พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
เลิกพูด การเมืองภาคประชาชน ประชาธิปไตยยังเอาตัวไม่รอด

 
     
 

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกขานตัวเองว่า “นักวิชาการใต้ดิน” คมความคิดและวาทะ  เรียกเสียงซู๊ดปาก จากคอการเมือง มาโดยตลอด  “ภาษาจิ๊กโก๋” ต้องเรียกว่า เป็นมวยถูกคู่กับบรรดาปัญญาชนกระแสหลัก สนามมวยเวทีราชดำเนิน อาจปิดชั่วคราว แต่เวทีแห่งการถกเถียงทางปัญญา ณ ที่นี้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

 
 

 
 


ตอนที่โทรประสานงาน  อาจารย์ถามว่า คุณแนวไหน เป็นสื่อแนวไหน อนุรักษ์ เอ็นจีโอจ๋ารึเปล่า 

เพราะว่าประสบการณ์ผมนะ ที่ผมเจอมาก็คือว่า เวลามีสื่อมาคุยกับผม มักจะมีกรอบอะไรบางอย่างมาก่อน แล้วกรอบที่มาเนี่ย มักจะมาจากข่าวที่เป็นกระแสหลัก ที่เป็นกระแสเปิดอยู่ แล้วข่าวที่เป็นกระแสเปิดเนี่ย มันถูกครอบงำด้วยอะไร  ก็จะออกมาด้วยเซทความคิดแบบนั้น แล้วมาถามผม ก็จะไม่ค่อยเข้าใจ ฉะนั้นพอเป็นสื่อที่มาจากกระแสหลักและได้แนวความคิดจากกระแสหลักมา เอาอย่างนี้แล้วกัน เรื่องชุมชน เรื่องเอ็นจีโอ อะไรต่ออะไร เรื่องนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบชุมชน นายทุนเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร นักการเมืองโกงกิน ทำลายชาติบ้านเมือง ถ้ามาในกระแสวาทกรรมแบบนี้  ถ้าเค้าอยู่ในแวดวง แล้วมาเจอผมเนี่ย มาคุยจะไม่รู้เรื่อง แล้วเวลาตั้งคำถาม จะตั้งคำถามแบบมาในแนวนั้น มันทำให้ผมเวลาตอบจะตอบฉีกแนว หรือบางทีผมตอบกลับไป บางทีผมถามย้อนกลับ แล้วมันคุยกันไม่ได้
ไม่ต้องอื่นไกล ก่อนสงกรานต์  มีอยู่อันหนึ่งมาคุยกับผม ไม่ต้องเอ่ยชื่อ พอมาถึงเค้ารู้ประวัติหน่อยเดียวว่าผมเป็นรุ่นๆๆๆนั้น มีประวัติความหลังเกี่ยวกับเรื่องอะไรมา แต่เค้าไม่ได้อยู่ในสื่อใต้ดิน เค้าไม่ได้อ่านงานของผมในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ว่าผมคิดอะไร ฉะนั้นเค้าก็จะ assume ว่า ผมจะต้องเป็นแนวแบบพวกนั้น ชุมชนด่านายทุน ด่าต่างชาติ ด่าอเมริกา ด่าการพัฒนา พอมาเจอผม อุ๊ย สวัสดีครับอาจารย์ ผมได้ยินชื่ออาจารย์มานานแล้ว มีประวัติมา 20-30 ปี รุ่นเดียวกับคนนั้นคนนี้ แต่พอตั้งคำถามปุ๊บ รู้เลยว่ามันไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับผมเลย แล้วก็ assume เอาง่ายๆว่า ผมมีแนวคิดแบบนั้นทั้งหมด อย่างเช่นวิธีการตั้งคำถาม เนี่ยปัจจุบันนี้ ชาวบ้านซึ่งทำเกษตรกรรมถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรม จะต้องแก้ยังงัย ถามอย่างนี้ปุ๊บ เสร็จเลย ครอบงำยังงัยล่ะ คำว่า ครอบ เนี่ยมันหมายความว่ายังงัย เค้าก็ตอบ ต้องอยู่ในคอนแทรค ฟาร์มมิง ต้องส่งให้เค้า กำหนดราคา กำหนดคุณภาพ ต้องซื้อวัตถุดิบจากเค้าหมดทุกอย่าง อะไรอย่างนี้ ถูกครอบงำ
ผมก็ถาม แล้วตอนที่เกษตรกรไปทำสัญญา  มีคนเอาปืนไปจี้หัวเหรอว่าต้องทำ ตอนที่เกษตรกรจะเซ็นสัญญา เค้ามีทางเลือกรึเปล่า อย่างเช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงไก่พันธุ์ที่เค้าเอามากัน ทำฟาร์มเลี้ยงไก่เอง จะหาพันธุ์ให้  แล้วทำเอง ทำไมเค้าถึงเลือกทำคอนแทคฟาร์มมิ่ง เคยถามเค้ารึเปล่า ผมย้อนถาม เหตุใดจึงเป็นอย่างนี้ เค้าถูกบังคับเหรอในตอนนั้น เอาปืนจี้เหรอ ถูกหลอกเหรอ ถ้าหากไม่เอาปืนจี้ แล้วทำไปโดยที่ไม่รู้ว่า จะต้องตกเป็นสัญญาทาส คุณกำลังบอกว่า ชาวบ้านมันโง่ แล้วคุณมีสิทธิอะไรที่ไปว่าชาวบ้านมันโง่ อย่างนี้เป็นต้น ชาวบ้านเค้าตัดสินใจกันเองไม่เป็นเหรอ แค่นี้ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว
ฉะนั้นแล้ววิธีการตั้งคำถาม พอตั้งคำถามแบบนี้ 2-3 คำถาม มันไปไม่รอดละ ผมบอกคุณกลับไปก่อนแล้วกัน รู้สึกดูอาการแล้ว คุณก็ไม่แฮปปี้เหมือนกันที่ผมถาม เพราะที่ผมถามไม่เข้าของคุณเลย เพราะเค้ามีธงมาว่า ผมจะต้องตอบแนวนี้ พอถามว่า เกษตรกรรมถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรม ผมก็ต้องบอกว่า เออใช่ มันเป็นสัญญาทาส มันจะต้องนายทุนเข้ามาหลอกชาวบ้าน เข้ามากดขี่ กดราคา ผมก็ต้องตามน้ำไป เค้าก็เอาไปเขียน ก็เป็นวิธีเก่าอีกแล้ว เข้าใจมั้ย ผมถึงต้องถามคุณเนี่ย ว่าคุณมาแบบไหน จะได้คุยกันรอด ถ้าหากว่าเป็นคนละแนว ก็ไม่ต้องมาให้เสียเวลา

สื่อที่มีแนวคิดแบบที่ว่า ทุกวันนี้เป็นสื่อกระแสหลัก

ผมเชื่อว่าเป็นแนวคิดหลักในกระแสสื่อ โดยเฉพาะในสื่อมวลชนหลักๆ ผมเชื่อว่านี่จะเป็นกระแสครอบงำ เป็นการประสบความสำเร็จของฟากเอ็นจีโอ เพราะเอ็นจีโอปัจจุบันไม่ใช่มีแค่องค์กรที่อยู่ตามชนบท แต่มันมีถึงระดับชาติ มีองค์กรประสานงาน มีอะไรอยู่ และมีปูชนียบุคคลเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอยู่ เอ่ยชื่อเลยก็ได้ อย่างหมอประเวศ, เสน่ห์ จามริก ซึ่งโยงอยู่กับอำนาจรัฐ และอำนาจทั้งในและนอกระบบ และเอางบประมาณทั้งจากต่างประเทศและงบประมาณของรัฐเนี่ย กระจายลงไป และยังมีอิทธิพลต่อสื่อต่างๆ พูดอะไรออกมาหน่อย สื่อก็เอาไปตีความออกโทรทัศน์ทุกช่อง ลงนสพ.ทุกฉบับว่า หมอประเวศเตือนอย่ารังแกชาวบ้าน อย่าเอาความโลภ อย่าอะไรอย่างนี้, เสน่ห์ จามริก เตือน อย่างนั้นอย่างนี้ พวกนี้มันจะออกมา มีคนอื่นอีกหลายคน พวกราษฎรอาวุโส อาจารย์ระพี สาคริก หมอเสม พวกนี้คือปูชนียบุคคลของเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นคนที่ถ่ายทอดแนวความคิดนี้ออกมา แล้วก็มีอิทธิพลต่อสื่อ ต่อแนวความคิด มีอิทธิพลกระทั่งต่อหน่วยราชการบางส่วนก็ยังมี หรือต่อข้าราชการบางส่วนในบางกระทรวง ก็อยู่ในกระแส

พอสื่อมีความคิดอย่างนี้ บางทีการทำหน้าที่ของสื่อมันก็ไปทางนั้น

มันก็ assume เอาเลยว่า ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้ ขณะนี้ คืออุตสาหกรรมรังแกเกษตรกรรม คือนายทุนรังแกเกษตรกร คืออำนาจรัฐและทุนเข้าไปแย่งชิงปล้นชิงทรัพยากรของชาวบ้าน อะไรอย่างนี้ ก็เป็นวาทกรรมกันไปใหญ่  การพัฒนาประเทศเนี่ยมีแต่ทำร้ายชาวบ้าน ไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ชาวบ้านเลย การพัฒนาประเทศเนี่ย มันมีผลดีแต่เฉพาะคนในเมือง กับคนรวยบางส่วนจำนวนน้อยๆ แต่ประชาชนจำนวนมากถูกขูดรีด ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปล้นชิงทรัพยากรและสิทธิเสรีภาพ นี่คือวาทกรรมทั้งอันเลย จะออกมาอย่างนั้น

 
 
     
  ในเชิงหลักการบอกว่าสื่อต้องเป็นกลาง
สื่อเป็นกลางผมว่าอาจจะลำบากนิดนึง เพระว่าสื่อเป็นกลางคืออะไร พวกคุณคงต้องคุยกันเอง แต่ผมมองว่า การเป็นสื่อคือการพยายามจะรายงาน หรือเปิดช่องให้แนวความคิดซึ่งแตกต่างกัน ซึ่งพอมาเจอผมแล้ว ผมพูดได้อีกแบบหนึ่ง  ผมไม่สัมภาษณ์คุณแล้ว ผมไปดีกว่า อะไรอย่างนี้ หรือจัดเวทีเสวนากัน ก็จะเชิญแต่คนเก่าๆ ก็จะพูดซ้ำๆ เชิญพวกเอ็นจีโอเชิญพวกต่อต้าน เชิญพวกสิ่งแวดล้อมจ๋า เชิญพวกนี้ขึ้นมาพูดซ้ำ มีอยู่ไม่กี่คน ไม่กี่หน้า ออกทีวีก็มีอยู่ไม่กี่คนก็เห็นๆอยู่ ไม่ต้องเอ่ยชื่อ คือมันทำให้มีการผลิตซ้ำแนว ถ้ามันกลายเป็นความคิดสำเร็จรูปที่เป็นคัมภีร์ ที่ไม่อาจละเมิดได้ 
 
  เป็นวิธีคิดแบบสูตรสำเร็จ  อย่างเอ็นจีโอทุกวันนี้ หรือสังคมนิยมอย่างชุมชนทุกวันนี้ คือเป็นสูตรสำเร็จแบบนี้ขึ้นมาอันนึง ซึ่งอันตรายมากเพราะว่าเสร็จแล้วคุณก็ไม่สามารถอธิบาย เหตุการณ์ใหม่ๆ ที่มันเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปรากฎการณ์หลายอย่างซึ่งมันแย้งกับสิ่งที่คุณคิดก็เกิดขึ้น ทำไมชาวบ้านหลายแห่งเขาอยากมีการพัฒนา ทำไมชาวบ้านหลายแห่งเขาไม่มีพฤติกรรมอย่างที่คุณว่า ทำไมชาวบ้านจำนวนมากชอบเป็นคอนแทรคฟาร์มมิง  ทำไมชาวบ้านในเมืองถึงอยากให้มีรถ มีถนน มีไฟฟ้า มีอะไรเข้ามา ทำไมชาวบ้านถึงไปกู้เงินมาทำโน่นทำนี่
พอเกิดปรากฎการณ์ที่ชาวบ้านมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากสิ่งที่ คุณ set เอาไว้เป็นคัมภีร์ เป็นสูตรสำเร็จ คุณก็จะมีคำอธิบายเป็นแนวอื่น  ชาวบ้านถูกหลอกลวง ชาวบ้านถูกมอมเมา ชาวบ้านถูกบังคับ ชาวบ้านไม่มีทางเลือก ซึ่งสรุปแล้วคือ ชาวบ้านโง่   ถ้าชาวบ้านทำตามสูตรสำเร็จที่ฉันว่าไว้นี่นะ ชาวบ้านฉลาด ชาวบ้านมีภูมิปัญญา มีภูมิปัญญาพื้นฐาน มีภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีสารพัดอย่าง แต่ถ้าชาวบ้านไม่ทำตามสูตรสำเร็จนี้ปุ๊บ ชาวบ้านโง่ ชาวบ้านถูกหลอกลวง ชาวบ้านถูกมอมเมา ชาวบ้านถูกหลอกให้โลภโมโทสัน ชาวบ้านถูกระบบตลาดหลอก ถูกซื้อ อะไรอย่างนี้ คุณก็จะไปแบบนั้นเลย ซึ่งในที่สุดแล้ว ความคิดแบบเอ็นจีโอแบบนี้ คือความคิดที่ดูถูกชาวบ้านมาก ปากก็อ้างชาวบ้านตลอด แต่พฤติกรรมจริงๆมานั่งวิเคราะห์เนี่ย  ดูถูกชาวบ้านมาก ไม่เคยเคารพความคิดเห็นของชาวบ้าน โดยมีสูตรสำเร็จอย่างนี้ ชาวบ้านต้องทำแบบนี้นะ ถึงจะเรียกว่าฉลาด มีภูมิปัญญา ถ้าชาวบ้านตัดสินใจแตกต่างจากที่ข้าพเจ้าเซทเอาไว้ ถือว่าผิด มอมเมา โง่ ถูกซื้อ ถูกบังคับ ไม่มีข้อมูล อะไรอย่างนี้ เปรียบเทียบแล้วก็คือวิถีการคิดแบบคนกรุงเทพฯ กับคนชั้นกลาง เปรียบเทียบแล้วความคิดแบบแบบซ้ายกับทุน แบบไหนน่ากลัวกว่ากัน ความคิดแบบทุนคืออะไร

แบบทุนก็อาจจะทำกำไรสูงสุด

ทีนี้ใครทำกำไรสูงสุด

เอกชน

แล้วชาวบ้านทำกำไรสูงสุดไม่ได้หรือ ทุนกับชาวบ้านแยกไปคนละทาง ทุนไปทางหนึ่ง ชาวบ้านไปทางหนึ่ง แล้วถ้าทุนได้ ชาวบ้านต้องเจ๊ง ทุนรังแกชาวบ้าน ทุนขูดรีดชาวบ้าน ทุนเอาเปรียบชาวบ้าน ทุนทำร้ายชาวบ้าน เนี่ย วิธีการถามนี่งัยฮะ ชาวบ้านเขาลงทุนทำธุรกิจของเขา จากแต่เดิมใช้แรงงานอย่างหนักมากอยู่บนที่ดิน ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอะไรเยอะแยะเอามาขาย วันหนึ่งขึ้นมา เขาเกิดมีเงินก้อนขึ้นมา จะโดยวิธีอะไรก็แล้วแต่ ลงทุนแปรรูปหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำกิจการบางอย่างขึ้นมา อันนั้นเป็นทุนไหม

ก็เป็น

เป็นใช่มั้ยฮะ ทำกำไรได้มั้ย แล้วถ้ามันมีกำไร รอดมั้ย แล้วถ้าไม่กำไร เจ๊งมั้ย ก็เหมือนทุนทั่วไปใช่มั้ย ฉะนั้นทุนกับชาวบ้าน มันแยกกันขาดรึเปล่า เป็นสองขั้วจริงรึเปล่า นี่คือวิธีการ การที่นั่งอยู่ในกรุงเทพฯ นั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ นั่งอยู่ในสำนักงานเอ็นจีโอของตัวเอง แล้วก็นั่งวาดภาพว่า ทุนอยู่ข้างหนึ่ง ชาวบ้านก็อยู่อีกข้างหนึ่ง แต่ไม่เคยเข้าไปดูพื้นที่จริงๆว่า ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยทุกวันนี้เนี่ย ระบบทุนมันเข้าไปฝังรากลึกมาก ไปถึงระดับชาวบ้านข้างล่าง  ร้านโชห่วยในหมู่บ้านก็เป็นทุน  เขาก็หมุนเงินของเขา หมุนสินค้าของเขา มีระบบสินเชื่อของเขา เอาของเข้ามาก็สินเชื่อ 90 วัน แล้วก็เข้ามาเคลียร์กันก็แล้วแต่ กับยี่ปั๊วหรือกับอะไรก็แล้วแต่ ใช่มั้ยฮะ  แล้วเขาก็ขายของให้ชาวบ้าน ก็ทำกำไรหมุนเงินไป ถ้าของไม่พอ อยากจะขยายกิจการจากหนึ่งร้านเป็นสองร้าน จากหนึ่งตู้เป็นสองตู้ เขาก็หาเงินมา ถ้าไม่เก็บเงินขึ้นมาเองก็ไปกู้ กู้กองทุนหมู่บ้านก็ได้ กู้ธนาคารประชาชนก็ได้ ก็เอามาทำ ถ้าทำไปได้ก็ไปได้ แล้วแต่สเกลของมัน
ฉะนั้นการแผ่ขยายของทุน มันลงไปถึงระดับข้างล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนพวกนี้ไม่ยอมรับความจริง ไม่ต้องอื่นไกล ชาวบ้านมาลงทุนทำปั๊มขวด แค่นี้เป็นทุนรึยัง ตอนนี้น้ำมันแพงใช่มั้ยฮะ ชาวบ้านทำยังงัย มีขวดโค๊กแก้วใช่มั้ย ก็ไปซื้อที่ปั๊มมา ปั๊มใส่ขวดครึ่งขวดมั่ง ขวดหนึ่งมั่ง แล้วมาตั้งไว้หน้าบ้าน มอเตอร์ไซค์มาถึงก็เปิด เทเข้าไป 10-20 บาท เพราะชาวบ้านไปเติมที่ปั๊มทีนึงก็ 50 บาท หรือ 100 บาท มันเยอะ ชาวบ้านบอกว่าไม่เอา ก็มีชาวบ้านหัวใส นักธุรกิจระดับรองก็ลงทุนเอาเงินเป็นเงินก้อนเนี่ย  100-200 บาท ไปซื้อแล้วเอามาใส่ขวดๆ อันนี้เป็นทุนรึเปล่า มีกำไรมั้ย แล้วเค้าก็คำนวณได้เองว่า เขาลงทุนมาอย่างนี้ ลงเงินไปซื้อที่ปั๊มมา แล้วมาบรรจุขวด นั่งเฝ้า คำนวณแล้วได้กำไร เป็นมาร์จิ้น เป็นช่องแคบ กำไรเท่านี้อยู่ได้ โอเค
ถ้าเงินนี้ไปกู้เค้ามามีดอกเบี้ย เขาก็ต้องบวกกำไร ก็ไปคำนวณให้เสร็จ เขาคำนวณด้วยตัวเขาเองว่า ทำอย่างไรถึงจะอยู่รอด ถ้าคำนวณไปแล้วราคามันไม่อยู่รอด ขายแพงเกินไป ขวดนึง 20-30 บาท ชาวบ้านบอกไปเติมที่ปั๊มดีกว่า ไปเติมปั๊มขวดที่บ้านนายคนนี้ มันไม่คุ้ม คุณก็เจ๊งเอง ชาวบ้านก็ต้องไปหาวิธีการอื่นที่จะทำกิน นี่คือระบบของมัน
ฉะนั้นคำถามที่คุณถามมา ชาวบ้านกับทุนเป็นคนละพวกกัน ทุนรังแกชาวบ้านมันไม่จริง ภาพนี่ต้องโยนทิ้งไปเลย แต่ถ้าจะพูดทำนองว่า ทุนใหญ่ ทุนกลาง ทุนเล็ก มันมีการต่อสู้แข่งขันกันตามระบบทุนนิยม อันนี้จริง ทุนใหญ่รังแกทุนเล็กมั้ย มี เป็นไปได้  ห้างค้าส่งขนาดยักษ์ที่รังแกซับพลายเออร์มีมั้ย มี  แต่ห้างค้าส่งที่รังแกซับพลายเออร์ มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเป็นทุนไทยกับต่างชาติ ซึ่งอันนี้ก็ผิดประเด็นของไอ้คนพวกนี้ เพราะคนพวกนี้บอก ทุนห้างค้าปลีกยักษ์ต่างชาติมารังแกซับพลายเออร์ มารังแกโชห่วยชาวบ้าน ขอโทษทีครับ มันไม่ใช่ต่างชาติรังแกคนไทย มันทุนใหญ่รังแกทุนเล็ก
มันไม่เกี่ยวกับสัญชาติเพราะอะไร เพราะห้างค้าปลีกค้าส่งนี่เป็นหุ้นของคนไทย ไม่ต้องเอ่ยชื่อนะ  มันรังแกยี่ปั๊วรังแกซับพลายเออร์รึเปล่า รังแกใช่มั้ย ทำไมไม่พูดล่ะ ห้างชอปปิ้งของคนไทยที่มีมาก่อนโลตัส คาร์ฟู ห้างอื่นๆทั้งหลาย เช่น เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ พวกนี้เป็นของคนไทยทั้งหมด ลองไปดูซิว่า เคยมีปัญหากับซับพลายเออร์ของตัวเองรึเปล่า  เคยมีปัญหากับผู้เช่าในพื้นที่ของตัวเองรึเปล่า ลองไปถามดู มันเป็นเรื่องระหว่างทุนกับทุนที่มันสู้กัน เป็นธรรมชาติของทุนนิยม ที่ทุนใหญ่กับทุนเล็ก หรือทุนใหญ่กับทุนใหญ่มันสู้กัน สู้กันทั้งในแบบและนอกแบบ ซึ่งตรงนี้ก็คือบทบาทของรัฐบาลว่าทุนนิยมมันถึงต้องมี มันถึงต้องมีเพรียวๆ โดยที่ไม่มีรัฐบาลมันถึงไม่ได้ มันถึงต้องมีรัฐบาล มันจะต้องมีรัฐที่มีประสิทธิภาพที่จะต้องเข้ามาดูแลว่าจะรังแกกันนอกแบบไม่ได้ ต้องสู้กันแฟร์ๆโดยกลไกทางตลาด โปรโมชั่น ตัดราคา อะไรก็ว่าไป จะมาใช้อำนาจอย่างนี้ก็ไม่ถูก คือว่าทุนมันมีการแข่งขัน มีการสู้กันแล้วบางทีการแข่งขันมันก็ Ugly ตรงนี้ก็ต้องมาดูกันว่า จะทำยังไง
ไอ้วาทกรรมแบบนี้ ผมบอกเลยว่าจบไปแล้ว มันใช้ไม่ได้กับประเทศไทย มันไม่มีแล้ว ผมท้าเลยว่าให้ลงไปพื้นที่ ไปดู ต่อให้เป็นชาวบ้านหมู่บ้านที่ลึกที่สุด คุณก็ยังเจอชาวบ้านที่ประกอบกิจการทุน แต่อาจจะทุนเล็ก ทุนน้อย ทุนจิ๋ว นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

 
 
 

อาจารย์พูดเรื่อง แนวคิดของชนชั้นกลาง แนวคิดของคนกรุงเทพฯ อยากให้ขยายความว่า ชนชั้นกลาง มีลักษณะอย่างไร ทั้งในเรื่องของโลกทัศน์ ชีวทัศน์

ผมว่ามันต้องแยกให้ชัด ชนชั้นกลางในที่นี้  มันเป็นคำนิยามที่หยาบๆมาก ต้องแยกกันให้ชัดน่ะ อาจจะหมายถึงคนเมืองที่มีสถานะในระดับหนึ่ง มีรายได้ในระดับหนึ่ง มีการศึกษาอยู่ตรงกลางในระดับหนึ่ง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง แล้วก็ไม่ใช่อยู่ในระดับรากหญ้าที่ใช้แรงงานหรือว่าทำการเกษตรอะไรแบบนั้น แต่ชนชั้นกลาง คุณต้องระบุ มีหลายประเภท ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาอยู่ในวงการการศึกษาและข้าราชการ ชนชั้นกลางที่อยู่ในวงการการค้าและธุรกิจ ซึ่งพวกนี้วิธีการคิดจะแตกต่างกัน แล้วชนชั้นกลางในเมืองมันจะปะปนกัน ถ้าพวกชนชั้นกลางที่มีการศึกษาอยู่ในเมืองใหญ่ ผูกพันอยู่กับระบบราชการในทางใดทางหนึ่ง อย่างเช่น เป็นอาจารย์ พวกนี้ก็มีความคิดไปอีกแบบหนึ่ง เป็นอนุรักษ์นิยม

 
 
 

เป็นพวกนิยมจารีต อะไรแบบนั้น แต่ถ้าเป็นชนชั้นกลางที่ทำธุรกิจการค้า ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เขาจะเข้าใจโลกมากกว่า เข้าใจสภาพเศรษฐกิจ สังคมของโลกมากกว่า เข้าใจความจำเป็น แรงกดดันที่มีต่อประเทศไทยจากต่างประเทศ เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจอะไร ก็จะมีความคิดไปอีกแบบ ก็ต้องแยกแยะให้ออก

ยกตัวอย่าง ถ้าพูดถึงทางการเมือง บอกว่าคนกรุงเทพฯชนชั้นกลางไม่ชอบทักษิณ แต่ถ้าไปไล่ดูจริงๆ ชนชั้นกลางหรือคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ชอบทักษิณจริงๆ ก็คือเซคชั่นพวกคนที่มีการศึกษา คืออาจผูกพันกับส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ที่อาจจะผูกพันอยู่กับราชการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เป็นหมอ เป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาล อยู่โรงเรียน อยู่มหาวิทยาลัย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีการศึกษา ที่ผูกพันกับระบบการเมืองแบบเก่า ระบบอุปถัมภ์แบบเก่า มีแนวคิดที่อาจจะเป็นอนุรักษ์นิยมมาก กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบทักษิณ และอาจจะเป็นฐานที่โยงเป็นแนวร่วมกับเอ็นจีโอ เพราะพวกนี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชีวิตนี้อยู่กับเงินเดือน อยู่กับตำแหน่งในระบบ

เป็นแนวร่วมแบบชั่วคราว หรือ ถาวรครับ

จะว่าชั่วคราวหรือถาวรก็ลำบาก ปัจจุบันเขายังเป็นอยู่เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าอนาคตเขาจะเลิกกันหรือยังไง ผมก็ไม่ทราบ แต่ทุกวันนี้ยังมีอยู่  แต่ชนชั้นกลางอีกซีกหนึ่ง ซึ่งทำธุรกิจอยู่ในภาคเอกชน พวกนี้จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

การเคลื่อนของกลุ่มในสังคม  ลึกๆ ก็จะเป็นการเคลื่อนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน

ก็เกิดจากลักษณะสถานะภาพที่ตนเองมีอยู่ส่วนหนึ่งด้วย เช่น ชนชั้นกลางในเมืองที่มีการศึกษาที่อยู่ในแวดวงระบบราชการที่ผมพูดถึง คนพวกนี้จะมีวาทกรรม มีสภาวะจิตอันหนึ่งที่ร่วมกันมานานว่า นักการเมือง คอรัปชั่น เห็นว่าระบบการเมืองการเลือกตั้งมันมีปัญหา เพราะนักการเมืองเข้ามาแล้วซื้อเสียง คอรัปชั่น เข้ามาแล้วก็ไม่บริหารประเทศ แสวงหาผลประโยชน์ นี่คือแนวคิด  ความกังวล ความห่วงใย แรงต่อต้านหลักคือตรงนี้เลย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ ก็จะมีวาทกรรมอันนี้อยู่ตลอดเวลา นักการเมืองเลว นักการเมืองโกง เข้ามาฉกฉวย เวลาเลือกตั้งก็ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยมากไปก็ไม่ดี เพราะมันซื้อเสียงกัน เป็นลักษณะอย่างนี้ตลอด นี่คือวาทกรรมแบบชนชั้นกลางในเมืองที่มีการศึกษา ที่ผูกพันกับระบบราชการ  และมันสะท้อนออกมาในสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ ก็จะย้ำ ๆ ๆ เสียดสี ดูถูกดูแคลน ด่าทอนักการเมืองตลอดเวลาก็จะเป็นอย่างนี้  การคอรัปชั่นของนักการเมือง การซื้อเสียง ความสกปรกโสโครกของนักการเมือง ย้ำ ๆ ๆ อยู่อย่างนี้ แล้วคนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะ กระแสข่าววาทกรรมแบบนี้ แล้วคนพวกนี้ก็จะเป็นฐานให้กับเอ็นจีโอ และบุคคลของเอ็นจีโอ อย่างหมอประเวศ , เสน่ห์ จามริก  พอพวกนี้ออกมาพูด คนพวกนี้ก็จะฮือ เออใช่ๆ จริง ๆ ปัญหาของประเทศชาติ นักการเมืองมันโกง มันชั่วอะไรอย่างนี้ คนพวกนี้ก็จะส่ายไปส่ายมา อยากให้มีรัฐประหาร ทหารต้องจัดการโค่นมันเลย พอสุจินดายึดอำนาจ เกิด รสช. ก็เชียร์กันใหญ่แรกๆ แต่พออยู่ไป ๆ เศรษฐกิจมีปัญหาอะไรขึ้นมา รัฐบาลที่ทหารแต่งตั้ง บริหารประเทศไม่ถูกใจ ก็เริ่มบ่น ๆ ๆ พอเลือกตั้ง นักการเมืองกลับมา มีปัญหานักการเมืองโกงกิน ซื้อเสียง ก็เริ่มบ่นเบื่อหน่าย ทหารรัฐประหาร ๆ อีก นี่คือกลุ่มนี้เป็นมาตลอด พวกนี้จำนวนคนไม่เยอะ แต่เสียงดังและมีอำนาจมาก เพราะอยู่ในระบบราชการ ระบบการศึกษา และกระจายอยู่ในสื่อมวลชน เอ็นจีโอต่าง ๆ เป็นพวกมีอำนาจต่อรองสูง ไดนามิกด้วยบางที วันนี้อาจจะพบเอ็นจีโอ แต่อีกวันนึงถ้าผลประโยชน์ไม่ตรงกัน ก็อาจจะห่าง แล้วก็คบคนชั้นปกครอง

ไม่ว่ากับสื่อ ปัญญาชน เอ็นจีโอ ที่มีแนวคิดอย่างที่อาจารย์ว่า ถ้าเรามองดูนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมา อาทิเช่น ท่อก๊าซ พลังงาน ซึ่งบางทีก็ล้มไป เพราะคนกลุ่มนี้ต่อต้าน

ต้องถือว่ามีผล คือ ถ้าชาวบ้านในพื้นที่เขาไม่เอา ต่อต้าน เขาไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เราก็ต้องฟังเขา แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าในความเป็นจริง ชุมชนแบบนั้นมีไม่เยอะ ทั่วทั้งประเทศไทย เพราะถ้ามีเนี่ย ตัดถนน สร้างเขื่อน คงทำไม่ได้จนป่านนี้หรอก  แต่พวกเอ็นจีโออาจจะเถียง บอกสมัยก่อนมันเป็นเผด็จการ ชาวบ้านไม่กล้าหือ พอทางการมาบอกจะตัดถนนสร้างเขื่อน ก็ต้องย้ายออกไม่มีทางสู้ อาจจะแย้งแบบนั้น ก็ OK อันนี้ฟังขึ้น
.               ตามหลักการการพัฒนาประเทศแล้ว ในหลายกรณีมันไปขัดแย้งกับ ค่านิยมหรือผลประโยชน์ในท้องถิ่น จะต้องแก้ด้วยวิธีการประชาธิปไตย ด้วยการข่าวสารข้อมูล และก็วิวาทะตามกรอบของประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยการปลุกระดม ไม่ใช่ด้วยการถ่ายข้อมูลเท็จ ไม่ใช่ด้วยการเข้าไปแพร่กระจายด้วยความกลัว ให้ข้อมูลเป็นบางส่วนเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของตัวเองว่าจะต้องไม่มีการพัฒนา จะต้องไม่มีทุนนิยม จะต้องไม่มีอุตสาหกรรม ฉะนั้นเข้าไปแล้ว เข้าไปบิดเบือน ไปให้ข่าวบางส่วน อะไรต่อมิอะไร อันนี้สำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตามหลักประชาธิปไตยต้องเชื่อนี้ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เอา ก็ต้องฟังเค้า เพราะแสดงว่าชาวบ้านต้องได้ข้อมูลอะไรบางอย่าง ชาวบ้านจะต้องได้รับข้อมูลเยอะจากเอ็นจีโอ แต่ข้อมูลด้านเดียวจากเอ็นจีโอเนี่ย ผมเชื่อว่า มันไม่สามารถทำให้ชาวบ้านตัดสินใจได้เลยว่า ฉันไม่เอาโครงการ ฉันยอมตายอย่างนี้ มันจะต้องมีอะไรอย่างอื่นเข้ามาที่ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจตามเอ็นจีโอ  คือไม่เอาอะไรเลยนี่ ก็คือความผิดพลาดของรัฐ ที่ลงไปทำแล้วผิด ด้วยวิธีการใดๆก็แล้วแต่ และทำให้ชาวบ้านเค้าตัดสินใจว่า โครงการอย่างนี้ฉันไม่เอา ถ้าเอ็นจีโอลงไป แล้วถ้าฝ่ายรัฐลงไปด้วย แล้วทำด้วยมาตรการที่ถูกต้อง เคารพสิทธิของชาวบ้านแล้วให้ข่าวสารข้อมูล เปิดให้มีการคุยกัน ผมเชื่อว่าชาวบ้านจะฟัง ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์  แม้กระทั่งวาทกรรมที่บอกว่าชาวบ้านต่อต้านโครงการพัฒนา เพราะถูกเอ็นจีโอปลุกปั่น ใส่ข้อมูล ใส่ไคล้ จนกระทั่งหลงเชื่อนั้นก็ไม่จริง เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วชาวบ้านก็มีวิจารณญาณ ฉะนั้นถึงเอ็นจีโอลงไปเคลื่อนไหวทำอะไร แต่ถ้าชาวบ้านได้ข้อมูลอย่างอื่นมาพิจารณาแล้วเนี่ย เค้าจะตัดสินใจได้ การที่ชาวบ้านเชื่อเอ็นจีโอ แล้วไปเคลื่อนไหวจนไม่เอาอะไรเลย ต่อต้านรัฐทุกประการเนี่ย ปัจจัยสำคัญคือรัฐทำความผิดพลาดในประเด็นนั้น ซึ่งเราต้องไปดูเป็นเรื่องๆว่า ในแต่ละโครงการ ไปทำความผิดพลาดอะไรบ้าง

 
 
 

ถ้ายกตัวอย่างเฉพาะเจาะจงเลย

เช่น บ่อนอกและหินกรูด ซึ่งฝ่ายรัฐทำความผิดพลาดไว้เยอะมาก ตอนที่ไปเริ่มโครงการไว้แต่แรกๆเลย ผิดพลาดมาก ตั้งแต่เรื่องการให้ข้อมูล เรื่องการไปกว้านซื้อที่ดิน เรื่องอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งอันนี้ต้องไปดูรายละเอียด ฉะนั้นกรณีบ่อนอกและหินกรูด ต้องโทษฟากรัฐบาลและฝ่ายการไฟฟ้าด้วย เพราะคนที่เป็นเจ้าของโครงการและดำเนินการตั้งแต่ตอนต้นๆเลยเนี่ยคือการไฟฟ้า ซึ่งทำผิดพลาดไว้เยอะ ประเมินการตัดสินใจของชาวบ้านต่ำไป ถ้าคุณเข้าไปให้ข้อมูลอย่างดี ให้ชาวบ้านเค้าไว้ใจว่าคุณเข้ามาแล้วพูดความจริง มีข้อมูล

 
 

จริง แล้วชดเชยอะไรต่างๆให้ทุกอย่าง เอ็นจีโอเข้ามาก็เข้ามา เอาข้อมูลอีกฝั่งมา เอ็นจีโอจะมาบิดเบือนข้อมูล จะมาใส่ข้อมูลก็ทำไป เพราะถ้าเราให้ความจริงไปแล้วเนี่ยแล้วถ้าชาวบ้านเค้าพิจารณารอบคอบแล้ว ก็เป็นการตัดสินใจของเค้า  แต่ถ้าชาวบ้านเค้าได้ข้อมูลทุกอย่างแล้วตัดสินใจว่าไม่เอา ไม่เอาก็ไม่เอา ก็จบ คุณจะทำยังงัย จะไปไล่เค้าออกเหรอ จะเอาทหารไปจัดการเหรอ มันไม่ได้ ชาวบ้านเค้าก็มีสิทธิ
แต่ผมเชื่อว่าในกรณีส่วนใหญ่ ถ้ามีการให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง เปิดเผย ตรงไปตรงมา มีความไว้วางใจกัน ชาวบ้านเค้ายอมครับ ยกตัวอย่างไม่อื่นไกล นายกสมัครที่ไปลาวเมื่อต้นเมษา แล้วก็ไปเซ็นต์สัญญาทำเขื่อน ซึ่งการทำเขื่อนในแม่น้ำโขง มันจะมีผลต่อชาวบ้านฝั่งไทยส่วนหนึ่ง คนที่เป็นสื่อคนนั้นก็มาถามผมว่า นายกสมัครไปเซ็นต์กับรัฐบาลลาว

โดยไม่ถามชาวบ้านในชุมชนเลย ส่งผลกระทบต่อชุมชนจะสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน อะไรต่อมิอะไร เป็นการรุกรานทำร้ายชุมชนรึเปล่า พอถามมาแบบนี้ ผมก็ถามย้อนไปว่า ถามจริงเถอะ ชาวบ้านตอนนี้เค้าแสดงท่าทีรึยังว่ายังงัยก็ไม่เอา หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เอาเขื่อนนี้ ฉันจะไม่ยอมย้ายจากพื้นที่ตรงนี้ ต่อให้น้ำท่วมฉันก็จะอยู่ตรงนี้ ตายตรงนี้ ตัดสินใจอย่างนั้นรึยัง ผมถามคุณซิ คำตอบคือเปล่า
ผมถามว่า แล้วจริงๆชาวบ้านเค้ามีท่าทียังงัย ก็พูดเสียงอ่อยๆว่า ชาวบ้านเค้าจะรอให้ทางการมาคุยดูก่อนว่าโครงการนี้เป็นยังงัย จะมีผลกระทบแค่ไหน ให้ค่าชดเชย ค่าเสียหายยังงัย ที่ทำกินที่ใหม่อยู่ตรงไหน จะดูตรงนี้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เห็นมั้ย ชาวบ้านส่วนใหญ่จริงๆเค้าเป็นอย่างนี้ เค้าไม่ใช่พวกสุดขั้ว เค้าพร้อม แต่ขอให้มีข้อมูล มีมาตรการนโยบายที่ดีลงไป แสดงว่าเคารพความคิดเห็น เคารพสิทธิของเค้า เคารพในการทำมาหากินของเค้า ชาวบ้านเค้าคุยรู้เรื่องครับ แล้วชาวบ้านเค้าก็รักส่วนรวม เพราะเค้ารู้ว่า ถ้าประเทศชาติพัฒนาไปเนี่ย ลูกหลานเค้าก็ได้ประโยชน์ด้วย

บ่อนอก หินกรูด ก็มีทั้งชาวบ้านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  จะเอาแสดงไปในเชิงปริมาณ เค้าก็จัดมาได้

คือเรื่องบ่อนอก หินกรูด ผมย้ำอีกที เป็นความผิดพลาดของรัฐและองค์กรของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องที่ไปทำตั้งแต่ต้น จึงออกมาเป็นแบบนี้ ฉะนั้นในท้ายที่สุด เมื่อปัญหามันมีมากจนเกิดความแตกแยกในพื้นที่ เมื่อลงเอยว่าไม่สามารถทำได้ ก็คือไม่ต้องทำ ไม่เป็นไร ก็เคารพชาวบ้าน ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องทำ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การที่ตอนนั้นคุณทักษิณเค้ามาบอกว่า โครงการนี้หยุดไปแล้วกัน เพราะชาวบ้านเค้ามีปัญหามาก ถ้าทำก็มีปัญหาไม่จบ ผมว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดี ไม่ใช่ว่าจะยังงัยก็ต้องทำให้ได้ ชาวบ้านอย่ามาขวาง อย่างนั้นไม่ถูก
ฉะนั้นในกรณีบ่อนอกและหินกรูด เป็นความผิดพลาดของรัฐและรัฐก็จ่าย ต้องจ่ายให้แก่ความผิดพลาดของตัวเอง คือโครงการไม่ขึ้น แถมยังต้องจ่ายค่าเสียหาย จ่ายค่าอะไรเยอะแยะไปหมด กลายเป็นต้นทุนของประชาชนผู้เสียภาษี ฝ่ายรัฐจะต้องศึกษาและนำมาเป็นตัวอย่าง ทำยังงัยถึงจะไม่ให้ผิดพลาด การโทษเอ็นจีโออย่างเดียวว่าเข้าไปปลุกปั่นจนชาวบ้านเค้าไม่เห็นด้วยน่ะ มันไม่เวิร์ค เพราะจริงๆแล้วชาวบ้านเค้ามีวิจารณญาณ  ชาวบ้านเค้าได้ข้อมูลทุกด้านแล้ว จากเอ็นจีโอหรือจากใครก็ตาม แล้วเค้าตัดสินใจว่าไม่เอา ก็คือไม่เอา แต่ผมดร.พิชิต เชื่อโดนส่วนตัวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เค้า flexible จะมีบางพื้นที่บางจุดที่มัน sensitive แล้วเค้าเห็นว่าการพัฒนาเนี่ย จะเป็นผลเสียกับเค้าอย่างร้ายแรง แล้วการเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นมันไม่คุ้ม ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องเคารพความเห็นของเค้า แต่กรณีอย่างนั้นผมเชื่อว่ามีไม่มาก

ความเป็นจริง มันไม่สามารถที่จะ ในชุมชนหนึ่ง จะให้คนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกันหมดได้ ฝ่ายหนึ่งเค้าอาจเห็นชอบให้เดินหน้ากันไป อีกฝ่ายบอกไม่เอา

ลักษณะชุมชนเนี่ย คนมักไม่ค่อยเข้าใจ เขาคุยกันรู้เรื่อง เขาอยู่กันมาเป็นร้อยปี ฉะนั้นปกติถ้าไม่มีอะไรเข้าไป เขาไม่ทะเลาะกันขนาดฆ่ากันตาย หรือไม่มองหน้าไม่เผาผีกันหรอก ลักษณะในพื้นที่ของคนมันเป็นอย่างนั้น มีอะไรเค้าก็คุยกัน เพราะมันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่มีทางหนีกันไปได้ เหมือนคนไทยกับพม่า ทะเลาะกันไม่มีประโยชน์ ต้องอยู่กันจนโลกแตก ฉธนั้นในกรณีอย่างนี้ ถ้าคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านห็นด้วยว่า โครงการนี้รับได้ รัฐเค้ามาชดเชยให้คุ้ม แล้วระยะยาวลูกหลานก็ดีขึ้นด้วย คนส่วนน้อยจะยอม นี่คือลักษณะพื้นบ้านของชาวบ้าน คนส่วนน้อยที่ว่ายังงัยก็ไม่เอา ก็จะเป็นปัญหาในชุมชนเอง มันเป็น social sanction อย่างหนึ่ง
นี่คือเหตุผลลักษณะเดียวกับว่า ทำไมกองทุนหมู่บ้านจึงมีหนี้เสียน้อยมาก 3-5 % เท่านั้นเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ฝ่ายที่ด่าโครงการบอกว่า กองทุนหมู่บ้านลงไปหมู่บ้านละล้านนี่ เจ๊งแน่ เพราะชาวบ้านจะเบี้ยวหนี้ จะไม่คืน ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังงัยฮะ กองทุนทั้งหมดยังอยู่ มีปัญหาอยู่ไม่กี่กองทุน แล้วส่วนใหญ่หนี้เสียน้อยมาก 3-5% เพราะอะไรรู้มั้ยฮะ เพราะระบบชาวบ้านเค้าคุมกันเอง คุณยืมเงินกองทุนมา แล้วคุณเบี้ยวหนี้ไม่จ่ายคืน แต่คุณอยู่ในหมู่บ้านนั้น แล้วคุณมองหน้าใครได้มั้ย เดี๋ยวมีงานบวช งานแต่ง ทำบุญบ้าน กองทุนซึ่งเป็นของชุมชน แล้วคุณเบี้ยวหนี้ คุณอยู่ได้มั้ย ไม่ได้ ฉะนั้นชาวบ้านไม่กล้าเบี้ยว คนที่เบี้ยวหนี้เยอะคือคนในเมือง พอเบี้ยวก็ย้ายงาน ย้ายบ้าน หนีไปแล้ว แต่คนในหมู่บ้านในพื้นที่มันต้องอยู่ นี่คือเหตุผลเดียวกัน
ถ้าในหมู่บ้านในพื้นที่มีโครงงานภายนอกเข้ามา คนส่วนใหญ่เค้าเห็นด้วย คนส่วนน้อยก็จะตาม แล้วโดยทั่วไปในหมู่บ้านเค้าก็จะ fight ให้กัน ถ้ามีคนจำนวนส่วนน้อยซึ่งยังไม่ได้รับประโยชน์ ชาวบ้านพวกที่เหลือเค้าก็จะบอก ไม่ได้นะ ต้องช่วยเค้านะ เพราะมันอยู่ด้วยกันมา เป็นลักษณะชุมชนอย่างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อชี้อีกว่า เอ็นจีโอทั้งหลายซึ่งปากก็อ้างว่าชุมชน อ้างว่าชาวบ้าน จริงๆแล้วไม่เคยเข้าใจว่า ชาวบ้านเค้าอยู่กันยังงัย คิดยังงัย มีแต่เอาความคิดตัวเองไปสวมครอบชาวบ้าน

เป็นไปได้มั้ยอาจารย์ว่า เมื่อก่อนชาวบ้านพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมันไม่มีผลประโยชน์ก้อนโตๆ หล่นไปใส่เค้า

ก็ต้องดูก่อนว่า ผลประโยชน์ที่ลงไปเนี่ย ลงไปยังงัย แล้วลงไปแล้ว มันไปให้กันยังงัย ถ้าอิทธิพลที่เข้าไปเอาผลประโยชน์ไปให้กับคนบางคน แล้วทำให้แตกกัน ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนะ คือเอาไปให้กับคนบางคนที่เป็นคนส่วนน้อย เช่นผู้ใหญ่บ้านอะไรมั่ง แต่คนส่วนใหญ่เค้ายังไม่เอา ในกรณีอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่า ทำอย่างนี้มันไม่ถูก นี่คือความผิดพลาดอย่างหนึ่งของรัฐ  ที่มักจะทำในระยะที่ผ่านมา พอชาวบ้านเริ่มมีแรงต้านหรือไม่เห็นด้วย คุณก็ไปเจาะบางคนที่มีอิทธิพล เอาผลประโยชน์ไปให้  แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวมันคงจะจัดการกันเอง ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้น เป็นความผิดพลาดของรัฐ และหน่วยงานที่เข้าไปทำ  วิธีนี้มันไม่เวิร์ค แล้ววิธีการนี้คือวิธีการเดียวกับที่เค้าไปทำที่บ่อนอกและหินกรูดแล้วมันเจ๊ง ทำให้ชาวบ้านแตก ผมถึงได้บอกว่า โครงการที่มันลงสู่พื้นที่แล้วเกิดปัญหาทั้งหลายเนี่ย เกิดจากฝ่ายรัฐ พอทำอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านเค้าจะไม่ไว้ใจคุณ 
ไม่ปฏิเสธว่าที่ผ่านมาโครงการที่ลงสู่พื้นที่ มันมีปัญหาหลายอย่าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ภาครัฐและหน่วยงานของรัฐที่ลงไปเนี่ย 1. มีผลประโยชน์ ความไม่โปร่งใส ความไม่สะอาด แทบจะทุกโครงการที่ผ่านมา    2. ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการกับความขัดแย้งภายในพื้นที่ ซึ่งถ้าไปดูในประเทศตะวันตกที่เค้าเจริญแล้ว เค้าก็เคยประสบปัญหานี้มา ในอเมริกา ยุโรป ปัญหาแบบเดียวกันนี้แหละ แต่ว่าเค้าพัฒนาเป็นร้อยปี ฉะนั้นเมื่อไทยพัฒนาไปนานเข้า แล้วเมื่อระบบประชาธิปไตยมันหยั่งรากลงไปถึงระดับข้างล่างแล้วเนี่ย ปัญหานี้มันจะค่อยๆหมดไป มันจะเริ่มมีกลไกที่จะให้ชาวบ้านเข้ามาแสดงความคิดเห็น มีการตอบโต้กันระหว่างฝ่ายรัฐกับชาวบ้าน ทำอย่างนี้นะ อันนี้ไม่ได้นะชาวบ้านเค้าไม่เอา คุณต้องแก้ตรงนี้หน่อยนะ ปกติชาวบ้านเค้าจะไม่ต้านทั้งหมด เฮ้ย โครงการนี้กูไม่เอาเลยนะ ส่วนใหญ่ต้องมาดูรายละเอียด อย่างเช่น โรงไฟฟ้า ถ้าเราไปตั้งเนี่ย เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โอ๊ย ถ่านหิน ไม่เอาๆ จำนวนมากๆไม่เอา งั้นไม่เอาถ่านหิน เอาแก๊สแล้วกัน สะอาด ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็จะ เออ แก๊สพอรับได้ แต่อีกส่วนหนึ่งจะบอก แก๊สกูก็ไม่เอา มันจะมีลักษณะหลากหลาย ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ลงไป ชาวบ้านที่บอกว่าไม่เอา อะไรอย่างนี้ ไม่เอาโครงการพัฒนาอะไร มันไม่ใช่หนึ่งเดียว ความคิดมันหลากหลาย แต่ต้องทำกระบวนการประชาธิปไตย ที่ให้คนที่หลากหายมีกระแสความคิดเข้ามา แล้วทำยังงัย ประสานผลประโยชน์กัน โครงการที่ลงไปก็ต้องมีการทำให้มันสอดคล้องกับผลประโยชน์ของข้างล่างด้วย

ถ้าจะบอกให้รัฐมีระบบคิดที่ยอมรับประชาชน มันก็ยากเหลือเกิน

ก็ต้องมีประชาธิปไตยไง แล้วรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วก็กระบวนการที่พัฒนามากับรัฐธรรมนูญปี 40 อย่างเช่น มีกม.เกี่ยวกับการรับฟังสาธารณะ public hearing การมี EIA มีอะไรเข้ามา ในแง่เชิงโครงสร้างมันโอเคละ แต่แน่นอนในเชิงปฏิบัติ มันเพิ่งมีมาไม่ถึง 10 ปีเลย คุณจะให้คนที่ทำ มันเก่งเลยคงไม่ได้  การรับฟังความคิดเห็นทำยังไง ให้คนเข้ามาฟังแล้วมันรับ ฟังแล้วมันแฟร์นะ ไม่ใช่กูจัดตั้งกันอะไรอย่างนี้  ทำยังงัยให้มันยอมรับ ฟังแล้วชาวบ้านเข้ามา ทีนี้โครงสร้างก็เริ่มพอมีละ  ที่นี้ฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง จะต้องทำคือทำให้กระบวนการดึงทั้งโครงสร้างและกระบวนการดึงให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  และกระบวนการพัฒนาโครงการพัฒนาในพื้นที่ จะต้องพัฒนาต่อไป ต้องใช้เวลา คือต้องให้ระบบประชาธิปไตยมีเวลาในการโต ลองผิด ลองถูก พลาดมั่ง เจ๊งมั่ง   โครงการบางโครงการทำ พลาด ชาวบ้านก็ไม่เอา  พลาดแล้วก็ต้องเลยไป  ใช้เวลา 10, 20, 50 ปี จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติ  ว่าเอาละ มีโครงการนี้เข้ามานะ  เอ้าชาวบ้านเข้ามาคุย  เอ็นจีโอมาคุย ฝ่ายรัฐมาคุย นั่งคุยกันไป  คุยไปคุยมา ตบไปตบมา  เอ้าโครงการนี้ทำต่อไป  แต่จะถึงจุดนั้น ต้องให้ฝ่ายที่เข้าร่วมเนี่ย ได้โต ได้พัฒนา  ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้าน ผมว่าอยู่ที่เอ็นจีโอกับรัฐที่ฝ่ายการเมือง  เอ็นจีโอนี่ไม่ต้องพูดถึง ผมเชื่อว่ายังไงเค้าก็ไม่เอา เค้าก็ดื้อ ต่อต้าน  มีการพัฒนาลงไปที่ไหน ฉันก็ลงไปปลุกปั่นชาวบ้าน ไปใส่ไข่ สร้างความกลัวให้กับชาวบ้าน เพื่อไม่เอาการพัฒนา  ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำในขณะนี้ที่ผมมองคือ ฝ่ายการเมืองจะต้องให้มีประชาธิปไตยที่ยืดยาว มีอายุยืน อย่าให้มันสะดุดอยู่เรื่อย  อำนาจในระบบนอกระบบ  นอกระบบที่เค้าต้องดึงเข้ามาให้อยู่ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยให้หมด  ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ  กระบวนการพัฒนามันจะได้โตขึ้นมาในระยะยาว

ไม่รู้ว่าจะหวังจากรัฐได้รึเปล่า

ผมว่าจากโครงสร้างทางการเมือง  คาดหวังจากรัฐทีเดียวทั้งหมดอาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก  คาดหวังจากกระบวนการประชาธิปไตยดีกว่า  ให้มันพัฒนาไปแล้วหยั่งรากลงสู่ระดับพื้นฐาน แล้วให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วน ให้รู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองและระบบการตัดสินใจนี้

กว่ามันจะพัฒนาได้  เราก็อาจต้องมีการปะทะกัน

ต้องให้เวลา  ปัญหาอยู่ตรงนี้คือว่า ตัวประชาธิปไตยเองทุกวันนี้ มันยังก้าวไปไม่ได้ เพราะมันเจอปัญหาอย่างอื่นที่มันเก่ากว่าเข้ามาขัดขวางการพัฒนา  ทำให้เกิดรัฐประหาร  เกิดการล้มรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ตลอดเวลา ซึ่งทำให้กระบวนการประชาธิปไตยและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ มันถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ  ต้องเข้าใจก่อนว่า กระบวนการที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการพัฒนา แล้วเกิดความรุนแรง เกิดการต่อต้าน มันเกิดภายใต้บริบทที่การเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย  ทำให้ใช้กำลัง  ใช้ผลประโยชน์  ใช้การบิดเบือนข้อมูล ใช้การปลุกปั่น ใช้มวลชนชนกัน  นี่คือการที่ปัญหาการพัฒนาในอดีตในพื้นที่เกิดปัญหาตลอด  เพราะการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย จึงออกไปในรูป ตีกัน ต่อยกัน ประท้วง เป็นม็อบ เป็นอะไรกัน ไม่สื่อสารกัน 
ฉะนั้นถ้าประชาธิปไตยพัฒนาแล้วมันลงรากได้ ให้เวลามันโต ขจัดอุปสรรคต่างๆ ออกไป  แต่ปัญหามันคืออุปสรรคประชาธิปไตยยังมีอยู่  ต้นไม้มันงอกมาก็ถูกตัด ถูกเหยียบ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงว่า ทำยังงัยให้มีกระบวนการที่ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นประจำ อย่างเป็นนิสัย เหมือนอย่างที่มีแล้วในยุโรป ในอเมริกา  นั่นเค้าเป็นเรื่องธรรมดามาก  พอมีโครงการ ชาวบ้านก็ค้าน ก็มี public hearing  ครั้งที่ 1, 2, 3 เรียกผู้เชี่ยวชาญ  เรียกใครต่อใครมา ไปสู้กันในศาล  ศาลก็เรียกพยาน นักวิชาการ ชาวบ้าน เอ็นจีโอ มานั่ง ๆ ๆ คุยกัน ฟันธง  โครงการนี้ทำได้  โครงการนี้ทำไม่ได้  ชาวบ้านกลับไป  รัฐก็ไปเจรจาผลประโยชน์ ต่อรองกันว่าชดเชยดีมั้ย ตกลงกันไม่ได้ก็ไปสู้กันในศาลอีก  ให้ศาลตัดสินว่าชดเชยความเสียหายเท่านี้ ๆ พอรึยัง หรือไม่พอ  ทุกคนก็ยอมรับ เพราะนี่คือกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนจากประชาชน  กระบวนการมันโปร่งใสทุกอย่าง ไม่มีนอกมีใน ศาลก็ตัดสินทรงความสถิตยุติธรรมอยู่แล้ว  แต่กระบวนการนั้นจะสร้างขึ้นได้  ต้องใช้เวลาใช่มั้ยฮะ เป็นสิบ ๆ ๆ ปี เป็นชั่วอายุคน  แต่จะทำได้ต้องโดยประชาธิปไตยต้องอยู่นาน เป็น 10, 20, 30 ปี ทำจนกระทั่งคนเป็นนิสัย ไม่ใช่ทุกวันนี้จะทำทีต้องเปิด อยู่มาตราไหน  รัฐธรรมนูญมีพูดรึเปล่ายังไม่รู้เลย ต้องถึงขั้นที่พอนึกขึ้นมา เรื่องนั้นเรื่องนี้ทำได้ ไม่ได้  มันต้องอยู่ในสายเลือด  ผมอาจจะมองโลกแง่ดีเกินไปนะ  แต่ผมคิดว่าประเทศไทยต้องไปอย่างนี้ถึงจะ  1.พัฒนาได้  2.ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการพัฒนา แล้วในกระบวนการอย่างนั้น ถ้าสุดท้ายชาวบ้านบอกไม่เอา ก็คือไม่เอา ต้องเคารพความคิดเห็นของเขา ต้องมีกระบวนการที่จะแก้ความขัดแย้งระหว่างกัน

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats