|
| |
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
กะเทาะเปลือก การเมืองภาคประชาชน |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ บ้างว่า เขาคือ เอ็นจีโออาวุโส ที่เป็น สะพานเชื่อม ระหว่างรัฐและการเมืองภาคประชาชน
กองบรรณาธิการเสียงประชาคม สัมภาษณ์ไพบูลย์ ในช่วงที่การเมืองภาคประชาชนถูกตีความมั่วกันไปหมด โดยเฉพาะม็อบที่กำลังปิดล้อมทำเนียบ ข้อมูลต่อไปนี้จะทำความเข้าใจในประเด็นการเมืองภาคประชาชนไม่มากก็น้อย
เท่าที่รับทราบกัน อาจารย์ก็อยู่ในแวดวงภาคประชาชนมานานพอสมควรนะครับ ผลักดันมาหลายๆเรื่อง ภาพการเคลื่อนไหว แนวคิด องค์ความรู้ของภาคประชาชน ปัจจุบันนี้ คลี่คลายไปอยู่ในภาวะไหน เป็นไปตามสิ่งที่อาจารย์ทำงานไว้ หรืออยากจะเห็นหรือเปล่า
การเคลื่อนไหวภาคประชาชนนี่ก็มีหลายแบบ แบบหนึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเชิงพื้นฐาน คือชาวบ้านเค้ารวมตัวกันเพื่อจะทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้น ให้ชุมชนเค้าดีขึ้น กรณีนี้จะได้แก่ ที่เราเรียกว่า องค์กรชุมชนหรือชุมชนท้องถิ่น รวมตัวกันเยอะแยะไปหมดแทบจะทุกตำบล ทุกอำเภอ บางทีก็รวมตัวกันระดับหมู่บ้าน บางทีก็ระดับตำบล สร้างในรูปขององค์กรประชาชนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เพื่อการออมทรัพย์ เพื่อจัดสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการเกษตร เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เพื่อกิจกรรมเด็ก เยาวชน มากมาย เหล่านี้เป็นองค์กรประชาชนขั้นพื้นฐานที่มีมานาน แล้วก็สะสมมาเรื่อย แต่ในช่วงประมาณ 7-20 ปีที่ผ่านมา องค์กรประเภทนี้ได้มีการจัดการกันดีขึ้น มีการรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้น แล้วยังมีการเชื่อมเครือข่าย จนกระทั่งล่าสุด ได้มีพระราชบัญญัติออกมารองรับ สิ่งที่เรียกว่า สภาองค์กรชุมชน นั่นคือ องค์กรชุมชนหลายๆประเภท หลายๆองค์กรในพื้นที่เดียวกัน เช่น ในหมู่บ้านหรือตำบลเดียวกัน รวมตัวกันเป็นสภา ได้มีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนออกมารองรับ และกำหนดแนวทางที่จะดำเนินการ ทั้งในระดับพื้นที่ ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ถือเป็นพัฒนาการล่าสุดในเรื่ององค์กรชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่สำคัญ และที่มีจำนวนมาก กระจายกว้างขวาง นั่นประเภทหนึ่ง
เรายังมีองค์กรภาคประชาชนที่ตั้งในรูปของมูลนิธิ สมาคม ชมรม เครือข่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรของชนชั้นกลาง ผู้ปรารถนาดี อยากจะช่วยสังคม ช่วยสังคมในเรื่องเด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนมีปัญหา เป็นโรคภัยไข้เจ็บ เช่น เป็นโรคเอดส์ คนพิการ ผู้สูงอายุ ช่วยสังคมในเรื่องดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยสังคมในเรื่องลด ละ เลิกอบายมุข ช่วยสังคมในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยสังคมในเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน แล้วก็รวมถึงการพัฒนาชุมชน พัฒนาท้องถิ่น พัฒนาศิลปวัฒนธรรม พัฒนาแม้กระทั่งการเมืองการปกครอง พัฒนาประชาธิปไตย เหล่านี้เรามักจะเรียกว่า องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรพัฒนา บางทีก็ใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า NGO หรือองค์กรประชาสังคม Civil Society Organization มีชื่อหลากหลาย แล้วแต่ใครนิยมเรียกอะไร
หลักๆคือเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง จัดตั้งโดยจดทะเบียนตามกฎหมายมูลนิธิหรือสมาคม หรือจัดตั้งโดยไม่ได้จดทะเบียนในรูปชมรม เครือข่ายต่างๆ ก็มีอยู่มากมาย กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ องค์กรเหล่านี้มักจะทำงานเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ต่างจากองค์กรประชาชนฐานราก ที่เรียกว่า องค์กรชุมชน องค์กรชุมชนมักจะทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนที่เค้าอยู่ ขณะเดียวกันก็ทำงานเพื่อส่วนรวมด้วย ก็คือเพื่อส่วนรวมของชุมชน กับเพื่อส่วนรวม นี่ก็เป็นองค์กรภาคประชาชนอีกแบบหนึ่ง
ยังมีการรวมตัวกันของประชาชนอีกแบบหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือเป็นการรวมตัวกันตามสถานการณ์ สถานการณ์ที่เกิดอุบัติภัย เช่น พายุไต้ฝุ่น สึนามิ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคภัยไข้เจ็บ หรือสถานการณ์ทางการเมือง มีความขัดแย้งทางการเมือง มีสถานการณ์ที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกถูกกดขี่ หรือว่าถูกบังคับขู่เข็ญ หรือมีความวิตกกังวลว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง ก็จะมีการรวมตัวกันเพื่อแสดงบทบาทต่อสถานการณ์อย่างนั้น ถ้าเป็นอุบัติภัย ก็เป็นการช่วยเหลือ เป็นอาสาสมัคร ช่วยเบื้องต้น ช่วยเบื้องกลาง แม้กระทั่งช่วยฟื้นฟูถ้าเป็นสถานการณ์ทางการเมือง ก็อาจจะมีการประท้วง เรียกร้อง กดดัน เสนอแนะ ลงชื่อ เพื่อเสนอตามกฎหมายที่กำหนด หรือเสนอต่อสาธารณะ นี่ก็เป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอีกแบบ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉะนั้นใหญ่ๆก็จะมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแบบพื้นฐาน โดยองค์กรฐานราก เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคม โดยกลุ่มคนชั้นกลางในรูปมูลนิธิสมาคมหรือองค์กร ทำนองเดียวกัน แล้วก็แบบที่รวมตัวกันสนองต่อสถานการณ์ในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
|
|
| |
|
|
| |
 |
|
ทั้ง 3 ลักษณะ จริงหรือไม่ที่จะมีแนวคิดพื้นฐานคือ คือไม่เอากับรัฐ
ไม่ใช่ ประชาชนมีจำนวนมากและหลากหลายมาก ความเชื่อ หลักคิด ความประสงค์ เจตนารมณ์ เป้าหมาย ต่างๆนานา ไม่ได้เกี่ยวว่าจะเอากับรัฐ หรือไม่เอากับรัฐ แม้กระทั่งเมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ ประชาชนจะมีทั้งผู้ที่เคลื่อนไหวในเชิงสนับสนุนรัฐบาล และผู้ที่เคลื่อนไหวในเชิงคัดค้านรัฐบาล องค์กรที่เรียกว่า เอ็นจีโอ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ ก็เช่นกัน ก็มีทั้งที่ทำงานพัฒนาสังคม โดยที่ไม่เกี่ยวกับความเห็นทางการเมือง กับที่มีความเห็นทางการเมือง แล้วก็ทั้งที่มีความเห็นในเชิงสนับสนุนและความเห็นเชิงคัดค้าน แต่องค์กรพื้นฐานที่เป็นองค์กรภาคประชาชนระดับหมู่บ้าน ตำบล ส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะไม่มีความคิดเห็นทางการเมือง ยกเว้นการเมืองท้องถิ่น เค้าอาจจะมีความเห็นเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น หรือมีกิจกรรม หรือใช้ความพยายามที่จะเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้การเมืองท้องถิ่นดีขึ้น
|
|
|
| |
|
|
| |
มีคำอยู่คำนึงครับอาจารย์ ที่เรียกว่า เอ็นจีโอร้อนและเอ็นจีโอเย็น หมายความว่าอะไร
ตามที่กล่าวไว้แล้วว่า องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ ก็จะมีทั้งที่ทำกิจกรรมในเชิงการแก้ปัญหาพัฒนาสังคมทั่วๆไป เป็นงานพื้นฐาน เป็นงานระยะยาว พวกนี้เราเรียกว่า เอ็นจีโอเย็น คือไม่ได้มีความร้อนแรงอะไร
ทำงานร่วมมือกับรัฐบาลได้ไหม
ก็อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ แล้วแต่ บางแห่งถ้าร่วมมือกับรัฐได้ดี เค้าก็ร่วมมือ ร่วมมือไม่ได้ก็ไม่ร่วม หรือบางแห่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับรัฐก็ได้ เช่น เค้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐ แต่เค้าก็จะมุ่งหน้าทำแบบที่เค้าเห็นว่าดี เค้าก็ไม่ได้ไปว่าอะไรรัฐ ไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้มาคัดค้าน เช่นว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐที่เปิดสัมปทาน เรื่องป่าหรือเรื่องป่าชายเลน แต่เค้าก็ไปส่งเสริมชาวบ้านให้รวมตัวกันเพื่อพิทักษ์ป่าชายเลน อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นเอ็นจีโอเย็น
ส่วนเอ็นจีโอร้อนนั้นหมายถึง ที่ทำงานสนองต่อสถานการณ์ร้อน เช่น มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือมีปัญหาที่เป็นความกดดันต่อประชาชน เช่น รัฐบาลสร้างเขื่อน ไปกระทบชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ทำกิน ส่วนชาวบ้านเองก็เดือดร้อน ก็อาจจะรวมตัวกันเพื่อจะต่อสู้ ประท้วง เรียกร้อง ขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีเอ็นจีโอ องค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปช่วย ไปสมทบให้คำปรึกษา ช่วยแนะนำหรือดำเนินการเอง ในอันที่จะคัดค้านการทำงานของรัฐ คัดค้านเรื่องสร้างเขื่อน ค้านเรื่องวิธีการดูแลประชาชน พยายามให้ปรับปรุงให้เหมาะสมขึ้นเหล่านี้เป็นต้น หรือรัฐบาลจะ เช่น วางท่อก๊าซไปขึ้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย คัดค้าน ก็จะมีเอ็นจีโอไปสนับสนุนชาวบ้าน อย่างนี้เราก็เรียกว่า เอ็นจีโอร้อน แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า แต่ละสถานการณ์อาจจะมีคนเห็นต่างๆกัน เช่น ท่อก๊าซที่อ.จะนะ จ.สงขลา ชาวบ้านจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ขัดข้องหรือเห็นด้วยด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะถ้าเค้าได้ประโยชน์ เอ็นจีโอจำนวนหนึ่งก็อาจจะเห็นด้วย แต่อาจจะแสดงตัวหรือไม่นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้นทุกสถานการณ์ อาจจะมีคนทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คนที่วางเฉย เพียงแต่เวลาแสดงออก คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะแสดงออกชัดเจนหน่อย คนที่เห็นด้วยอาจจะไม่แสดงออก หรืออาจแสดงออกในทางที่เรียบๆหน่อย |
|
| |
|
|
| |
อาจารย์สัมผัสทั้งภาคประชาชน แล้วก็เคยอยู่ในอำนาจรัฐ ก็จะได้เห็นในมุมมอง ทั้งมองในเชิงรัฐ และมองจากล่างขึ้นบน อาจารย์มองปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรม ความขัดแย้งกับชุมชน มันเป็นปัญหา เพราะหลายๆโครงการของรัฐก็ไม่สามารถเดินไปได้หลายๆ อย่าง มันเป็นปัญหาอย่างไร
การพัฒนาใดๆ โดยเฉพาะที่เป็นโครงการใหญ่ๆ หมายถึงไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ เช่น วางท่อก๊าซ ก็หมายถึงการไปขุดก๊าซจากท้องทะเล วางท่อขึ้นมาบนบก ยังจะต้องนำไปสู่การใช้ก๊าซนั้นในการผลิตไฟฟ้า หรือทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การสร้างเขื่อน หมายถึงการต้องทำให้น้ำท่วมผืนป่าจำนวนมาก ชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐาน หรือการมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจจะใช้ทรัพยากรอย่างค่อนข้างที่กระทบถึงชาวบ้าน หรือว่าส่งของเสียออกมา อาจจะเป็นสารเคมีอันตราย ลงไปในน้ำ ลงไปในอากาศ ทำให้อากาศเป็นพิษ การเปลี่ยนแปลงพวกนี้ย่อมกระทบถึง ฉะนั้นอุตสาหกรรมหรือโครงการใหญ่ๆ ย่อมกระทบสภาพธรรมชาติ กระทบสิ่งแวดล้อม กระทบโครงสร้างต่างๆ ก็ควบคู่กัน ก็เป็นธรรมดาที่ว่า สิ่งที่กระทบนั้นอาจจะให้คุณกับบางคน แล้วก็ให้โทษกับบางส่วน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า ในส่วนที่ให้โทษ ก็ต้องมีคนเดือดร้อนและคัดค้าน คือขอการชดเชย ก็อาจจะต้องมาถกเถียง ทะเลาะกันเรื่องว่าใครเดือดร้อนมาก เดือดร้อนน้อย ต้องชดเชยเท่าไหร่ หรือไม่ควรจะทำเลย อย่างนี้เป็นต้น |
|
 |
|
|
| |
|
|
| |
มันมีพื้นฐานความคิดที่ขัดแย้งกันเลยไหมครับ ถ้ารัฐก็คิดการพัฒนาที่วัดเป็นตัวเลขได้ แต่อีกขั้ว ชาวบ้านบางกลุ่มเค้าบอกอยู่อย่างพอเพียงก็ได้ อยู่ในแบบชุมชนบุพกาล
คือสังคมโลกโดยรวมโน้มไปในทางวัตถุนิยม บริโภคนิยม ซึ่งเป็นกิเลสตัณหา อยากกินมากขึ้น อยากใช้มากขึ้น อยากมีอะไรมาบำรุงบำเรอชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้น มีสติปัญญา ความรู้ เทคโนโลยี ทำให้สามารถที่จะผลิตส่งสินค้าบริการมากขึ้น ในการทำเช่นนี้ ย่อมต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ทำลายสภาพแวดล้อมมากขึ้น เป็นกิเลสมนุษย์ทั้งแต่ละตัวคน และเป็นกิเลสร่วมกัน เป็นความเห็นรวมๆ
ฉะนั้นเวลาประชาชนทำอะไร ประชาชนเองก็มีความโลภ มีความอยากได้ แม้กระทั่งคนแต่ละคน มีที่นาก็อาจจะไปผลิตแบบใช้สารเคมีเยอะๆ เพื่อจะได้มีผลผลิตมากๆ หรือไปโค่นต้นไม้เพื่อ ถางป่า ทำนาเป็นไร่ ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมี ทำให้เกิดผลเสียอยู่ในผัก ผลไม้ หรือเป็นของที่ไหลตามน้ำไปสู่ไร่นาคนอื่น ลงแม่น้ำลำคลอง คนแต่ละคนก็มีส่วนในการทำความเสียหายให้กับธรรมชาติและให้กับคนอื่น ทีนี้ถ้าเกิดเป็นธุรกิจ ธุรกิจมาจากไหน ก็มาจากคนนั่นแหละ คนเป็นเจ้าของ แล้วก็มีคนไปทำงานด้วย คนที่เป็นเจ้าของหรือไปทำงานด้วย เค้าก็ได้ประโยชน์ มีค่าจ้างแรงงาน มีค่าตอบแทน ได้กำไร ซึ่งเค้าก็พอใจ แต่ผลเสียเกิดขึ้นกับคนอื่น บางส่วนก็เกิดกับตัวเอง เช่นว่า คนที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมประสบกับปัญหาสารพิษ เกษตรกรเองใช้สารเคมีมากๆ สารเคมีเข้าไปในร่างกาย ทำให้ป่วยเป็นโรค บางครั้งก็ถึงขั้นเสียชีวิต มีมาก ฉะนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลเสียกับตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นผลเสียกับคนอื่น ยิ่งอุตสาหกรรมใหญ่ ก็ยิ่งมีผลกระทบ มีโอกาสที่เป็นผลกระทบสูง ยิ่งโครงการใหญ่ เช่นเป็นเหมืองถ่านหิน หรือว่าโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ซึ่งต้องกั้นเขื่อนทำให้กระทบธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งใช้เชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมัน เป็นถ่านหิน ก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ฉะนั้นผลเสียก็มีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา พอเกิดผลเสียขึ้น ก็ต้องมีคนเดือดร้อน ก็นำไปสู่ความขัดแย้ง เป็นวิถีของมนุษย์ที่ทำกันในโลก แทบจะทุกประทศ ทีนี้การที่คนบางคนอาจจะอยากอยู่แบบพอเพียง อยู่แบบสมถะ พอกินพอใช้ เค้าก็เลือกได้ แต่ว่าเค้าก็เลือกได้ภายในขอบเขต เพราะว่าถ้าคนอื่นไม่ได้ทำอย่างนั้นด้วย สภาพแวดล้อมเสียหาย เค้าก็ได้รับผลกระทบ หรือในกรณีที่ประชาชนเลือกรัฐบาล คนส่วนใหญ่ก็มีความโลภ ก็ไปเลือกรัฐบาลที่เอื้อต่อการที่จะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู มีการผลิต การค้าเยอะๆคนจะได้มีรายได้หมุนเวียน แต่การทำเช่นนั้นไปกระทบสิ่งแวดล้อม กระทบวิถีชีวิต แต่ว่าประชาชนเลือกรัฐบาลแบบนั้น รัฐบาลก็พยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจดี ในส่วนนั้นก็มีคนพอใจ แต่พร้อมๆกับเศรษฐกิจดี ก็เกิดปัญหาสังคม เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นสิ่งที่จะต้องยอมรับตามสภาพของกฎแห่งกรรมก็ว่าได้ ทำอะไรไป ก็จะต้องเป็นไปตามกรรม ผลก็ย่อมมีทั้งดีบ้าง ไม่ดีไม่ดีบ้าง แล้วแต่ว่าเป็นเหตุแบบไหน |
|
| |
|
|
| |
 |
|
ปัญหาคือว่า สังคมไทยเรามีกลไกที่จะทำให้ความขัดแย้งมันคลี่คลายโดยไม่เกิดความรุนแรงหรือเปล่า
ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีวิธีป้องกันแก้ไขโดยธรรมชาติเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการแก้ไขความขัดแย้งก็มีมาแต่โบร่ำโบราณเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปคนยึดปฏิบัติ ความขัดแย้งอาจจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากความสามารถทางเทคโนโลยี และการจัดการทำให้ทำโครงการใหญ่ๆได้เยอะ โครงการยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง ก็จะเป็นเหตุใหญ่ เช่น ไปสร้างโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ที่ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อโครงการใหญ่ ความขัดแย้งมันก็ใหญ่ไปด้วย ก็กระทบคนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข มีทางคลี่คลาย ทั้งในประเทศไทยและในนานาชาติ ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่พยายามจะช่วยให้เกิดความคลี่คลาย ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งพัฒนาเทคนิควิธีการต่างๆขึ้นมา จะเห็นว่า ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นรบราฆ่าฟันกัน เป็นสงครามกลางเมือง เป็นสงครามระหว่างประเทศ จะมีคนพยายามที่จะเข้าไปช่วยคลี่คลาย ได้ผลสำเร็จแล้วบ้าง อยู่ในระหว่างดำเนินการบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ตัวอย่างเช่นที่ แอฟริกาใต้เคยรบพุ่งกัน รุนแรงด้วยปัญหาเรื่องผิว เค้าก็ใช้กระบวนการที่มาร่วมกันค้นหาความจริง แล้วก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนกระทั่งคลี่คลายเลิกยุติสงครามได้ เกิดความสันติสุข คืออย่างน้อยไม่มีสงครามมาเป็นเวลานานพอสมควรจนถึงปัจจุบัน บางแห่ง |
|
|
| |
เช่น ที่ศรีลังกา รบกันมาหลายสิบปี ก็มีคนพยายามเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เคยมาที่เมืองไทยหนหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง แต่ยังไม่สำเร็จ ที่เนปาลที่รบพุ่งกัน ระหว่างพวกเหมาอิสต์กับฝ่ายรัฐบาลเป็นสิบปี ล่าสุดเค้าสามารถที่จะหาข้อสรุป เลิกรบกันได้ แล้วก็หันมาใช้ขบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้ง เป็นวิถีทางทางการเมือง เหล่านี้เป็นตัวอย่าง ความขัดแย้งทั้งหลาย ที่มีการแก้ไขได้
ในประเทศไทยเราเอง ความขัดแย้งเรื่องโครงการต่างๆที่อาจจะไม่เป็นที่รับรู้ในระดับประเทศ หรือต่อสื่อมวลชน ก็เป็นความขัดแย้งระดับท้องถิ่น และได้มีคนพยายามคลี่คลายลงไปได้ อาจจะเป็นเขื่อนไม่ใหญ่นัก ทำให้เกิดน้ำเสียที่หนึ่ง น้ำดีที่หนึ่ง หรือน้ำทะเลเข้ามา เกิดผลเสียต่อไร่นา ก็มีชาวบ้านมาปรึกษาหารือ คิดค้น จนกระทั่งสามารถปรับปรุงเขื่อนนั่นแล้วได้ผลดีร่วมกัน ทั้งชาวนา ชาวสวน แล้วก็คนที่ทำการประมง อย่างนี้เป็นต้น จะมีอยู่เสมอที่ว่าเราแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ เพียงแต่ว่าที่แก้ได้ ก็จะไม่เป็นข่าว แต่ว่าที่รุนแรงก็เป็นข่าว
อาจารย์ยกกรณีโรงถลุงเหล็กที่บางสะพาน ที่ประจวบคีรีขันธ์ อาจารย์ยังมองในแง่ดีว่า แม้ชาวบ้านเค้าจะมีการประกาศจุดยืน มึงสร้าง กูเผา เมื่อถึงที่สุดแล้ว น่าจะคลี่คลายความขัดแย้งกันได้
ในแต่ละความขัดแย้ง แต่ละฝ่ายย่อมมีวิธีการต่างๆกัน อย่างกับภาวะสงคราม อาจจะขู่บ้าง อาจจะปลอบบ้าง แต่แม้สงครามก็ยังเลิกกันได้ ฉะนั้นในช่วงที่ยังขัดแย้งรุนแรง เราย่อมได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นสิ่งที่เป็นการท้าทาย เป็นการข่มขู่ เป็นการแสดงจุดยืนต่างๆนานา แต่ถ้าหันมาใช้ขบวนการคลี่คลายความขัดแย้ง ด้วยสันติวิธี วิธีการต่างๆก็จะเปลี่ยนไป |
|
| |
|
|
| |
รัฐเองเข้ามาคลี่คลายด้วยไหม เพราะตัวรัฐคือผู้กระทำ หรือ ควรเรียกหาความเป็นคนกลางในการแก้ปัญหาตรงนี้
คือทุกฝ่ายมีส่วนที่จะคลี่คลายความขัดแย้งได้ รัฐเองมีอำนาจ มีบทบาทสำคัญ ถ้ารัฐมีความเข้าใจในเรื่องสันติวิธี เรื่องการแก้ความขัดแย้ง การป้องกันความขัดแย้ง หรือถ้ารัฐมีความเข้าใจและมีความตั้งใจในเรื่องที่จะให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รัฐก็สามารถจะหาวิธีการ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนท่าที คำพูด นโยบายของรัฐเอง ที่จะไม่ทำให้ความขัดแย้งแพร่ขยายและคลี่คลายลง รัฐย่อมทำได้ ถ้ารัฐทำได้ ก็เป็นการดี หรืออีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายที่เดือดร้อน จะหาหนทางที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายด้วยศิลปะ วิธีการต่างๆก็ย่อมทำได้ด้วย เพียงแต่ระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐจะมีอำนาจมากกว่า ถ้ารัฐเป็นฝ่ายพยายามทำให้คลี่คลาย จะทำได้สะดวกกว่าเทียบกับฝ่ายประชาชน ถ้ารัฐยังเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ประชาชนจะแก้ไขลำบาก มีทางหนึ่งก็คือ หาคนกลาง คนกลางนี่ต้องเป็นที่ยอมรับระหว่างผู้ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย หรือถ้ามีความขัดแย้งหลายฝ่าย ทุกๆฝ่ายที่ขัดแย้งเห็นชอบร่วมกันให้มีคนกลางเข้ามา คนกลางเค้าจะมาดำเนินการช่วยให้เกิดการคลี่คลาย มีหลายๆวิธี |
|
 |
|
|
| |
|
|
| |
มีประเด็นหนึ่งที่อาจารย์พูดมาว่า บางทีการคลี่คลายปัญหา มักจะไม่ค่อยเป็นข่าว แต่ถ้าเป็นความขัดแย้งจะเป็นข่าวออกมา แสดงว่า พวกผมเอง หมายถึง ที่เป็นสื่อด้วยกันเอง ก็ไม่ใช่เป็นกลไกหนึ่งในการคลี่คลายปัญหานั้น
สื่อมีหน้าที่สื่อข่าว นั่นก็เป็นหน้าที่ซึ่งบอกว่าอะไรมันเกิดขึ้น แต่ถ้าสื่อไม่ระวัง สื่ออาจจะสื่อข่าวในลักษณะที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นรุนแรงขึ้นก็ได้ อย่างเช่น สื่อข่าวข้างเดียว สื่อข่าวไม่ถูกต้อง หรือสื่อข่าวในลักษณะที่ยั่วยุให้ยิ่งมีความขัดแย้งก็ย่อมได้ คงไม่ใช่บทบาทของผู้สื่อข่าวที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ว่าป้องกันได้ไม่ให้ข่าวเองกลายเป็นเหตุให้มีความขัดแย้งมากขึ้น
อาจารย์เคยได้รับหน้าที่เป็นตัวกลางปัญหาท่อก๊าซได้ประสบการณ์อย่างไรบ้าง
มันก็มีทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ความไม่สำเร็จมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่นปัญหาของหน่วยงานรัฐ
สภาองค์กรชุมชน จะเข้ามาทำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับนโยบายรัฐแก้ไขได้ไหม
สภาองค์กรชุมชนเป็นที่รวมขององค์กรชุมชน จะทำอะไรได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะมอง สถานการณ์อย่างไร แล้วก็จะมีบทบาทอะไรได้ แล้วก็มีข้อจำกัดอยู่ สภาองค์กรชุมชนจะมีพื้นที่ที่เค้าเกี่ยวข้อง เช่น ในตำบล เป็นความขัดแย้งระหว่าง อบต. กับประชาชน สภาองค์กรชุมชนสามารถที่จะมีบทบาทช่วยคลี่คลายได้ หรือแม้กระทั่งเป็นความขัดแย้งระหว่างธุรกิจที่เข้าไปทำอะไรในชุมชน โดยรัฐบาลสนับสนุน สภาองค์กรชุมชนก็ยังสามารถเล่นบทได้ แต่ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่มีความยาก มีความละเอียดอ่อน ก็เป็นเรื่องที่สภาองค์กรชุมชนต้องมีความเข้าใจ มีปัญญาว่าควรจะจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ในบางกรณีก็อาจจะเพียงแต่เสนอแนะให้หาคนกลางมาช่วย แล้วแต่ว่าเค้าจะเข้าไปทำอะไรได้อย่างไร เว้นแต่ว่าสภาองค์กรชุมชนมีผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่นับถือของคนที่เกี่ยวข้อง อาจจะเข้าไปมีบทบาทได้
แต่ที่ สภาองค์กรชุมชนหลายแห่งหรือเครือข่ายขององค์กรชุมชนหลายแห่งทำได้แล้ว คือการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่มีลักษณะสมานฉันท์ นั่นคือป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งไปด้วย นั่นคือองค์กรชุมชนซึ่งมีผู้อาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นร่วมกันว่า เราควรจะดูแลการพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งการจัดให้มีผู้บริหารท้องถิ่น เช่น สมาชิกอบต. นายกอบต. ในลักษณะของการปรึกษาหารือกัน พูดคุยกัน เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะ เพียงแต่อาศัยการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมที่ทำตามกฎหมาย แต่การพิจารณาตัดสินใจจะเลือกใครนั้นผ่านการปรึกษาหารือร่วมกัน ใช้กระบวนการชุมชน เช่นนี้มีหลายแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้างความสมานฉันท์ในท้องถิ่น เป็นการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองที่สร้างสรรค์และก้าวหน้าด้วย เป็นตัวอย่างที่ดี ในลักษณะเช่นนี้ หากมีประเด็น ปัญหาอะไรเกิดขึ้น เค้าจะสามารถป้องกันหรือแก้ไขได้ไม่ยาก เพราะอยู่ในระบบที่สร้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง ใช้การพูดการจา ซึ่งเป็นขบวนการที่ช่วยป้องกันความขัดแย้ง และแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ดีอยู่แล้ว |
|
| |
|
|
| |
 |
|
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าจะว่าไป เค้าคือนักเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ระบบคิดเค้าก็อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปรับกันยากไหม
คือชุมชนที่เค้าก้าวหน้าก็จะมีผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำตามธรรมชาติ หรือผู้นำทางการเมืองท้องถิ่น คือเอื้ออำนวยต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เค้าก็จะมีนายกอบต. มีกรรมการอบต. ที่คิดไปในลักษณะคล้ายๆกันคือ ปรึกษาหารือ พูดจากัน มุ่งประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ คือจะเข้าใจว่าคนที่เป็นนายกอบต. จะต้องเป็นนักเลือกตั้ง จะต้องหน้าเลือด จะต้องมุ่งแต่วัตถุ ไม่ใช่ฮะ จำนวนไม่ใช่น้อยที่เค้าคิดดี พูดดี ทำดี บางส่วนก็มาจากผู้นำชุมชนทางธรรมชาติที่เป็นคนดี ฉะนั้นไม่ได้แปลว่าทุกอบต. ทุกเทศบาล เหมือนกันหมด ที่มีนักการเมืองแบบมุ่งวัตถุ มุ่งคะแนนเสียง มุ่งอำนาจ มุ่งประโยชน์ จะทำให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง หรือการที่ไม่นำพาต่อคนบางกลุ่มก็มี นักการเมืองที่มีจิตใจกว้างขวาง มีความคิดที่ดี มีความตั้งใจที่ดี ส่งเสริมประชาชน ปรึกษาหารือประชาชน ใช้ความสันติ ความสมานฉันท์ เราคงต้องพยายามไปส่งเสริมส่วนที่ดีให้ปรากฏมากขึ้น ให้มีมากขึ้นในทางที่ดี ส่วนที่ไม่ดี เราไม่ไปส่งเสริม แต่ถ้าเราส่งเสริมในส่วนที่ดีให้มีมากขึ้นๆ เชื่อว่าส่วนที่ไม่ดีจะลดลง |
|
|
| |
|
|
| |
ถ้ามองในภาพรวม แนวคิดของรัฐในช่วงห้าปี สิบปี ในอดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างดุล ระหว่างการพัฒนากับความยั่งยืนของชุมชนได้ไหม
ทุกอย่างนี่มันเป็นไปได้ ถ้าพยายามให้ดีให้มาก ขณะนี้ชุมชนที่คิดดี ทำดี มีอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะไปในวิถีแบบพอเพียง การเมืองสมานฉันท์ การรวมพลังสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ความร่วมมือร่วมใจระหว่างหลายๆฝ่าย ทั้งองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค บางกรณีอาจจะมีฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายศาสนาเข้ามาร่วมด้วย แล้วมีอยู่ ฉะนั้นการที่ผมกล่าวไปแล้วว่า วิธีการคือเราจะพยายามขุดค้นหาว่า ที่เค้าทำไว้ดีๆมีที่ไหนบ้าง ชูเค้าขึ้นมาให้เป็นที่ปรากฏ จะโดยผ่านเอกสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ อิเลคทรอนิกส์ พอเป็นที่รู้จัก คนก็จะไปดูงาน ไปชื่นชม แล้วก็ได้แรงบันดาลใจ ได้ตัวอย่างมาประยุกต์ วิธีนี้ก็ทำให้สิ่งที่ดีเป็นที่รับรู้ ได้รับการเรียนรู้และขยายผล เราส่งเสริมให้พวกที่เค้าทำดีอยู่ เค้าได้เรียนรู้เพิ่มเติม ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกัน ทำให้แลกเปลี่ยนการเรียนรู้กันได้มากขึ้น ดีขึ้น เพื่อที่เค้าจะได้พัฒนาความสามารถให้สูงขึ้นไปอีก จะได้ป้องกันไม่ให้ความเสื่อมเข้ามา ทำให้ความเจริญมันมากขึ้น ช่วยกันขยายผล มีตัวอย่างเยอะแยะ เป็นต้นว่า เรื่องการทำแผนชุมชน เริ่มต้นไม่กี่แห่ง เมื่อสิบปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้มีอยู่เป็นพันๆแห่ง การทำสวัสดิการชุมชนที่ชาวบ้านจัดสวัสดิการกันเอง เริ่มต้นอาจจะแค่ห้าปีที่ผ่านมานี้เอง ก็เดี๋ยวนี้ก็ขยายไปเป็นพันกว่า สิ่งดีๆมีอยู่ การเมืองสมานฉันท์ ก็มีอยู่ อาจจะเป็น ก็เท่าที่รับรู้เป็นสิบๆแห่ง |
|
| |
|
|
| |
พัฒนาการของภาคประชาชน มันมีปัญหากับระบบคิดของ ชนชั้นกลางหรือไม่ เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชนชั้นกลางมักจะมอง ชาวบ้านหรือรากหญ้า ไม่รู้เท่าทัน อะไรต่างๆนานา
ที่เป็นเช่นนั้นย่อมมีบ้าง ไม่เป็นก็มี คือชนชั้นกลางที่ยังไม่รู้ ก็จะคอยเห็นภาพที่ไม่ดี ก็ย่อมเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี เกิดทัศนคติที่ไม่ดี แต่ชนชั้นกลางที่มีโอกาสได้ไปเรียนรู้ ได้ไปเห็นสิ่งที่ดี จะมีความชื่นชม เช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากกรุงเทพฯ ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านหนองกลางดง ที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าไปเห็นการทำงานที่ดี สภาผู้นำชุมชนทำงานกันอย่างแข็งขันมาเป็นสิบปี เค้าก็จะเห็นศักยภาพ ความสามารถ แล้วก็ความดีงามของชาวบ้าน ไม่ใช่คนเดียว แต่เป็นสิบๆคน ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล นั่นก็เป็นหนึ่งในหลายพันตำบลที่ทำดีๆ ผมต้องไปร่วมในพิธีเปิดการประชุมครั้งแรกของสภาองค์กรชุมชนแห่งแรกในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทยที่ จังหวัดร้อยเอ็ด ก็พบว่าทั้งนายก อบต. ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำสภาองค์กรชุมชนต่างๆ ทำงานร่วมกันดีมาก สมัครสมานสามัคคี ทำให้เค้าสร้างสภาองค์กรชุมชนได้โดยไม่ยาก โดยที่ทุกฝ่ายร่วมกันตามกฎหมายบอกว่า สภาองค์กรชุมชนต้องไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ด้วย แต่นั่นเจตนาไม่ได้แปลว่า จะห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ต้องการให้สภาองค์กรชุมชนประกอบไปด้วย ผู้ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง เพราะฝ่ายการเมืองเค้ามีหน้าที่อยู่ |
|
 |
|
|
| |
แล้ว เค้ามีหน้าที่ดูแลประชาชน ต้องพัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้ว พอมีสภาองค์กรชุมชน ฝ่ายการเมืองก็มาให้ความร่วมมือด้วยได้ มาเป็นที่ปรึกษาได้ ทำงานร่วมกันได้ แต่ไม่มีอำนาจ เพียงกฎหมายไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามา แต่มีความร่วมมือได้ ใช้คุณความดี ไม่ได้ใช้อำนาจ เค้าก็ทำงานร่วมกันโดยใช้คุณความดีได้ดีมาก เป็นที่น่าชื่นชม ผมไปฟังเค้าประชุมกัน ปรากฏว่า เค้าอภิปรายกันเรื่องอะไรรู้ไหม เรื่องคุณธรรม เรื่องวัฒนธรรม ว่ากำลังมีปัญหาอย่างไร แล้วเค้าจะต้องควรจะปรับปรุงกันอย่างไร เค้าไม่ได้พูดแต่เรื่อง วัตถุ เศรษฐกิจ เงินช่วยเหลือจากรัฐ ไม่ได้พูดเลย พูดว่าเค้าจะพัฒนาคุณธรรม วัฒนธรรม จริยธรรม พัฒนาเด็ก เยาวชนเค้าอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นถ้าคนในเมือง ชนชั้นกลางมีโอกาสได้ไปพบไปเห็น มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นนั้น จะเกิดความเข้าใจ และเกิดทัศนคติที่เอื้อต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน |
|
| |
|
|
| |
จำนวน
ครั้งที่แสดง |
|
| |
แสดงความคิดเห็น
ว.ช.ร.
07 ก.ค. 2008, 09:56
การเมืองภาคพลเมืองจำเป้นต้องเกิดขึ้นเพราะจะอิงอาศัยการเมืองภาคนักการเมืองไม
่ได้ ด้วยเศรษฐานะและเป้าหมายแตกต่างกัน แต่การเมืองภาคพลเมืองเกิดได้ช้ามากๆ
ด้วยเหตุขาดผู้นำที่มีคุณภาพ
ซึ่งต้องอาศัยการเมืองภาคนักการเมืองที่มีใจกว้างขวาง เห็นแก่บ้านเมืองจริงๆ
ช่วยเผยแพร่และเจียดงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ให้
ส่วนการก่อตั้งไม่ต้องไปช่วยด้านงบประมาณ ภาคพลเมืองควรหามาเอง
ถ้าการเมืองภาคพลเมืองเกิดได้มากๆ
จะทำให้การซื้อเสียงของการเมืองภาคนักการเมืองลดน้อยลงจนถึงไม่มีอิทธิพลแก่การ
เลือกตั้ง ฟ้าจะได้ใสกันเสียที
|
|
| |
|
|