จริง แล้วชดเชยอะไรต่างๆให้ทุกอย่าง เอ็นจีโอเข้ามาก็เข้ามา เอาข้อมูลอีกฝั่งมา เอ็นจีโอจะมาบิดเบือนข้อมูล จะมาใส่ข้อมูลก็ทำไป เพราะถ้าเราให้ความจริงไปแล้วเนี่ยแล้วถ้าชาวบ้านเค้าพิจารณารอบคอบแล้ว ก็เป็นการตัดสินใจของเค้า แต่ถ้าชาวบ้านเค้าได้ข้อมูลทุกอย่างแล้วตัดสินใจว่าไม่เอา ไม่เอาก็ไม่เอา ก็จบ คุณจะทำยังงัย จะไปไล่เค้าออกเหรอ จะเอาทหารไปจัดการเหรอ มันไม่ได้ ชาวบ้านเค้าก็มีสิทธิ
แต่ผมเชื่อว่าในกรณีส่วนใหญ่ ถ้ามีการให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง เปิดเผย ตรงไปตรงมา มีความไว้วางใจกัน ชาวบ้านเค้ายอมครับ ยกตัวอย่างไม่อื่นไกล นายกสมัครที่ไปลาวเมื่อต้นเมษา แล้วก็ไปเซ็นต์สัญญาทำเขื่อน ซึ่งการทำเขื่อนในแม่น้ำโขง มันจะมีผลต่อชาวบ้านฝั่งไทยส่วนหนึ่ง คนที่เป็นสื่อคนนั้นก็มาถามผมว่า นายกสมัครไปเซ็นต์กับรัฐบาลลาว
โดยไม่ถามชาวบ้านในชุมชนเลย ส่งผลกระทบต่อชุมชนจะสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน อะไรต่อมิอะไร เป็นการรุกรานทำร้ายชุมชนรึเปล่า พอถามมาแบบนี้ ผมก็ถามย้อนไปว่า ถามจริงเถอะ ชาวบ้านตอนนี้เค้าแสดงท่าทีรึยังว่ายังงัยก็ไม่เอา หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เอาเขื่อนนี้ ฉันจะไม่ยอมย้ายจากพื้นที่ตรงนี้ ต่อให้น้ำท่วมฉันก็จะอยู่ตรงนี้ ตายตรงนี้ ตัดสินใจอย่างนั้นรึยัง ผมถามคุณซิ คำตอบคือเปล่า
ผมถามว่า แล้วจริงๆชาวบ้านเค้ามีท่าทียังงัย ก็พูดเสียงอ่อยๆว่า ชาวบ้านเค้าจะรอให้ทางการมาคุยดูก่อนว่าโครงการนี้เป็นยังงัย จะมีผลกระทบแค่ไหน ให้ค่าชดเชย ค่าเสียหายยังงัย ที่ทำกินที่ใหม่อยู่ตรงไหน จะดูตรงนี้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เห็นมั้ย ชาวบ้านส่วนใหญ่จริงๆเค้าเป็นอย่างนี้ เค้าไม่ใช่พวกสุดขั้ว เค้าพร้อม แต่ขอให้มีข้อมูล มีมาตรการนโยบายที่ดีลงไป แสดงว่าเคารพความคิดเห็น เคารพสิทธิของเค้า เคารพในการทำมาหากินของเค้า ชาวบ้านเค้าคุยรู้เรื่องครับ แล้วชาวบ้านเค้าก็รักส่วนรวม เพราะเค้ารู้ว่า ถ้าประเทศชาติพัฒนาไปเนี่ย ลูกหลานเค้าก็ได้ประโยชน์ด้วย
บ่อนอก หินกรูด ก็มีทั้งชาวบ้านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะเอาแสดงไปในเชิงปริมาณ เค้าก็จัดมาได้
คือเรื่องบ่อนอก หินกรูด ผมย้ำอีกที เป็นความผิดพลาดของรัฐและองค์กรของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องที่ไปทำตั้งแต่ต้น จึงออกมาเป็นแบบนี้ ฉะนั้นในท้ายที่สุด เมื่อปัญหามันมีมากจนเกิดความแตกแยกในพื้นที่ เมื่อลงเอยว่าไม่สามารถทำได้ ก็คือไม่ต้องทำ ไม่เป็นไร ก็เคารพชาวบ้าน ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องทำ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การที่ตอนนั้นคุณทักษิณเค้ามาบอกว่า โครงการนี้หยุดไปแล้วกัน เพราะชาวบ้านเค้ามีปัญหามาก ถ้าทำก็มีปัญหาไม่จบ ผมว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดี ไม่ใช่ว่าจะยังงัยก็ต้องทำให้ได้ ชาวบ้านอย่ามาขวาง อย่างนั้นไม่ถูก
ฉะนั้นในกรณีบ่อนอกและหินกรูด เป็นความผิดพลาดของรัฐและรัฐก็จ่าย ต้องจ่ายให้แก่ความผิดพลาดของตัวเอง คือโครงการไม่ขึ้น แถมยังต้องจ่ายค่าเสียหาย จ่ายค่าอะไรเยอะแยะไปหมด กลายเป็นต้นทุนของประชาชนผู้เสียภาษี ฝ่ายรัฐจะต้องศึกษาและนำมาเป็นตัวอย่าง ทำยังงัยถึงจะไม่ให้ผิดพลาด การโทษเอ็นจีโออย่างเดียวว่าเข้าไปปลุกปั่นจนชาวบ้านเค้าไม่เห็นด้วยน่ะ มันไม่เวิร์ค เพราะจริงๆแล้วชาวบ้านเค้ามีวิจารณญาณ ชาวบ้านเค้าได้ข้อมูลทุกด้านแล้ว จากเอ็นจีโอหรือจากใครก็ตาม แล้วเค้าตัดสินใจว่าไม่เอา ก็คือไม่เอา แต่ผมดร.พิชิต เชื่อโดนส่วนตัวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เค้า flexible จะมีบางพื้นที่บางจุดที่มัน sensitive แล้วเค้าเห็นว่าการพัฒนาเนี่ย จะเป็นผลเสียกับเค้าอย่างร้ายแรง แล้วการเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นมันไม่คุ้ม ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องเคารพความเห็นของเค้า แต่กรณีอย่างนั้นผมเชื่อว่ามีไม่มาก
ความเป็นจริง มันไม่สามารถที่จะ ในชุมชนหนึ่ง จะให้คนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกันหมดได้ ฝ่ายหนึ่งเค้าอาจเห็นชอบให้เดินหน้ากันไป อีกฝ่ายบอกไม่เอา
ลักษณะชุมชนเนี่ย คนมักไม่ค่อยเข้าใจ เขาคุยกันรู้เรื่อง เขาอยู่กันมาเป็นร้อยปี ฉะนั้นปกติถ้าไม่มีอะไรเข้าไป เขาไม่ทะเลาะกันขนาดฆ่ากันตาย หรือไม่มองหน้าไม่เผาผีกันหรอก ลักษณะในพื้นที่ของคนมันเป็นอย่างนั้น มีอะไรเค้าก็คุยกัน เพราะมันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่มีทางหนีกันไปได้ เหมือนคนไทยกับพม่า ทะเลาะกันไม่มีประโยชน์ ต้องอยู่กันจนโลกแตก ฉธนั้นในกรณีอย่างนี้ ถ้าคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านห็นด้วยว่า โครงการนี้รับได้ รัฐเค้ามาชดเชยให้คุ้ม แล้วระยะยาวลูกหลานก็ดีขึ้นด้วย คนส่วนน้อยจะยอม นี่คือลักษณะพื้นบ้านของชาวบ้าน คนส่วนน้อยที่ว่ายังงัยก็ไม่เอา ก็จะเป็นปัญหาในชุมชนเอง มันเป็น social sanction อย่างหนึ่ง
นี่คือเหตุผลลักษณะเดียวกับว่า ทำไมกองทุนหมู่บ้านจึงมีหนี้เสียน้อยมาก 3-5 % เท่านั้นเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ฝ่ายที่ด่าโครงการบอกว่า กองทุนหมู่บ้านลงไปหมู่บ้านละล้านนี่ เจ๊งแน่ เพราะชาวบ้านจะเบี้ยวหนี้ จะไม่คืน ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังงัยฮะ กองทุนทั้งหมดยังอยู่ มีปัญหาอยู่ไม่กี่กองทุน แล้วส่วนใหญ่หนี้เสียน้อยมาก 3-5% เพราะอะไรรู้มั้ยฮะ เพราะระบบชาวบ้านเค้าคุมกันเอง คุณยืมเงินกองทุนมา แล้วคุณเบี้ยวหนี้ไม่จ่ายคืน แต่คุณอยู่ในหมู่บ้านนั้น แล้วคุณมองหน้าใครได้มั้ย เดี๋ยวมีงานบวช งานแต่ง ทำบุญบ้าน กองทุนซึ่งเป็นของชุมชน แล้วคุณเบี้ยวหนี้ คุณอยู่ได้มั้ย ไม่ได้ ฉะนั้นชาวบ้านไม่กล้าเบี้ยว คนที่เบี้ยวหนี้เยอะคือคนในเมือง พอเบี้ยวก็ย้ายงาน ย้ายบ้าน หนีไปแล้ว แต่คนในหมู่บ้านในพื้นที่มันต้องอยู่ นี่คือเหตุผลเดียวกัน
ถ้าในหมู่บ้านในพื้นที่มีโครงงานภายนอกเข้ามา คนส่วนใหญ่เค้าเห็นด้วย คนส่วนน้อยก็จะตาม แล้วโดยทั่วไปในหมู่บ้านเค้าก็จะ fight ให้กัน ถ้ามีคนจำนวนส่วนน้อยซึ่งยังไม่ได้รับประโยชน์ ชาวบ้านพวกที่เหลือเค้าก็จะบอก ไม่ได้นะ ต้องช่วยเค้านะ เพราะมันอยู่ด้วยกันมา เป็นลักษณะชุมชนอย่างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อชี้อีกว่า เอ็นจีโอทั้งหลายซึ่งปากก็อ้างว่าชุมชน อ้างว่าชาวบ้าน จริงๆแล้วไม่เคยเข้าใจว่า ชาวบ้านเค้าอยู่กันยังงัย คิดยังงัย มีแต่เอาความคิดตัวเองไปสวมครอบชาวบ้าน
เป็นไปได้มั้ยอาจารย์ว่า เมื่อก่อนชาวบ้านพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมันไม่มีผลประโยชน์ก้อนโตๆ หล่นไปใส่เค้า
ก็ต้องดูก่อนว่า ผลประโยชน์ที่ลงไปเนี่ย ลงไปยังงัย แล้วลงไปแล้ว มันไปให้กันยังงัย ถ้าอิทธิพลที่เข้าไปเอาผลประโยชน์ไปให้กับคนบางคน แล้วทำให้แตกกัน ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนะ คือเอาไปให้กับคนบางคนที่เป็นคนส่วนน้อย เช่นผู้ใหญ่บ้านอะไรมั่ง แต่คนส่วนใหญ่เค้ายังไม่เอา ในกรณีอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่า ทำอย่างนี้มันไม่ถูก นี่คือความผิดพลาดอย่างหนึ่งของรัฐ ที่มักจะทำในระยะที่ผ่านมา พอชาวบ้านเริ่มมีแรงต้านหรือไม่เห็นด้วย คุณก็ไปเจาะบางคนที่มีอิทธิพล เอาผลประโยชน์ไปให้ แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวมันคงจะจัดการกันเอง ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้น เป็นความผิดพลาดของรัฐ และหน่วยงานที่เข้าไปทำ วิธีนี้มันไม่เวิร์ค แล้ววิธีการนี้คือวิธีการเดียวกับที่เค้าไปทำที่บ่อนอกและหินกรูดแล้วมันเจ๊ง ทำให้ชาวบ้านแตก ผมถึงได้บอกว่า โครงการที่มันลงสู่พื้นที่แล้วเกิดปัญหาทั้งหลายเนี่ย เกิดจากฝ่ายรัฐ พอทำอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านเค้าจะไม่ไว้ใจคุณ
ไม่ปฏิเสธว่าที่ผ่านมาโครงการที่ลงสู่พื้นที่ มันมีปัญหาหลายอย่าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ภาครัฐและหน่วยงานของรัฐที่ลงไปเนี่ย 1. มีผลประโยชน์ ความไม่โปร่งใส ความไม่สะอาด แทบจะทุกโครงการที่ผ่านมา 2. ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการกับความขัดแย้งภายในพื้นที่ ซึ่งถ้าไปดูในประเทศตะวันตกที่เค้าเจริญแล้ว เค้าก็เคยประสบปัญหานี้มา ในอเมริกา ยุโรป ปัญหาแบบเดียวกันนี้แหละ แต่ว่าเค้าพัฒนาเป็นร้อยปี ฉะนั้นเมื่อไทยพัฒนาไปนานเข้า แล้วเมื่อระบบประชาธิปไตยมันหยั่งรากลงไปถึงระดับข้างล่างแล้วเนี่ย ปัญหานี้มันจะค่อยๆหมดไป มันจะเริ่มมีกลไกที่จะให้ชาวบ้านเข้ามาแสดงความคิดเห็น มีการตอบโต้กันระหว่างฝ่ายรัฐกับชาวบ้าน ทำอย่างนี้นะ อันนี้ไม่ได้นะชาวบ้านเค้าไม่เอา คุณต้องแก้ตรงนี้หน่อยนะ ปกติชาวบ้านเค้าจะไม่ต้านทั้งหมด เฮ้ย โครงการนี้กูไม่เอาเลยนะ ส่วนใหญ่ต้องมาดูรายละเอียด อย่างเช่น โรงไฟฟ้า ถ้าเราไปตั้งเนี่ย เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โอ๊ย ถ่านหิน ไม่เอาๆ จำนวนมากๆไม่เอา งั้นไม่เอาถ่านหิน เอาแก๊สแล้วกัน สะอาด ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็จะ เออ แก๊สพอรับได้ แต่อีกส่วนหนึ่งจะบอก แก๊สกูก็ไม่เอา มันจะมีลักษณะหลากหลาย ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ลงไป ชาวบ้านที่บอกว่าไม่เอา อะไรอย่างนี้ ไม่เอาโครงการพัฒนาอะไร มันไม่ใช่หนึ่งเดียว ความคิดมันหลากหลาย แต่ต้องทำกระบวนการประชาธิปไตย ที่ให้คนที่หลากหายมีกระแสความคิดเข้ามา แล้วทำยังงัย ประสานผลประโยชน์กัน โครงการที่ลงไปก็ต้องมีการทำให้มันสอดคล้องกับผลประโยชน์ของข้างล่างด้วย
ถ้าจะบอกให้รัฐมีระบบคิดที่ยอมรับประชาชน มันก็ยากเหลือเกิน
ก็ต้องมีประชาธิปไตยไง แล้วรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วก็กระบวนการที่พัฒนามากับรัฐธรรมนูญปี 40 อย่างเช่น มีกม.เกี่ยวกับการรับฟังสาธารณะ public hearing การมี EIA มีอะไรเข้ามา ในแง่เชิงโครงสร้างมันโอเคละ แต่แน่นอนในเชิงปฏิบัติ มันเพิ่งมีมาไม่ถึง 10 ปีเลย คุณจะให้คนที่ทำ มันเก่งเลยคงไม่ได้ การรับฟังความคิดเห็นทำยังไง ให้คนเข้ามาฟังแล้วมันรับ ฟังแล้วมันแฟร์นะ ไม่ใช่กูจัดตั้งกันอะไรอย่างนี้ ทำยังงัยให้มันยอมรับ ฟังแล้วชาวบ้านเข้ามา ทีนี้โครงสร้างก็เริ่มพอมีละ ที่นี้ฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง จะต้องทำคือทำให้กระบวนการดึงทั้งโครงสร้างและกระบวนการดึงให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และกระบวนการพัฒนาโครงการพัฒนาในพื้นที่ จะต้องพัฒนาต่อไป ต้องใช้เวลา คือต้องให้ระบบประชาธิปไตยมีเวลาในการโต ลองผิด ลองถูก พลาดมั่ง เจ๊งมั่ง โครงการบางโครงการทำ พลาด ชาวบ้านก็ไม่เอา พลาดแล้วก็ต้องเลยไป ใช้เวลา 10, 20, 50 ปี จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติ ว่าเอาละ มีโครงการนี้เข้ามานะ เอ้าชาวบ้านเข้ามาคุย เอ็นจีโอมาคุย ฝ่ายรัฐมาคุย นั่งคุยกันไป คุยไปคุยมา ตบไปตบมา เอ้าโครงการนี้ทำต่อไป แต่จะถึงจุดนั้น ต้องให้ฝ่ายที่เข้าร่วมเนี่ย ได้โต ได้พัฒนา ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้าน ผมว่าอยู่ที่เอ็นจีโอกับรัฐที่ฝ่ายการเมือง เอ็นจีโอนี่ไม่ต้องพูดถึง ผมเชื่อว่ายังไงเค้าก็ไม่เอา เค้าก็ดื้อ ต่อต้าน มีการพัฒนาลงไปที่ไหน ฉันก็ลงไปปลุกปั่นชาวบ้าน ไปใส่ไข่ สร้างความกลัวให้กับชาวบ้าน เพื่อไม่เอาการพัฒนา ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำในขณะนี้ที่ผมมองคือ ฝ่ายการเมืองจะต้องให้มีประชาธิปไตยที่ยืดยาว มีอายุยืน อย่าให้มันสะดุดอยู่เรื่อย อำนาจในระบบนอกระบบ นอกระบบที่เค้าต้องดึงเข้ามาให้อยู่ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยให้หมด ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ กระบวนการพัฒนามันจะได้โตขึ้นมาในระยะยาว
ไม่รู้ว่าจะหวังจากรัฐได้รึเปล่า
ผมว่าจากโครงสร้างทางการเมือง คาดหวังจากรัฐทีเดียวทั้งหมดอาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก คาดหวังจากกระบวนการประชาธิปไตยดีกว่า ให้มันพัฒนาไปแล้วหยั่งรากลงสู่ระดับพื้นฐาน แล้วให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วน ให้รู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองและระบบการตัดสินใจนี้
กว่ามันจะพัฒนาได้ เราก็อาจต้องมีการปะทะกัน
ต้องให้เวลา ปัญหาอยู่ตรงนี้คือว่า ตัวประชาธิปไตยเองทุกวันนี้ มันยังก้าวไปไม่ได้ เพราะมันเจอปัญหาอย่างอื่นที่มันเก่ากว่าเข้ามาขัดขวางการพัฒนา ทำให้เกิดรัฐประหาร เกิดการล้มรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ตลอดเวลา ซึ่งทำให้กระบวนการประชาธิปไตยและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ มันถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า กระบวนการที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการพัฒนา แล้วเกิดความรุนแรง เกิดการต่อต้าน มันเกิดภายใต้บริบทที่การเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ใช้กำลัง ใช้ผลประโยชน์ ใช้การบิดเบือนข้อมูล ใช้การปลุกปั่น ใช้มวลชนชนกัน นี่คือการที่ปัญหาการพัฒนาในอดีตในพื้นที่เกิดปัญหาตลอด เพราะการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย จึงออกไปในรูป ตีกัน ต่อยกัน ประท้วง เป็นม็อบ เป็นอะไรกัน ไม่สื่อสารกัน
ฉะนั้นถ้าประชาธิปไตยพัฒนาแล้วมันลงรากได้ ให้เวลามันโต ขจัดอุปสรรคต่างๆ ออกไป แต่ปัญหามันคืออุปสรรคประชาธิปไตยยังมีอยู่ ต้นไม้มันงอกมาก็ถูกตัด ถูกเหยียบ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงว่า ทำยังงัยให้มีกระบวนการที่ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นประจำ อย่างเป็นนิสัย เหมือนอย่างที่มีแล้วในยุโรป ในอเมริกา นั่นเค้าเป็นเรื่องธรรมดามาก พอมีโครงการ ชาวบ้านก็ค้าน ก็มี public hearing ครั้งที่ 1, 2, 3 เรียกผู้เชี่ยวชาญ เรียกใครต่อใครมา ไปสู้กันในศาล ศาลก็เรียกพยาน นักวิชาการ ชาวบ้าน เอ็นจีโอ มานั่ง ๆ ๆ คุยกัน ฟันธง โครงการนี้ทำได้ โครงการนี้ทำไม่ได้ ชาวบ้านกลับไป รัฐก็ไปเจรจาผลประโยชน์ ต่อรองกันว่าชดเชยดีมั้ย ตกลงกันไม่ได้ก็ไปสู้กันในศาลอีก ให้ศาลตัดสินว่าชดเชยความเสียหายเท่านี้ ๆ พอรึยัง หรือไม่พอ ทุกคนก็ยอมรับ เพราะนี่คือกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนจากประชาชน กระบวนการมันโปร่งใสทุกอย่าง ไม่มีนอกมีใน ศาลก็ตัดสินทรงความสถิตยุติธรรมอยู่แล้ว แต่กระบวนการนั้นจะสร้างขึ้นได้ ต้องใช้เวลาใช่มั้ยฮะ เป็นสิบ ๆ ๆ ปี เป็นชั่วอายุคน แต่จะทำได้ต้องโดยประชาธิปไตยต้องอยู่นาน เป็น 10, 20, 30 ปี ทำจนกระทั่งคนเป็นนิสัย ไม่ใช่ทุกวันนี้จะทำทีต้องเปิด อยู่มาตราไหน รัฐธรรมนูญมีพูดรึเปล่ายังไม่รู้เลย ต้องถึงขั้นที่พอนึกขึ้นมา เรื่องนั้นเรื่องนี้ทำได้ ไม่ได้ มันต้องอยู่ในสายเลือด ผมอาจจะมองโลกแง่ดีเกินไปนะ แต่ผมคิดว่าประเทศไทยต้องไปอย่างนี้ถึงจะ 1.พัฒนาได้ 2.ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการพัฒนา แล้วในกระบวนการอย่างนั้น ถ้าสุดท้ายชาวบ้านบอกไม่เอา ก็คือไม่เอา ต้องเคารพความคิดเห็นของเขา ต้องมีกระบวนการที่จะแก้ความขัดแย้งระหว่างกัน |