พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
 
 

เปิดหัวใจ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน”
ลึกกว่า “ลับ ลวง พราง” (ตอนที่  2)

 
  ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่3  
 
 
  บทสัมภาษณ์“เอ๊กซ์คลูซีฟ”  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน  สัมภาษณ์โดย “สำราญ รอดเพชร” เมื่อวันที่ ๕ ก.พ.๒๕๕๑ เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัย หัวข้อ “ความคิดทางการเมืองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” เสนอต่อ  สถาบันพระปกเกล้า
 สำหรับเนื้อหาตอนที่ ๒ เริ่มเข้าแก่น ไขปริศนา ที่หลายคนสงสัย  ใครอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ และทีสำคัญ คือ ฐานความคิดของพล.อ.สนธิ ในการนำสังคมก่อรูป มีรูปธรรม จับต้องได้หรือไม่

 
 
  แม่ทัพ ๑ รู้จากท่านเมื่อไหร่ว่าจะต้องปฏิวัติ
๓-๔ วัน

พล.อ.สพรั่งรู้ตอนไหน

พล.อ.สพรั่ง ผมได้พูดถึงเรื่องของที่ถามความเห็น เป็นยังไงถ้าเกิดมี อย่างนี้ จะทำยังไง ทัพ ๔  ยูจะต้องดูชุมพรมีถนนเส้นเดียวจากทางใต้ขึ้นมา  ยูต้องพยายามสกัด สพรั่งมีกำลังเท่าไหรอยู่ที่ไหน เอ้า...กำลังเหลือมากที่สุด เตรียมกำลังไว้น่ะ เอามาฝึกเผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นมาอาจจะต้องใช้ ทัพ ๒ เตรียมอะไรต่างๆก็เหมือนกันหมด พอถึงเวลา ถามว่า สพรั่งรู้ไหม รู้...ประมาณหกโมงเย็น
 
 

ของวันที่ ๑๙
(พยักหน้า) บอกให้สพรั่งเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

บุคคลสำคัญในบ้านในเมือง รู้ไหม
ตอบไม่ได้....

คิดไหมครับว่า พอวันที่ ๑๙ เสร็จปั๊บ เราจะอยู่สักกี่เดือนหรือมีแผนอะไรต่อ
ไม่ๆๆ ได้คิดเลยจริงๆ ผมไม่ได้คิดอะไรพวกนี้ เพราะผมถือว่า คนที่คิดให้ผมก็คือ นักกฎหมาย

นักกฎหมายก็เพิ่งมารู้ตอน ๑๙ แล้วใช่ไหม

รู้ ๑๙ สิบเก้าแล้ว

อย่างนี้ไม่สุ่มเสี่ยงไปหน่อยเหรอ

ผมมองว่า เจตนาผมนี่ นิดเดียว จริงๆเลย ก็คือ ว่า การบริหารประเทศโดยบุคคลคนเดียว การที่ปรับเปลี่ยนบุคคลคนเดียวนี่มันก็ไปได้

การมาคิดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รวมถึงการมีพรบ.จัดระเบียบราชการกลาโหม วันนั้นยังไม่คิดว่าเนื้อหาจะต้องออกมายังไง
ผมไม่ได้คิดอะไรเลย ผมคิดแค่ ผมจัดระเบียบแค่ตรงนี้อย่างอื่นผมให้นักกฎหมายที่ทำงานอยู่ ท่านก็รู้แหละว่าใครทำ

คือแค่เราแก้ปัญหาแค่บุคคลที่เป็นตันเหตุว่างั้นเถอะ
จบ ผมถือว่างานผมจบแล้ว

นี่คือคิดตรงนั้น

คิดแค่นั้นอย่างเดียว

ส่วน พรบ.โน้น พรบ.นี้

ผมให้พวกนี้ในฐานะที่มีประสบการณ์

แต่ก็พยายามตอบโจทย์ สี่ข้ออยู่บ้าง

ก็สี่ข้อนี่ไง เรามาคิดกันวันรุ่งขึ้นว่า เราจะเอาโจทย์อะไรมาชี้แจงให้ประชาชน เราไม่ได้ทำโจทย์มาแต่ต้น เพราะความคิดของคนเพียงสี่ซ้า ห้าคนไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้

จะเป็นอย่างนี้ได้หรือไม่ว่า ท่านเป็นคนที่เปิดประตูแห่งโอกาสแล้วให้นักวิชาการนักกฎหมายเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย ที่ทำให้มีการฟื้นระบบราชการหรือภาษาวิชาการว่า พื้นระบบอำมาตยาธิปไตย
ไม่น่าใช่...เพราะจริงๆเราใช้นักวิชาการ นักกฎหมาย  คิดเรื่องของ ๑๒ วัน ๑๔ วัน เราใช้นักกฎหมาย นักวิชาการ ตามสถาบันต่างๆมานั่งสุมหัวคุยกันคิดให้ผม

แต่ต้องการตอบโจทย์สี่ข้อนี้
คือ สี่ข้อเราคิดขึ้นชั้นต้นเฉยๆน่ะ ก็คิดดูแล้วกันวันที่ ๑๙ แล้วก็วันที่ ๒๐ สี่ข้อนี้ก็ออกมา เสร็จแล้ว ตรงนี้สี่ข้อถือว่าเราคิดขึ้นมาฉุกเฉินก็แล้วกัน ว่างั้นเถอะ  ที่มันสมเหตุสมผลแต่มันก็สมเหตุสมผล คือ พอหลังจากนั้นเราก็เชิญนักวิชาการในสถาบันการศึกษาทั้งหมดเข้ามาแล้วมานั่งคุยกันว่า เราจะนำพาประเทศไปยังไง

 
 
     
ท่านมาซึมซับความคิดจากนักวิชาการเหล่านี้ทีหลังใช่ไหม ที่ท่านพูดเรื่องประชาธิปไตยแบบไทย ที่ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องบุคลิก ลักษณะนิสัยคนไทย
เอ่อ...อันนี้ไม่เกี่ยวกัน อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว ในฐานะที่เป็นคนไทยมองเห็นว่า การจะเป็นประชาธิปไตยในบ้านเราก็จะต้องเป็นแบบไทยๆ จะไปคิดเลียนแบบเอาของใครมามันคงไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ผมไปพูด ไปบรรยาย ให้สัมภาษณ์ นั่นเป็นความรู้สึกส่วนตัว
 
 
 

เพราะงั้น ถ้าข้อเสนอจากนักวิชาการในเรื่องต่างๆ ถ้ามาสอดรับกับความคิดพื้นฐานของท่าน ก็จะเห็นด้วย
ก็คิดว่า นักวิชาการ นักกฎหมายทุกคนที่เราคัดเลือกมา ทุกคนมีความรักห่วงใยประเทศชาติก็ให้เขาช่วยทำ แล้วก็ฟังดูสิว่าเป็นยังไง สมมติว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวท่านทำเสร็จแล้วก็มาพูด มาพรีเซนท์ให้เราฟัง ถามว่าเราก็คงรู้ในกรอบของเราแหล่ะ

มองในเชิงประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่ากองทัพเป็นเสาหลักที่ค้ำสถาบันตลอดมา ประเด็นนี้มีอิทธิพลขนาดไหนที่ทำให้ท่านตัดสินใจวันที่ ๑๙  โดยเฉพาะท่านใช้คำว่า ทหารของในหลวง
คืออย่างที่พูดกันว่า ทหารจะมีความรู้ดีที่สุดว่า ความจงรักภักดี ต่อสถาบัน มีใครจงรักภักดีอย่างไรนี่เราจะรู้ ทุกคนองค์กรที่มีความขงรักภักดีมากน้อยแค่ไหนนี่เราจะรู้ เพราะเรามีความจงรักภักดีด้วยจิตวิญญาณของเราแล้วนี่ ถามว่า ใครจงรักภักดีมากน้อยแค่ไหน เรารู้ เพราะเรามีงานข่าวอยู่ ใครคิดที่จะทำให้สถาบันที่เป็นที่เราเครพ เราศรัทธา หรือเป็นสถาบันที่ดูแลประเทศชาติมาเป็นเวลา ๗-๘๐๐ ปีจะต้องเกิดความเสียหาย เราจะต้องติดตาม งั้นเรารู้ทั้งหมด นี่ก็เป็นมูลเหตุอันหนึ่ง เราไม่อยากจะพูด แต่ว่า เราก็จำเป็นต้องทำโดยที่ไม่ต้องพูด

ท่านเห็นด้วยกับคำพูดนี้ไหมว่า ยุคใดสมัยใดที่กองทัพอ่อนแอก็จะทำให้สถาบันคลอนแคลนไปด้วย
มันเหมือนกันทั้งโลก ประเทศใดก็ตาม เราต้องถอยไปในอดีต เมื่อใดก็ตามที่กองทัพอ่อนแอ กษัตริย์ในยุคนั้นสมัยนั้นก็เหมือนกันเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ประเทศเรายังเป็นประเทศที่ยังคู่กันอยู่ เพราะกองทัพกับสถาบันติดกันอยู่ อันนี้เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบ้านเรา

เพราะงั้น พรบ.ความมั่นคงก็ตาม พรบ.จัดระเบียบก็ตาม เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้กองทัพได้ดำรงสถานภาพนั้น
มันจะสัมพันธ์กันหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ผมมองว่า เรื่อง พรบ.ความมั่นคงเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติบ้านเมืองซึ่งไม่เกี่ยวกับกองทัพ
                        
มันเลยมิติกองทัพไป
มันเลยไปแล้ว อันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เข้ามา ถ้าเผื่อมี พรบ.ความมั่นคงตัวนี้จะทำให้ในเรื่องของการจัดระเบียบสังคมจะดีขึ้น

คือเป็นเรื่องระดับประเทศ

ไม่เกี่ยวกับกองทัพ เลยกองทัพไปแล้ว

แต่ว่า กองทัพเป็นผู้ดำเนินบทบาท

ฮ่ะ... กองทัพทำภายใต้กรอบนั้น พระราชบัญญัติความมั่นคงจะใช้ได้ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบอำนาจให้ ไปใช้เองไม่ได้ ทหารที่ไหนจะไปใช้ หรือตำรวจจะไปใช้ทำไม่ได้

พลาดไม่ได้... พรุ่งนี้ เปิดหัวใจ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน”ลึกกว่า “ลับ ลวง พราง” (ตอนที่  ๓)  หาคำตอบ ถอดชุดความคิดประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในความหมายของ พล.อ.สนธิ และที่มาของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๕๐ ที่ รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ต้องการแก้ไข

 
     
   
 
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
 
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats