ข้อเสนอเรื่อง ส.ส. มาจากการเลือกตั้งแค่ 30% และมาจากการแต่งตั้ง 70% มีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง
จินตนา : พี่มองเรื่องนี้เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเมืองใหม่ กับการเลือกตั้งส.ส.ซึ่งให้มีระบบเลือกตั้งแค่ 30% และแต่งตั้ง 70% ต้องแยก 2 ส่วน พี่เห็นด้วยในกรณีการเมืองใหม่ เพราะการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้มาจากระบบทุนและพรรคพวก ฉะนั้นการที่มีนักการเมืองที่มาจากทุน ก็แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพรรคพวก ประโยชน์ของประชาชนมาทีหลัง กรณีนี้เราแยกส่วนออกมาว่า ถ้าเราพูดถึงการเมืองใหม่ซึ่งมีประชาชนเป็นฐาน ยึดกระบวนการมีส่วนร่วม เราคิดถึงไม่มีทุนและนักการเมือง เราคิดถึงไม่มีพรรคพวกของนายทุนและนักการเมืองอันนี้ย่อมจะมีผลดีกับประชาชน เพราะประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการเมืองใหม่ หมายความว่าสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น เปิดเผยและสง่างาม
ถ้าเรามองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่าเหมือนกับการใช้ลักษณะการเคลื่อนไหวกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ พี่แยกส่วนออกจากการแต่งตั้งแล้วนะ การมองการเมืองใหม่ของพี่จะมองนิยามของการเมืองใหม่ว่า ให้มีศูนย์กลางคือประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีผลประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรโดยนายทุน ทุนเอาทรัพยากรของเราไปบริหารจัดการเอง โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เรามองประเด็นนี้ว่าเห็นด้วยต่อการพัฒนาการเมืองให้มีศูนย์กลางของประชาชน
แต่อีกแง่หนึ่งในส่วนของการเลือกตั้ง 30% กับ 70% ที่มาจากการแต่งตั้ง อันนี้ราไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเราจะพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าการสรรหา 70% ซึ่งมันมากกว่า 30% เราคิดว่า 70% นี้เราไม่ได้เป็นคนเลือก ถึงแม้ว่าเราเลือกไปแล้วเราจะไม่ได้อย่างที่พอใจ เพราะว่าการเมืองปัจจุบันนี้ถ้าเราทำให้การเมืองใหม่เกิดไม่ได้จริง เท่ากับว่าเราก็ยังอยู่ในวังวนของการเมืองแบบซื้อเสียง
ฉะนั้นการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนให้ประชาชนสามารถควบคุมการเลือกตั้งได้เอง การเมืองไม่สามารถควบคุมการมีการอยู่ของส.ส. เราลำบาก เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นว่าถ้าเราลำบากจากการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเราแพ้อำนาจเงิน เราต้องไปเอาการเมืองที่มาจากการสรรหาคิดว่ายังไม่ถูก เพราะการสรรหาจะเป็นการสรรหาที่เราไม่รู้เลยว่าใคร เราจะได้ใคร อันนี้เรายังไม่เห็นด้วย ในส่วนของการเลือกแทนเรา แต่เห็นด้วยในมุมของพันธมิตรที่ว่า ต้องสร้างสรรค์การเมืองใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีสิทธิกำหนด ให้ประชาชนมีส่วนในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น ไม่ใช่ให้คนที่มาจากการเลือกตั้งมาคิดแทนเรา
สุพจน์ : ถ้าเป็นเรื่องของการเมือง เท่าที่เราสัมผัสมาตลอดเรื่องการเมืองถึงจะเปลี่ยนแปลปงระบบยังไงก็แล้วแต่ แต่เรามองว่ามันอยู่ที่จิตสำนึกคือคนส่วนใหญ่ก็คนเดิม สังเกตเรื่องพรรคไหม คือเปลี่ยนไปพรรคโน้นพรรคนี้ เปลี่ยนตลอดเวลา แต่ถามว่าคนก็วนอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นคือตรงนี้เองระบบก็ส่วนหนึ่งที่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานได้ แต่หลักใหญ่คือว่าเค้ายังเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคือไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบบยังไงก็แล้วแต่ ความคาดหวังของประชาชนจากที่สัมผัสที่ผ่านมา ยังมีปัญหาเรื่องจิตใต้สำนึกของคนอยู่เยอะ
ถ้าเรามองกลับเลย การพัฒนาประเทศต้องย้อนกลับไปมากๆเลย เรามานั่งนึกตัวเองว่าตอนนี้เราทำอะไรกับเด็กหรือเปล่า เอาตั้งแต่เยาวชนเลยดีกว่า เราอ้างว่าเราพยายามที่จะพัฒนาประเทศ แต่คนเราไม่เคยพัฒนาเลย คือตั้งแต่เด็กเรายังโกงนมเด็กอยู่ เรายังไม่ช่วยเหลือเด็กเลย ถามว่าเด็กโตขึ้นมาก็ไม่มีคุณภาพ มันก็กลับมาเป็นเหมือนที่ผู้ใหญ่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต้องตัดช่วง ตัดช่วงหมายความว่าต้องพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ยังไง เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผมมองว่าถึงเวลาเอาเข้าจริงใครเสียผลประโยชน์ใครก็ไม่ยอม ก็เอาเหตุผลของตัวเองที่คิดได้ในส่วนของตัวเองที่เสียผลประโยชน์ หรือได้ไม่ได้อะไรมาคิดมาทำกัน ก็ดูรัฐธรรมนูญ พอแก้ 40 เป็น 50 พอมา 50 จะแก้กลับเป็น 40 ถามว่าทำเพื่ออะไรกัน ถ้าไม่ไปกระทบเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่มีความเห็นให้ว่าอันไหนจะดีกว่ากัน เพราะว่าเท่าที่เห็นพอเปลี่ยนระบบมาปุ๊บ อย่างที่บอกว่าจุดสำคัญใหญ่อยู่ที่จิตสำนึกของคนเป็นหลักไม่ใช่อยู่ที่ระบบ
วิฑูรย์ : มันก็ต้องเป็นไปจากประชาชน เลือกจากประชาชนน่ะดีอยู่แล้ว แต่ว่ากระบวนการสรรหาเราไม่เห็นด้วย เพราะเท่าที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดตรงที่ประชาชน ผลที่ได้รับเท่านั้นที่ตกอยู่กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐที่ส่งมาในแต่ละพื้นที่ อยากจะให้มีการให้ประชาชนมีสิทธิ มีส่วนร่วมในการที่จะเข้าไปตรวจสอบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย น่าจะดีกว่า |