รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
“ห้วงขณะสังคมไทยกำลังเกิดแรงปะทะระหว่างแนวคิดที่อาจนำไปสู่การ ‘ทำลายล้าง’ กันอย่างน่ากลัว ทั้งเชิงการเมือง ทั้งแง่มุมอนุรักษ์และพัฒนา และความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้คือการอรรถาธิบายให้เห็นภาพรวมของปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่าง ‘ปราชญ์’ ที่ลงลึกถึงรากเหง้าปัญหาทั้งปวง...”
 
 
โดย ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์
 
 
21 พฤษภาคม 2551
 
     
 
 
 

ในประเทศไทย, หากมีการกล่าวถึงนักสันติวิธีที่พร้อมวิพากษ์ประเด็น ‘ความรุนแรง’ และ ‘สันติภาพ’ สังคมจะโฟกัสไปที่ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการมุสลิม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ด้วยดีกรีระดับเกียรตินิยม ๑ คณะรัฐศาสตร์ มธ., จบปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาวายอิ มาเนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นคนนำเสนอเรื่อง ‘อารยะขัดขืน’ (Civil Disobedience) และผู้เผยแพร่แนวคิดอหิงสาในวงการสังคมไทย, ได้รับการยกย่องเป็น ‘กีรตยาจารย์’ แห่ง มธ. ประจำปี ๒๕๔๘, นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ประจำปี ๒๕๔๙, เป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว., ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารเพื่อสันติภาพนักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวทางเพื่อคลี่คลายจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการอยู่เบื้องหลังกระบวนการเขียนรายงานของ กอส. เรื่อง “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์”


รับบทบรรณาธิการหนังสือ ‘แผ่นดินจินตนาการ’ มองสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยงานวิจัยอันเข้มข้นลือลั่น, บรรณาธิการโครงการจัดพิมพ์คบไฟ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา และสวมหมวกในบทบาทอื่นๆ อีกมากมาย


ห้วงขณะสังคมไทยกำลังเกิดแรงปะทะระหว่างแนวคิดที่อาจนำไปสู่การ ‘ทำลายล้าง’ กันอย่างน่ากลัว ทั้งเชิงการเมือง ทั้งแง่มุมอนุรักษ์และพัฒนา และความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้คือการอรรถาธิบายให้เห็นภาพรวมของปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่าง ‘ปราชญ์’ ที่ลงลึกถึงรากเหง้าปัญหาทั้งปวง 

 
     
 
ต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำไมอาจารย์ถึงใช้คำว่า เหยื่อรายแรกของสงครามคือความจริง?
ตรงนี้เป็นข้อคิดของฝรั่งที่มีอยู่นานแล้ว พูดถึงสภาวะสงครามแล้วอธิบายว่าในสงครามเรามักจะคิดว่าเห็นคนเจ็บ คนตาย แต่ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่บาดเจ็บก่อนคือความจริง ทีนี้ผมก็เลยเอาความคิดนี้มาลองพิจารณาดูว่า เวลาเราพูดถึงอะไรบางอย่างในสภาพปกติอาจอธิบายได้อย่างหนึ่ง แต่เวลาอยู่ในบริบทของความรุนแรง บริบทของสงคราม อาจไม่ตรงกันกับสิ่งที่เราต้องการให้หมายถึง เราก็เลยอยากดูว่าในสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อความจริง อันนี้เป็นงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำนัก
 
  พิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังจัดพิมพ์ คงจะออกในเดือนกรกฎาคมนี้ ชื่อหนังสือคือ ความรุนแรงกับการจัดการความจริง : กึ่งศตวรรษปัตตานี  
     
  จากการทำวิจัยมา ความจริงที่ถูกสะท้อนกลับออกมาเป็นอย่างไรบ้างใน ๓-๔ ปีที่ผ่านมา?  
 
สิ่งที่เราอยากทำหรือสิ่งที่ผมสนใจคือ อยากให้คนที่คิดเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดจากฐานของความรู้ หมายความว่าจะต้องต่อสู้ต่อรองกับอคติที่มีอยู่ อคติคนเราที่มีอยู่อาจเป็นอคติของตัวผู้ศึกษา เช่น ผู้ศึกษาที่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่หรืออยู่นอกพื้นที่ อย่างผมเป็นคนอยู่นอกพื้นที่ก็จะมีตัวอคติคนละชุดกัน ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่นอกพื้นที่ไม่มีอคติ คือมีอคติอีกแบบหนึ่ง หรือคนซึ่งเป็นนักวิชาการจากคนที่เป็นนักพัฒนาอาจมีอคติคนละชุด คนที่เป็นนักพัฒนากับฝ่ายทหารก็อาจมีอคติคนละชุด ทำอย่างไรถึงจะให้ความรู้หรือการศึกษาอยู่บนฐานความรู้ที่มาจากความเข้าใจว่า ความรู้ถูกผลิตมาจากแต่ละกลุ่ม ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญ เราเลยอยากดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง
 
     
 
ผลที่ได้เป็นอย่างไร?
เราอยากให้เขามองดู คล้ายๆ สิ่งที่ผมทำในเรื่องนี้ ให้สังคมไทยคิดถึงเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้บนฐานของความรู้ เป็นความรู้ซึ่งผ่านงานวิจัยหรือศึกษาในลักษณะที่ไตร่ตรองมารอบคอบ มีข้อมูลหนุนหลัง สิ่งที่เราทำตลอดมาคือพยายามทำสิ่งเหล่านี้ ถามว่ามีคนทำเรื่องพวกนี้เยอะไหม ผมว่าเยอะ เราให้นักวิจัยอีกท่านหนึ่งรวบรวมงานวิจัยซึ่งศึกษาเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงหรืออะไรทั้งหลายในระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่ามีปริมาณของงานมากกว่างานที่ศึกษามาในรอบ ๒๖ ปีก่อนหน้านั้น หรือพอๆ กัน ซึ่งเยอะมาก เพราะฉะนั้นถามว่าในแง่
 
  ปริมาณมีไหม มี ถามว่างานเหล่านั้นตอบคำถามได้ไหม ได้เหมือนกัน ในบางเรื่องที่...ตอบบางเรื่องได้ดีกว่าบางเรื่อง อย่างเช่น คำถามที่ตอบได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อาจคืออะไรคืออุปสรรคของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โครงการวิจัยที่ทำไปพยายามตอบปัญหาเหล่านี้ เวลาเรามอง เราพูดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนพุทธกับคนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ งานวิจัยพยายามบอกว่าไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่งทีเดียว เพราะเวลาเราฟังจากความเห็น ฟังจากข่าวหนังสือพิมพ์ เหมือนกับว่าอยู่กันไม่ได้แล้ว คุณเองก็อ้างงานศึกษาของ อ.รัตติยา สาและ ว่าชาวบ้านอยู่กันยากขึ้น แต่ยังอยู่กันได้ มันต่างกันเยอะ อย่างนี้คือความพยายามของงานวิจัย คือข้อค้นพบที่เราได้จากพื้นที่ หรือบางทีเวลาเราบอกว่าเวลาทหารลงไป ไม่ดีเลย ฝ่ายหนึ่งว่าอย่างนั้น งานวิจัยจะบอกเราอีกว่าไม่ได้จริงอย่างนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็มีหน่วยทหารซึ่งดีและไม่ดี ทำงานได้ดีและไม่ดี เราอยากจะให้เห็น นี่คือความรู้ที่ผมคิดว่าจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา  
     
  เท่าที่ได้ติดตามพบว่ามีงานวิจัยเยอะมาก แต่ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์จริง ยกตัวอย่างเช่นงานที่อาจารย์มีบทบาทสำคัญ คือ รายงานของ กอส. เรื่อง เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ เหมือนถูกทำให้หายไปจากพื้นที่?  
 

คือจะบอกว่ามันหายไปคงไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะว่างานของ กอส. ต้องแบ่งเป็นงานที่ กอส.ดำเนินอยู่ในช่วงนั้นเวลามีอะไรเกิดขึ้น กอส.นำเสนอรัฐบาลในยุคนั้น รัฐบาลก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบ มีข้อเสนอบางอย่างเขาเอา บางอย่างที่เราเสนอ เขาไม่เอา อันนี้ทำเป็นรายงานเลย ผมมีรายงานอยู่ รัฐบาลรับหรือนำแนวคิดเราไปทำ อย่างน้อยออกมาเป็น มติ ครม. โดยข้อเสนออย่างไรบ้าง ทีนี้จะมีช่องว่างระหว่างการเสนอมาเป็น มติ ครม. หรือข้อเสนอในระดับรัฐบาลกับภาคปฏิบัติอีก ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างรัฐไทยเองซึ่งมีช่องว่างอยู่ แต่บางทีเป็นปัญหาของภาคใต้ด้วย สำคัญไม่เหมือนกัน ประเด็นที่ ๒ ถามว่ารายงาน กอส. หายไปเลยหรือเปล่า ผมว่าน่าสนใจ เพราะว่าคล้ายๆ มีคนนำแนวคิดไปพูดถึงในลักษณะอื่น แต่ไม่ได้นำไปทั้งหมด ซึ่งอาจถูกแล้ว คือนำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือคิดว่าตัวเองเอาไปใช้การได้ เหตุผลประการหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจเพราะรายงาน กอส. เป็นความพยายามของสังคมไทยผ่านคณะบุคคลซึ่งมาจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งถูกเลือกมาโดยคนอย่างท่านอานันท์ ปันยารชุน เพื่อเอาคนมาทำงานร่วมกัน มีการจัดระบบการวิเคราะห์ปัญหาไว้ค่อนข้างชัดเจน คำถามที่น่าสนใจคือ วิธีวิเคราะห์ใช้ได้ไหม เช่น การตั้งคำถามว่าเวลาจะคิดเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดเพียงชั้นเดียวไม่พอ

 
     
 
การคิดเพียงชั้นเดียว กรณีนี้มีความหมายอย่างไร?
การคิดเพียงชั้นเดียว เช่น คิดว่าคนทำเป็นใคร อันนี้ชั้นเดียว ถามว่าทำไมชั้นเดียว เพราะว่าถ้าถามว่าคนทำเป็นใคร คนทำอยู่ตรงไหน กลุ่มเป็นอะไร ไปโฟกัสที่ตัวบุคคลซึ่งก่อเรื่อง แต่ว่าตัวบุคคลที่ก่อเรื่องนี่มีที่มา ที่มานั้นคือที่มาในเชิงโครงสร้างของสังคม ถ้าสมมติว่าเราไปจัดการกับตัวบุคคลโดยไม่ทำอะไรกับโครงสร้างของสังคม วันต่อไปก็มีอีก ในรายงานชิ้นหนึ่งของ พ.อ.หญิง พิมลพรรณ อุโฆษกิจ ซึ่งทำรายงานวิจัยให้เราอย่างน่าสนใจมาก เพราะเธอไปสัมภาษณ์ทหารในพื้นที่ มีข้อเขียนจำนวนหนึ่งซึ่งผมไปพูดที่ วปอ. ผมก็โค้ดความเห็นของทหารใน
 
  พื้นที่ เธอพบอย่างนี้ เธอบอกว่าทหารบางคนซึ่งเป็นคนถือปืนในฐานะผู้ปฏิบัติ สมมติรู้ตัวว่าคนพวกนี้เป็นผู้ร้าย ๒๐ คน เป็นส่วนที่มีปัญหา ควรจะยิงเลยไหมหรือควรทำอะไร เขาถามว่าทำแล้วได้อะไร นี่ทหารเขาคิดเอง ถามว่ายิงแล้วถ้าเหตุการณ์สงบไปสักปีหนึ่ง แล้วภายใน ๓ ปีกลับมาใหม่ อาจมีปัญหามากกว่าเดิม นี่แปลว่าอะไร แปลว่าการโฟกัสที่ตัวบุคคลอย่างนั้นมีประโยชน์ก็จริงแต่มันชั่วคราว เรื่องที่สำคัญกว่าคืออะไรบางอย่างที่ผลิตบุคคล ถ้าเราเชื่อกันในฐานะที่เป็นนักสังคมศาสตร์ คือคุณ ผม ใครๆ ทั้งหลายในโลกนี้ไม่ได้อยู่กับโบสถ์ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดมาเป็นผู้ก่อการร้าย เกิดมาเป็นนักแบ่งแยกดินแดน เกิดมาเป็นฆาตรกรใจฉกรรจ์ ไม่ใช่ แต่มาจากอะไรบางอย่างในสังคมด้วย มีเงื่อนไขในทางสังคม เราต้องหาให้เจอว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร รายงาน กอส.ก็เผชิญปัญหานี้ แล้วพยายามจะไปแก้ปัญหา  
     
  ซึ่งปัญหาในพื้นที่ที่เผชิญอยู่ก็มีหลากหลายประเภท?  
 

ถามว่าความกดขี่มีปัญหาไหม วิธีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมีผลไหม ต้องมี คนเราโกรธแค้นได้ คุณจับไปคนหนึ่งแต่ระบบความไม่เป็นธรรมยังอยู่ก็จะผลิตคนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อจะโกรธแค้นต่อไปข้างหน้า นอกจากนั้นตัววัฒนธรรมมีปัญหา ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ ความเข้าใจในเรื่องศาสนา เป็นปัญหาทั้งนั้น วิธีที่เราวิเคราะห์ผมคิดว่าน่าสนใจที่จะดูว่าปัจจัยเหล่านี้สำคัญ โยงถึงกัน แล้วเราพูดอย่างค่อนข้างชัดเจนว่าอย่าสับสนระหว่างของพวกนี้ เพราะฉะนั้นถามว่าตรงนี้เป็นกรอบวิธีคิดที่นำเสนอให้กับสังคมไทย ก็คิดอยู่ มีคำเตือนรายงานของ กอส. คือการคาดคะแนเหตุการณ์เฉพาะหน้าไว้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ๔ อย่าง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ลำดับที่ ๑ เราคาดคะเนว่าความรุนแรงจะดำเนินต่อไป ๒ เราคาดคะเนว่าคนเจ็บคนตายจะเป็นชาวบ้าน หรือพลเรือนมากขึ้น จากคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ๓ เราคาดคะเนว่าวิธีการใช้ความรุนแรงจะเป็นระเบิดมากขึ้น มีการใช้ระเบิดมากขึ้น และ ๔ เราคาดคะเนว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง ต้องถามตัวเอง สังคมต้องถามว่าจริงไหมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสุดท้ายถึงเสนว่า ทางออกในทางการเมืองเป็นทางออกที่เราคิดว่าจะมีประโยชน์อย่างไร อันนี้คือภาพรวมที่ กอส. เสนอ ในทางออกมีรายละเอียดเยอะแยะ ซึ่งบางหน่วยงานสนใจ ผมว่าอย่างกระทรวงยุติธรรมสนใจนะ คณะกรรมการยุติธรรมสมานฉันท์ก็ยังทำอยู่ โครงการให้ความสนับสนุนช่วยเหลือประเภทเยียวยาเขาก็ยังทำอยู่ เพียงแต่ว่าแต่ละหน่วย แต่ละส่วน ไปหยิบบางส่วนมาทำ

 
     
 
เหมือนแยกส่วนกันไป แต่ท้ายสุดเป็นการจิ๊กซอร์มารวมกัน?
แต่อันนี้ไม่ได้ ที่ตั้งคำถาม เวลาแยกส่วน คนนี้เอาอันนี้ไปทำ คนโน้นเอาตรงโน้นไปทำ แล้วคุณสุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ลงไปใต้ ไปขอโทษขออะไร อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดสมานฉันท์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่ปัญหาใหญ่คือข้อเสนอว่าปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาการเมือง เรายอมรับหรือเปล่า ถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหาการเมือง การทหารคงแก้ไม่ได้ ต้องใช้วิธีทางการเมือง นั่นหมายความว่าต้องเอาการเมืองเป็นตัวนำ ความรู้นี้สังคมไทยมีไหม ก็มี เราเคยทำมาแล้วในสมัยสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ เราชนะ เราชนะเพราะอะไร เพราะเราเปลี่ยนวิธีคิด
 
 

คราวนี้ไม่เหมือนกัน แต่ว่าโหมดหรือวิถีของมันอาจเป็นทำนองเดียวกันในบางลักษณะ เราเสนออันนั้น แล้วมีรายละเอียดด้วยว่า ที่บอกว่าวิธีในทางการเมืองหมายความว่าอะไร รายงาน กอส. ทำสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถามว่าคนเอาไปใช้ไหม ก็ใช้ แต่บางอย่างไม่เอา ไม่กล้า บางอย่างก็เข้าใจผิด ไม่ใช้ บางอย่างคิด หยิบไปก็เยอะ เรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษาบางส่วน หรือเรื่องสานเสวนาทางศาสนา มีคนพยายามจะทำอยู่บ้าง

 
     
  ในแง่งานวิจัยอาจารย์ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง มีประเด็นไหนหรือไม่ที่เชื่อว่าทำแล้วจะส่งผลดีต่อพื้นที่เป็นอย่างมาก?  
 

งานของเราหรืองานที่ผมทำอยู่บ้างจะมีหลายส่วน บางส่วนเป็นงานซึ่งพอจะทราบว่ามีคนลงไปทำในระดับพื้นที่ อันนี้พูดในฐานะนักวิจัยก็มีงานที่เราเกี่ยวข้องในหลายๆ ฐานะ บางชิ้นเราทำเอง บางชิ้นเราไปช่วยเขา ยกตัวอย่างมีงานในระดับพื้นที่ซึ่งทางกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) สนับสนุนอยู่ เช่น โครงการวิจัยเกี่ยวกับมาเลเซียซึ่งน่าสนใจมาก มีนักวิจัยในท้องที่ไปดูว่าคนไทยในกลันตันอยู่กันอย่างไร ภายในกลันตันเป็นอย่างไร แม้กระทั่งประเด็นผลไม้ไทยในมาเลเซียเป็นอย่างไร พวกนี้น่าสนใจมาก แต่เป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งถามว่ามีประโยชน์ไหม ก็มีประโยชน์ ไม่เพียงแค่ว่าเราจำเป็นจะต้องรู้เกี่ยวกับมาเลเซีย แต่อาจมีคำอธิบายหลายอย่าง เช่น คนที่นั่นซึ่งเป็นคนไทยบอกว่าในบ้านก็มีพระบรมฉายาลักษณ์เต็มไปหมด แต่เขาบอกว่าเขาเป็นพลเมืองมาเลเซีย ถามว่าจะกลับมาไหม เขาไม่กลับ อย่างนี้ก็มี วัดไทยมีกิจการหลายอย่าง สอนภาษาไทยให้คน เพราะเวลาจะบวชต้องใช้ภาษาไทย ของพวกนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ถามว่าเขาอยู่ในมาเลย์ได้ไหม ได้ และสุลต่านเป็นคนให้ความอุปถัมถ์วัดไทยด้วย น่าสนใจในสิ่งเหล่านี้ เพราะจะได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐแถวนั้นอย่างแถวตุมปัส เป็นเขตในรัฐกลันตัน แล้วฝ่ายไทย บางส่วนก็รู้สึกหวาดเสียว รัฐกลันตันพรรคการเมืองที่ดูแลเป็นพรรคอิสลาม หรือใช้แนวทางอิสลาม ปรากฏว่าปัญหามีไหม คงมีบ้าง แต่ว่าคนก็ดูแลกันได้ วัดวาอารามไม่มีปัญหาเลวร้ายอะไร นี้คืออะไร น่าสนใจเพื่อที่จะดูว่าเป็นอย่างไร อันนี้ก็มีโครงการที่เราทำ

การสัมมนาโครงการวิจัยอนาคตไฟใต้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ภายใต้หัวข้อ ‘สื่อ ทหาร เด็ก และทักษะวัฒนธรรม’ อันนั้นก็น่าจะมีผลในทางปฏิบัติหลายอัน เช่น โครงการของ อ.แพร ผมว่าเยี่ยมมาก คือหลายเรื่องไม่เคยเห็นมาก่อน วิธีที่อาจารย์แพรพรีเซ็นต์ว่าคน ๓ วัฒนธรรมอยู่กัน ควรอยู่หรืออยู่กันได้ในลักษณะไหน ควรเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไร ตรงนี้เราทราบว่าขณะนี้กระทรวงวัฒนธรรมสนใจที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ เป็นประโยชน์ อย่างนี้คืองานวิจัยในที่สุดมันถึง แต่ว่าทำไมเราคิดเรื่องคู่มือ เพราะเราเคยทำวิจัยในหนังสือแผ่นดินจินตนาการเรื่องคู่มือข้าราชการ ว่าคู่มือข้าราชการใน ๘๖ ปีรู้สึกมีคู่มือ ๑๔ ฉบับ ก็ทำๆ กัน ไม่ได้ไปไหน จากนี้ไปควรมีคู่มือการเรียนรู้ว่าคนมีความหลากหลาย ยกตัวอย่างว่าผมเรียนรู้อะไร ผมเรียนรู้ว่าเวลาที่คนมาบอกเราว่าภาคใต้ไม่ได้หรอก เขาเป็นคนไทยต้องใช้ภาษาไทย แต่คนพูดไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่าว่าภาษาไทยตากใบกับภาษาไทยที่กรุงเทพฯ หรือสุพรรณบุรี เป็นคนละภาษากัน คือความหลากหลายในสังคมไทยมหัศจรรย์ มันงดงาม นี้คือข้อมูลที่ได้จากความรู้ซึ่งน่าจะเสนอให้สังคม จะได้มองอย่างเป็นจริง ไม่ใช่มองอยู่ในจินตนาการว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 
     
 
วิเคราะห์ภาพกว้างขึ้นเรื่องปัญหาเชิงอคติในฐานะนักสันติวิธี ซึ่งบังเอิญที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาการคัดค้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือปัญหาชายแดนใต้ มองอย่างไร ?
ผมมองว่ามนุษย์มีอคติทั้งนั้น ผมก็มี คุณก็มี แต่ผมไม่ได้มองอคติในทางลบเสมอไป มันมี...ถ้าคิดกันทางพุทธ อคติทั้ง ๔ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ในทางศาสนาพุทธอคติเพราะรักก็มี เรียกว่า ฉันทาคติ เป็นความลำเอียงเพราะรัก แต่ว่าผมอาจมีความลำเอียงหรือมีอคติในการคิดถึงปัญหาบางอย่าง เช่นสนใจปัญหาความรุนแรงกับสันติวิธี อคติของผมอาจเป็นว่า
 
 
ทำอย่างไรไม่ให้มีความรุนแรง นี่เป็นปัญหาอคติซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ดีเสมอไป แต่คิดว่ามีอะไรบางอย่างที่เป็นปัญหาแล้วมีผลร้ายต่อสังคมไทย นั่นคือความเกลียดชัง ถ้าอคติที่ว่ามันผลิตความเกลียดชัง อันนี้อันตราย ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่กันมาเขารักใคร่ปานจะกลืน ไม่ใช่หรอก เขาก็อยู่กันมาเหมือนเราอยู่กัน ผมทำงานอยู่ในห้องแคบๆ ของผมกับเพื่อนฝูง ไม่ได้หมายความว่าผมรักทุกคนเท่ากัน บางคนทักทายกันบ้าง แต่บางคนเป็นเพื่อนจริงๆ รู้จักมานานสนิทสนมกัน หมายความว่าบางคนเราแคร์ บางคนเฉยๆ เป็นเรื่องสามัญธรรมดา แต่เมื่อไรที่ความสัมพันธ์นี้เกิดปัญหา เช่น ในออฟฟิศซึ่งมีคนเยอะแยะ ย่อมมีทั้งคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่ มีคนที่รู้สึกเฉยๆ ออฟฟิศอยู่ได้ในความรู้สึกอย่างนี้ แต่ออฟฟิศจะพังพินาศถ้าสมมติว่าทุกคนเดินเข้ามาแล้วมี ๒-๓ อย่างไม่ไว้ใจ ไม่รู้ใครต่อใครแทงข้างหลัง หรือเกลียด ๒ ตัวนี้ถ้าจะเป็นอคติ เป็นอคติซึ่งกร่อนและทำลายความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นแนวทางสันติวิธีถ้าถามว่าสู้ต่ออะไร คือการพยายามต่อสู้กับความเกลียดชัง รัฐอะไรที่ผลิตความเกลียดชัง อันนี้น่ากลัว
 
 

 

 
  ปรากฏการณ์ ๒-๓ เรื่องที่ยกตัวอย่างมา มีความน่ากลัวในแง่การผลิตความเกลียดชัง เหตุการณ์จะเลวร้ายกว่านี้หรือไม่? อย่างไร?  
 
เรื่องที่ยกตัวอย่างมาเป็นชนิดของความสัมพันธ์หรือชนิดของความขัดแย้ง ๓ แบบที่ไม่เหมือนกัน กรณีที่เราเรียกว่าความขัดแย้งระหว่างภาครัฐ หรือรัฐบาลไทยรักไทยในร่างทรงปัจจุบันกับฝ่ายพันธมิตร นี้เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ในประเทศเรามีความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายครั้งหลายคราว แต่คราวนี้มีผลน่าสนใจบางอย่าง อาจเพราะว่าทำให้เห็นความแตกต่างและความแตกแยกในสังคมไทยชัดขึ้น เราเคยคิดถึงงานอย่างของ อ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง ๒ นคราประชาธิปไตย ในระยะหลัง อ.เอนก ก็บอกว่ามีมากกว่านั้น อาจจะไม่ใช่เพียง ๒ นครา แต่รอยแยกของ ๒ นคราอาจเห็นชัดขึ้นแล้ว คำถามคือในระบอบประชาธิปไตยควรมีหลายนคราอยู่ด้วยกันได้ แต่ตอนนี้มีปัญหา นั่นเป็นความขัดแย้งแบบที่หนึ่ง
 
 
 
ความขัดแย้งแบบที่ ๒ เรื่องโครงการขนาดใหญ่ เป็นความขัดแย้งซึ่งมาจากปัญหาของการพัฒนาและฐานทรัพยากร มาจากปัญหาของการที่ประเทศนี้ตัดสินใจจะไปเส้นทางหนึ่ง โดยเชื่อว่ามันดี นี่ผมใช้สมมติฐานที่ไร้เดียงสาที่สุดในโลก สมมติฐานของผมคือ ไม่มีใครอยากจะคด อยากจะโกง เอาอย่างนี้เลยนะ ผมต่อให้อย่างนั้น ขอให้ทุกคนดีหมด เจตนาดีหมด แล้วไม่ได้คิดจะฉ้อฉลรังแกอะไรใคร แม้คิดอย่างนั้นก็มีความขัดแย้งที่จะก่อปัญหา เพราะคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าพาประเทศไปอย่างนี้จะดี แต่คนอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าไปทางโน้นฉันจะเดือดร้อน อันนี้คือโจทย์ที่
 
 
มีอยู่ เพราะฉะนั้นการสร้างเขื่อน ไม่สร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า ไม่โรงไฟฟ้า ที่ดิน ไม่ที่ดิน ใช่หมดเลย น้ำ นี่ก็น่าจะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง อันนี้คือปัญหาของฐานทรัพยากรที่มีอยู่ และนับวันจะร้ายแรงขึ้นเพราะตอนนี้ภาคการเกษตรกลายเป็นทรัพยากรที่เป็นที่ต้องการไปทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง เพราะปัญหาของโลกที่เผชิญกันอยู่ จากที่ไม่เคยเจอก็เจอกัน ชาวนาต้องสะพายปืนเฝ้านาข้าวของตัวเองอะไรอย่างนี้ กลัวคนมาขโมย ตรงนี้คือความขัดแย้ง

อันที่ ๓ เป็นความขัดแย้งอีกแบบหนึ่ง เป็นความขัดแย้งที่ซับซ้อน พูดง่ายๆ เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ ในนั้นมีภาพซ้อนอยู่ เป็นความขัดแย้งระหว่างส่วนใหญ่กับส่วนย่อย เป็นความขัดแย้งระหว่างในพื้นที่ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ แต่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่คือคนมุสลิม คนไทยพุทธซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศแต่เป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่ ในบริบทของประเทศไทยซึ่งคนไทยพุทธเป็นส่วนน้อยในโลกวัฒนธรรมมลายู ซึ่งเป็นมลายูและเป็นมุสลิม ถ้านับตลอดไปถึงแหลมมลายูเลยไปถึงฝั่งอินโดนีเซีย เรากำลังพูดถึงคนเชื้อสายมาเลย์ซึ่งแตกต่างกันบ้างแต่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ใกล้กัน แล้วทั้งหมดนี้อยู่ในบริบทของความขัดแย้งของโลก ระหว่างฝรั่งกับโลกมุสลิมในประเด็นต่างๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงมีมิติที่มหัศจรรย์มาก
 
     
 
จากปัญหา ๓ กรณีใหญ่อย่างนี้ เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี?
ผมคิดว่าอย่างนี้ เหตุผลที่เราให้ความสำคัญเรื่องงานวิจัยกับความรู้เพื่อหวังจะเป็นเครื่องช่วยลดอคติ หรืออย่างน้อยถ้าเรามีความรู้ อคติหรือแนวทางที่จะแบ่งเขาแบ่งเราชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาอาจจะลดลง คือสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการศึกษาวิจัยในที่อื่น และเวลาที่คนจะฆ่ากัน สิ่งหนึ่งที่เขาทำคือ เขาแปลงปัจเจกชน ทำให้มองไม่เห็นคุณที่เป็นปัจเจกชน แต่มองคุณในฐานะที่เป็นภาพรวมของกลุ่ม แล้วเลือกภาพรวมของกลุ่มอีกอย่างหนึ่ง หมายความว่าแทนที่จะเห็นคุณเป็น นาย ก. เห็นคุณเป็นกลุ่มชาติพันธุ์คุณ แล้ว
 
  เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยคำไม่ดีๆ เช่น อาจจะเรียกคำซึ่งบางคนรู้สึกไม่ดี เช่น เป็นแขก เป็นเจ๊ก หรืออะไรต่ออะไร ก็เอาคำพวกนั้นมาใช้ แทนที่จะเห็นคุณในฐานะที่เป็นตัวบุคคล ในภาคใต้ก็อาจจะทำกับคนไทยบางส่วน เช่น พวกนี้เป็นซีแย (คนสยาม) ไม่ใช่นายู (คนมุสลิม) อะไรอย่างนี้ แทนที่จะเห็นว่าคนนี้ชื่อ นาย ก. นะ เรียนหนังสือกับเราตั้งแต่สมัยเด็กๆ มีความเป็นบุคคลซึ่งเราสัมพันธ์กันในฐานะนั้น เวลาความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ทำให้อันนั้นหายแล้วเอาอีกอันหนึ่งมาทับ ผมมองคุณจึงมองไม่เห็น แทนที่จะเห็นเป็นนาย ก. คุณคือนักหนังสือพิมพ์ คนที่จะพยายามสื่อสารกับคนอื่น ทำงานนี้มาเป็นสิบปีแล้ว ด้วยสนาม ด้วยความเป็นตัวตนของคุณ ไม่เห็นเลย เห็นเป็นอะไรไม่รู้ งานวิจัย งานศึกษาความรู้สู้กับเรื่องนี้ สู้กับเรื่องอคติอย่างนี้ แล้วอันนี้ผมไม่ได้พูดลอยๆ นะ พูดบนฐานความรู้ ผลการศึกษาที่เขาค้นพบตอนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เมื่อปี ๑๙๙๐ ทำแบบนี้เลย  
     
  ภายใต้ปัญหาที่หลากหลาย ครั้งหนึ่งอาจารย์พูดถึงเรื่องอนาคตวิทยา?  
 

คือในสาขาวิชาอนาคตศึกษา อนาคตวิทยา นานมาแล้ว เขาพูดถึงความเป็นไปได้ในอนาคต ๔ แบบ อนาคตแบบที่ ๑ สังคมไทยจะเจริญเติบโตต่อไป แบบที่ ๒ เขาบอกว่ามันจะพัง อันที่ ๓ เขาบอกว่าจะ Transform คือสิ่งที่เกิดขึ้นบางอันจะเปลี่ยนตัวสังคมทั้งระบบ สุดท้ายเขาบอกว่าเราอาจจะหวนกลับไปรักษา คล้ายเป็นสังคมอนุรักษ์ เราสามารถรักษาบางอย่างได้ นี่เป็นกรอบของนักอนาคตศึกษา อนาคตแบบนี้ในความเห็นของผมใช้ได้กับทุกเรื่อง เป็นความเป็นไปได้ของอนาคต ๔ แบบซึ่งผมถอดจากทฤษฎีในการใช้อนาคตศึกษา ลองเอามาใช้ในกรณีเรื่องความรุนแรง

 
     
 
พิจารณาจากกระแสโลกจะเห็นการปะทะ ๒ กระแส เช่นกระแสอนุรักษ์กับพัฒนา อุตสาหกรรมกับชุมชน กระทั่งก่อให้เกิดการแบ่งฝ่ายแยกข้าง เป็นขาวเป็นดำ ไม่เหลือสีเทาอีกต่อไป มองว่าปรากฏการณ์นี้น่ากลัวหรือไม่? เพียงใด?
คือสิ่งที่น่ากลัวคือสิ่งที่คุณพูด ขาวกับดำ คือขาวกับดำมันไม่ค่อยจริง ในโลกนี้ผมคิดว่าสิ่งที่จริงกว่าคือสีเทา ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนหนึ่งมาบอกเราว่า คนคนนี้เป็นคนดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมีคนมาบอกเราว่าคนคนนี้เป็นคนเลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในความเห็นผมคิดว่าคำกล่าวนี้ไม่น่าจะจริง นี่ผมพูดถึงคนสามัญ ไม่ได้พูดถึงอริยะบุคคล ผมคิดว่าในโลกของมนุษย์ ในสังคม
 
 
การเมืองทั่วๆ ไป สมมติเราเห็นนักการเมือง ทหาร เอ็นจีโอ หรือเห็นเถ้าแก่ เห็นอิหม่าม แล้วมีคนมาบอกผมว่าคนทั้งหมดที่เห็นฟากหนึ่งเป็นคนดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อีกฟากเป็นคนเลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะนักสังคมศาสตร์ผมไม่สามารถจะเชื่อได้ แม้แต่ตัวเองก็ไม่ใช่ เรารู้ในใจเรา เรามีจังหวะเป็นคนดี แต่เราก็มีโอกาสมีความชั่วอยู่ในใจ อยู่ที่เราจะพูดหรือทำหรือไม่ ในเงื่อนไขบางอย่างอาจจะทำก็ได้ คือของพวกนี้ เราเป็นมนุษย์ ในความเป็นมนุษย์มีสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่บอกว่าเป็นขาวกับดำ เป็นการทำให้ความเป็นจริงเปลี่ยนไปจนไม่จริง ฉะนั้นถ้าเราไปเชื่อมันอันตรายมาก เพราะว่าเวลารบกันหรือทำอะไรกัน มันทำแบบนี้ ไปฆ่ากันก็ทำแบบนี้ จะบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งชั่วร้าย เป็นยักษ์เป็นมารอะไรก็แล้วแต่ ไม่รู้เกิดมาจากไหน แล้วไม่รู้จะทำร้ายชาติบ้านเมือง ทำลายชุมชนอย่างไร พอเราเชื่อแบบนั้นเราก็จะไปเล่นงานมัน เราจะใช้วิธีอะไรก็ได้กับเขา แต่ถ้าเราบอกว่า เขามีลูกมีเมียนะ ทุกคนดีนะรักแม่จะตาย แต่อยู่คนละข้างกับเรา นึกออกไหม มนุษย์ก็เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นขาวกับดำเป็นแนวคิดที่อันตราย คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นสิ่งผลิตภาพขาวและภาพดำ อะไรเป็นสิ่งผลิตปราการกั้นไม่ให้ขาวกับดำมาปนกันผสมกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ อะไรเป็นสิ่งผลิตที่ทำให้เราเชื่อว่าโลกนี้เป็นแบบนี้จริงๆ
 
     
 
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ดูเหมือนว่าสังคมไทยกำลังก้าวไปสู่วิถีนี้ วิถีที่ต้องแบ่งข้างอย่างชัดเจน?
พูดอย่างเราคือ สังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ จะต้องมีสติ จะต้องตั้งข้อสงสัย จะต้องตั้งคำถาม ของพวกนี้เป็นคุณสมบัติของสังคมไทยเหมือนกัน เพียงแต่เราต้องมีพื้นที่ให้ได้ตั้งคำถาม ได้สงสัย ได้ใช้สติ แต่ความรุนแรงมันทำลายทุกอย่าง ทำลายพื้นที่ที่จะสงสัย ทำลายพื้นที่ที่จะตั้งคำถาม ทำลายสติ
 
  ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะได้ใช้สติ และมีการใช้งานวิจัยมาช่วยแก้ไขปัญหา?  
 

หวังว่าครับ หวังให้เป็นเช่นนั้น

 
     
 
จำนวน ครั้งที่แสดง
 
 

แสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
*ชื่อ:
อีเมล์:
แจ้งให้ทราบเืมื่อมีความคิดเห็นใหม่
ไม่แสดงอีเมล์
*ข้อความ:
 
 
 
     

 
 
 

CIVILVOICE.NET. All right free. free stats