ่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งห วังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้ กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง

โดยสรุปแล้ว การซื้อหรือการเวนคืนทรัพย์สินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความจำเป็นที่ต ้องมีการสร้างโครงการสาธารณูปโภคใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศและความผาสุกของประชาชน อย่างไรก็ตามบุคคลหรือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และได้รับค่าทดแทนที่สมเหตุสมผล ครบถ้วนและทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยหลักวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินที่สามารถพิสูจน์และเป็นที่เข้าใจร่ วมกันตามเหตุผลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย


ขัอสังเกต: ข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นเรื่อง “รักท้องถิ่น” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป



หมายเหตุ
<1> นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าขอ งทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์ส ิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประ เทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org

<3> คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย โปรดอ่านที่ ประชาไท: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=85 93&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999641.html

<4> โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2548 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm

<5> โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm


*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats